8 กุมภาพันธ์ 2567 – 18.00 น. แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดวงเสวนา “เปลี่ยนผ่านสู่ความยุติธรรม – ไปให้ไกลกว่า ยุติการดำเนินคดีต่อนักโทษทางการเมือง” วงเสวนาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับประชาชน และร่วมการเข้าชื่อเสนอร่าง กฎหมาย พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป้าหมาย 10,000 รายชื่อ จัดขึ้นที่ร้านหนังสือสมจริง Columbo craft village ขอนแก่น

ร่วมเสวนาโดย ทรงพล สนธิรักษ์ (ยาใจ) กลุ่มทะลุ มข. ผู้ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกและการชุมนุม รศ.ดร.อลงกรณ์ อรรคแสง อาจารย์ประจำวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เฝาซี ล่าเต๊ะ เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์เชิงนโยบาย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และพัฒนะ ศรีใหญ่ ทนายความเครือข่ายศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ดำเนินรายการโดย ณัฐพร อาจหาญ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช) ภาคอีสาน

เฝาซี ล่าเต๊ะ เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์เชิงนโยบาย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า แอมเนสตี้ ประเทศไทย ร่วมกับ iLaw ตั้งแต่ปี 2563 ในการทำร่างฉบับนี้ และประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) เป็นสาเหตุที่รัฐต้องปฏิบัติตามที่สัญญาไว้ แต่จากข้อมูลปี 2563 ถึงปัจจุบัน พบว่าประเทศไทยมีการชุมนุมตั้งแต่ปี 2563 ไม่ต่ำกว่า 3,500 ครั้ง เป็นตัวเลขสะท้อนการตื่นรู้ของพลเมือง แต่อีกด้านหนึ่งกลับเป็นความล้มเหลวของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ในช่วงการบริหารจัดการนโยบายเพื่อตอบสนองกับข้อเรียกร้องของประชาชน ซึ่งรัฐไม่สามารถทำได้ แต่สิ่งที่รัฐไทยตอบสนองประชาชนคือการสลายการชุมนุม

ข้อมูลจากอาสาสมัครโครงการ Mob data Thailand ในช่วงตั้งแต่มีการชุมนุมตั้งแต่ปี 2563 พบว่ารัฐบาลไทยมีการสลายการชุมนุมไม่น้อยกว่า 448 ครั้ง ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักการของ UN มีการสลายการชุมนุมโดยการใช้เครื่องมือในหลายรูปแบบ เช่น กระสุนยางอย่างน้อย 29 ครั้ง ใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงใส่ผู้ชุมนุมประท้วงอย่างน้อย 16 ครั้งและพบว่ามีการใช้รถฉีดน้ำผสมสารเคมีอย่างน้อย 5 ครั้ง มีการใช้แก๊สน้ำตา 13 ครั้ง บางครั้งจะพบว่าสื่อมวลชนและเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีโดนทำร้ายร่างกาย

“สาเหตุที่ร่างของประชาชนต้องรวมนิรโทษคดีมาตรา 112 เพราะองค์การสหประชาชาติให้ข้อมูลว่ามาตรา 112 เป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิเกินขอบเขตและมีข้อเสนอแนะจากนานาประเทศสมควรให้แก้พิจารณาตัวมาตรา 112 ซึ่งรัฐไทยเองไม่ได้รับข้อนี้มา ทำให้ภาคประชาสังคมมากกว่า 13 องค์กรร่วมกันสร้างร่างนี้มา

“ร่างที่มาจากประชาชนอาจจะเป็นสิ่งที่จะทำให้สังคมสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งที่แท้จริงได้ ฉบับนี้จะรวมตั้งแต่ตั้งแต่ปี 2540 ที่มีความขัดแย้งมีการชุมนุมต่อเนื่องด้วยมาทั้งพันธมิตรทั้งกลุ่มแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. รวมทั้งพี่น้องกลุ่มราษฎรที่โดนดำเนินคดีอยู่ แต่ไม่รวมเจ้าหน้าที่ปฎิบัติการควบคุมการชุมนุม เพราะว่าเจ้าหน้าที่ได้ถูกรับรองภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ หากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามหลักกฏหมายตามวิธีการ จะได้รับการคุ้มครองในส่วนของกฎหมายต่างๆ อยู่แล้ว ซึ่งหากรวมเจ้าหน้าที่จะเกิดปัญหาในการสร้างวัฒนธรรมลอยนวลผลผิด” เฝาซี ล่าเต๊ะ กล่าว

