จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ กรณี ณัฐพล เมฆโสภณ หรือ เป้ นักข่าวประชาไท และณัฐพล พันธ์พงษ์สานนท์ หรือ ยา ช่างภาพอิสระ ถูกจับกุมจากการทำข่าวนักกิจกรรมพ่นสีกำแพงวัง และถูกตั้งข้อหาเป็นผู้สนับสนุนให้มีการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน และ พ.ร.บ.ความสะอาด ทำให้ประชาชนและสื่อต่างตั้งคำถามในการถูกดำเนินคดีว่ามีความผิดปกติของกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ และเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการทำงานของผู้สื่อข่าว

ธีระพล อันมัย อาจารย์สาขานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี แสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าวว่า การคุกคามสื่อเป็นปัญหาของประเทศที่มีรากเหง้าจากเผด็จการ และเป็นปัญหาที่ต้องอธิบายกับชาวโลกให้ได้ว่า ทำไมผู้สื่อข่าว ไปทำข่าวจึงถูกจับกุมตั้งข้อหา ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต้นปี 2566 แต่เพิ่งถูกจับในตอนนี้ และตนคิดว่านี้คือความไม่ปกติของกระบวนการยุติธรรมประเทศนี้ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกหมายจับ การจับกุม การควบคุมตัวที่มีปัญหา เพราะตามหลักสากลแล้วผู้สื่อข่าวทำหน้าที่ตามสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทั่วโลกยอมรับ เว้นแต่ประเทศที่เป็นเผด็จการเท่านั้น

ธีระพล อันมัย อาจารย์สาขานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

“ในฐานะอาจารย์ที่สอนนิเทศศาสตร์ ผมรู้สึกว่า ต่อจากนี้อาชีพนักข่าว ไม่มั่นคงและไม่ปลอดภัย เพราะไม่ได้มีพื้นที่ให้ได้ทำข่าว โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง แต่ผมมองว่าถ้าเราปล่อยและยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ กระบวนการยุติธรรมบ้าบอพวกนี้ก็จะทำหน้าที่ต่อไป คือจะอ้างความมั่นคง อ้างวัตถุโบราณเรื่องความเป็นโบราณสถานมาเล่นงาน ทั้งที่ในความเป็นจริงผู้สื่อข่าวทำหน้าที่รายงานความเป็นไปของเหตุการณ์เท่านั้น

“ปัญหาของประเทศเราตอนนี้คือมีอำนาจที่เรียกว่า จารีตนิยมครอบอยู่ คือไม่ได้สนใจกฎหมาย ไม่ได้สนใจจรรยาบรรณอะไรด้วย จารีตนิยมจะทำอะไรก็ได้ พอสื่อจะทำหน้าที่ก็บอกว่า สื่อไม่มีจรรยาบรรณ พื้นฐานแรกของจรรยาบรรณสื่อ คือการนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ความจริงที่ถูกต้องครบถ้วน สิ่งเหล่านี้คือคุณสมบัติที่นักข่าวต้องทำอยู่แล้ว นักข่าวแค่รายงานข่าวนำเสนอข้อเท็จจริง ไม่นำเสนอต่างหากที่เป็นปัญหา”

เทวฤทธิ์ มณีฉาย บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าวประชาไท

เทวฤทธิ์ มณีฉาย บรรณาธิการบริหารของประชาไท ได้ออกมาโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยกล่าวว่า กรณีการดำเนินคดี 2 นักข่าวจากประชาไทที่รายงานข่าวเกี่ยวกับนักกิจกรรมพ่นกำแพงด้วยข้อความ 112 บางคนบอกว่า ไม่ได้ทำผิดจะกลัวอะไรนั้น ประเด็นไม่ใช่ความกลัวหรือไม่กลัว แต่การจับกุมนำมาสู่การถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ และกระทบกับเรื่องอื่นๆ ในชีวิต 

“เราไม่ได้กลัว เพราะเราไปทำข่าว ที่สำคัญนักข่าวและสื่อที่ต้องลงไปทำข่าวภาคสนามทั้งหลายต้องรู้สึกอย่างไร จะถูกหาว่าสนับสนุนไหม จะมีหมายจับติดปลายนวมหรือเปล่า