พัฒนะ ศรีใหญ่ ทนายความเครือข่ายศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่าในช่วงภายใต้การควบคุมของ คสช. มีคำสั่งหลักๆ คือคำสั่ง 3/2558 คำสั่งที่ห้ามรวมกลุ่มมากกว่า 5 คนขึ้นไป ซึ่งช่วงนั้นมีนักศึกษาลายคนโดนจับเพราะออกมาพูดถึงข้อดีข้อเสียของรัฐธรรมนูญปี 2560 หลายครั้งที่คนออกมาเรียกร้องชุมนุม จะโดนคดีและต้องขึ้นศาลทหาร เพราะถือว่าเป็นคดีความมั่นคง

“การขึ้นศาลทหาร บรรยากาศมีความตึงเครียดมากกว่าศาลธรรมดา เริ่มตั้งแต่เริ่มทางเข้า ต้องแลกบัตรตรวจอาวุธ ตรวจรถ การพิจารณาในศาลก็เป็นทหาร” พัฒนะ ศรีใหญ่

“รัฐบาลคสช. พลเอกประยุทธ์เคยพูดว่าจะไม่ใช้ ม.112 แต่ปรากฎมี ม.116 ขึ้นมาหรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินขึ้นมา มีการแจ้งข้อกล่าวหาทุกวัน มีคดีทุกวัน แม้จะมีการเลือกตั้งแต่กฎหมายเหล่านี้ยังไม่หายไปไหน ซึ่งช่วงนั้น การชุมนุม มีการสร้างบรรยากาสของการหวาดกลัวไม่ให้เรากล้าพูดกล้าแสดงออก ทั้งๆ ที่การชุมนุมควรทำได้ปกติ

“ควรมีร่างนิรโทษกรรมเพราะนักโทษคดีทางการเมืองไม่ใช่อาชญากรโดยแท้จริง มันไม่ใช่ความผิดฐานลักทรัพย์ชิงปล้นหรือว่าการฆ่ากัน เราเป็นพลเมืองมีส่วนร่วมกับการมีส่วนร่วมกับการตัดสินใจของประเทศ ถ้าเราไม่เห็นด้วยก็ควรออกมาแสดงออกได้”

ทรงพล สนธิรักษ์ หรือ ยาใจ กล่าวว่า ผิดหวังกับขบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำในช่วงรัฐบาล คสช. ที่ผ่านมา ออกไปชุมนุมถูกดำเนินคดีแทบทุกครั้ง แม้เพียงแค่เข้าร่วม 

“ผมคนเดียวโดน 22 คดี ไล่ฟ้องทุกวันที่มีชุมนุม เขาไม่ได้มาพิสูจน์ตามหลักการ อย่างช่วง ปี 2565 ต้องไปรายงานตัวทุกเดือน ไม่มีระบบรายงานตัวใกล้บ้าน เกิดความลำบาก ถ้าโดนคดีที่กรุงเทพฯ 

“ถ้ามันมีการนิรโทษกรรมคงเป็นประตูบานแรกที่ลดความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนได้ ร่างประชาชนควรถูกผลักดันเข้าสภาและถูกใช้ได้จริง ถือเป็นทางออกที่ดี”

อลงกรณ์ อรรคแสง กล่าวว่า มีผู้คนเดือดร้อนจากคดีทวงคืนผืนป่าเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2534 รวมทั้งสิ้น 40,000 กว่าราย

“กรณีพี่น้องที่ จ.สกลนคร พอถูกคดีต้องหาเงินไปประกันตัว ต้องใช้เงินและโฉนดที่ดิน ซึ่งทุกคนอยู่ในเขตป่าไม่มีโฉลด และเงินก็มีไม่ถึง จะหาคนมาประกันตัวก็ไม่รู้จักใคร