“ที่ผ่านมา คดีจะมาที่กองบรรณาธิการก่อน แต่ครั้งนี้เข้าถึงตัวนักข่าวภาคสนามเลย รู้ตัวอีกทีก็มีหมายจับแล้ว โดยหมายจับก็ค้างไว้เกือบปี โดยไม่รู้ว่ามีหมาย ทั้งที่ปรากฏตัวในที่สาธารณะตลอด แถมไม่มีหมายเรียกก่อน พอโดนจับ เสียงาน เสียเวลา เสียอิสรภาพ ทั้งถูกสายเคเบิลไทร์รัดข้อมือ ต้องถูกคุมตัวข้ามวัน เสียเงินประกันและอื่นๆ ที่เหมือนเป็นการลงโทษเขาไปก่อนที่จะตัดสินแล้ว 

“นี่เป็นการเล่นงานที่กระบวนการได้มาซึ่งข่าว ไม่ใช่เนื้อข่าวที่เผยแพร่ไป คนที่เปราะบางที่สุดในกระบวนการทำข่าวก็คนเหล่านี้ นักข่าว ช่างภาพสนาม ไม่ต้องพูดถึงความมั่นคงในการทำงานของอุตสาหกรรมนี้ มองตาคนทำงาน น้องๆ ที่มาทำงานภาคสนามเขากังวลไหม จึงไม่แปลกที่นักศึกษานิเทศศาสตร์ออกมาเคลื่อนไหวเพราะมันคือสภาพการทำงานที่เขาอาจต้องเผชิญในอนาคต สุดท้ายคนที่เสียประโยชน์ คือคนสาธารณะชน ที่จะไม่ได้รับข้อมูลข่าวสาร หรือแม้แต่คนที่อยากจะสื่อประเด็นสาธารณะแต่มีความเสี่ยง มีคู่ขัดแย้งซึ่งอาจเป็นคนมีอำนาจ เขาก็อาจจะไม่ถูกนำเสนอ เพราะสื่อกลัวว่าเสนอไปแล้วหรือไปทำข่าวตัวเองจะกลายเป็นผู้สนับสนุนคู่ขัดแย้งหรือคนเหล่านั้นไปด้วยไหม วันดีคืนดีมีหมายจับมาจากไหนไม่รู้”

หลังจากมีการจับกุมนักข่าวประชาไท สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้มีแถลงการณ์ลงในเพจเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ โดยระบุว่า กังวลสิทธิเสรีภาพสื่อถูกปิดกั้น และแสดงความกังวลการตั้งข้อกล่าวหา คือ “ร่วมสนับสนุนการกระทำผิดในคดีอาญา” เป็นการบั่นทอนต่อสิทธิเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ที่ต้องเข้าไปทำหน้าที่รายงานข่าวในเหตุการณ์ ทำให้โอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงได้ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากระบวนการยุติธรรมจะมีความชัดเจนกับสังคม และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพและคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม

ในแถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีท่าทีหลบหนีการต่อสู้คดีในชั้นศาล  เพื่อความเป็นธรรม สมาคมนักข่าวฯ เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาสมควรจะได้รับสิทธิ์ ในชั้นศาล ในการพิจารณารับการประกันตัวชั่วคราว เพื่อออกมาสู้คดีแก้ข้อกล่าวหาได้อย่างเต็มที่ตามหลักของกระบวนการยุติธรรม และเพื่อพิสูจน์ว่าเหตุดังกล่าวเกิดจากการทำหน้าที่สื่อมวลชนภายใต้กรอบจริยธรรม 

“หากสื่อมวลชนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการปฎิบัติหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจภายใต้กรอบกฎหมาย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ มีช่องทางในการช่วยเหลือทางด้านกฎหมายโดยเฉพาะด้านความช่วยเหลือในการจักหาทนายความต่อสู้คดีตามกรอบความร่วมมือข้อตกลงร่วมกัน (MOU) กับสภาทนายความ 

“สุดท้ายขอเรียกร้องให้บรรณาธิการและต้นสังกัด กำกับดูแลผู้ปฏิบัติงานข่าวทำงานอยู่ในกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ กฎหมาย ยึดหลักการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน นำเสนอข้อมูลข่าวสารเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน นำเสนอข่าวสารด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง รอบด้าน เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” ข้อความทิ้งท้ายในแถลงการณ์

image_pdfimage_print