“รูปแบบของนิรโทษกรรมคือลืมมันและเริ่มต้นใหม่ ทำให้พี่น้องที่โดนคดีจากเรื่องที่ดินได้ลืมตาอ้าปากทำมาหากินได้แต่เขาก็แค่… แทนที่จะได้เอาชีวิต เอาเงินไปทิ้งกับการขึ้นโรงขึ้นศาล ให้โอกาสเขาได้ออกไปตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน จ่ายภาษีดีกว่า”

เฝาซี ล่าเต๊ะ พูดถึงรูปแบบของการนิรโทษกรรมว่าคือการลืม แต่ไม่ได้ลืมว่าเจ้าหน้าที่รัฐทำอะไรกับประชาชน

“เจ้าหน้าที่รัฐเองต้องลืมว่าเราเคยถูกดำเนินคดีอะไรบ้าง คดีที่ยังอยู่ในชั้นสอบสวนก็ต้องยุติ คดีที่รอสั่งฟ้องก็ต้องยุติหรือแม้กระทั่งหากมีคนโดนจำคุกแล้วก็ต้องสั่งปล่อยตัว ซึ่งในส่วนของการนิรโทษกรรมมีขอบเขตตามหลักการของ UN นิรโทษกรรมไม่รวมคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การซ้อมทรมาน พวกคดีการบังคับอุ้มหาย รวมถึงการนิรโทษตัวเองและนิรโทษกรรมเหมาเข่ง ทาง UN ถือว่าเป็นการนิรโทษกรรมที่ไม่มีขอบเขต ไม่ถูกหลักของกฎหมายฉบับประชาชน

ทั้งนี้เฝ่าซียังกล่าวว่าร่างฉบับนี้จะเป็นตัวช่วยในการฟื้นฟูหลักนิติรัฐนิติธรรมของไทยกลับมาเข้าที่เข้าทางอย่างเหมาะสมอีกครั้ง และรวมถึงต้องมีการพิจารณาเรื่องคดีอาญามาตรา 112 เพราะนับตั้งแต่การชุมนุมของประชาชนตั้งแต่ปี 2563 มีดำเนินคดีมาตรานี้ กว่า 200 คดี ซึ่งเป็นการใช้ มาตรา 112 สูงสุดในประวัติศาสตร์ และมาตรา 112 ยังไม่ถูกยอมรับจากหลายหลายประเทศ สหประชาชาติมองว่าโทษของมาตรา 112 มีโทษสูงเกินไป ไม่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายหมิ่นประมาท

“การนิรโทษกรรมหากไม่รวมมาตรา 112 ความขัดแย้ง อาจจะไม่จบ เพราะว่าหนึ่งในความขัดแย้งก็คือการที่ประชาชนออกมาพูดในเรื่องบางเรื่องไม่ได้พูดเรื่องบางเรื่องโดนดำเนินคดี ถูกขังคุก 

“ที่ผ่านมารัฐไทยใช้กฎหมายปิดปาก เช่น พี่น้องบางกลอยโดน พ.ร.บ.ชุมนุม การใช้กฎหมายมาควบคุมประชาชนทำให้ประชาชนไม่สามารถเสนอปัญหากับรัฐได้ เป็นช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชนที่จะเข้าหากัน  

“เสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมมันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนสามารถกระทำได้ตั้งแต่เด็ก อย่างนักเรียนเองมีคำถามกับครูก็สามารถที่จะถามได้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่จะถูกถูกดำเนินคดี ซึ่งไม่ต่างอะไรกับปัจเจกบุคคลคนใดคนหนึ่งซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐ ซึ่งรัฐเป็นคนที่บริหารภาษีของประชาชน การนำนโยบาย การนำภาษีต่างๆ มาบริหาร แน่นอนว่ามันย่อมเกิดปัญหาในการบริหาร หมายความว่ามันย่อมมีปัจเจกบุคคลคนหนึ่งที่รับผลกระทบจากนโยบายรัฐ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ถ้าไม่ประกันสิทธิเสรีภาพ ปัญหาเหล่านี้จะไม่ถูกแก้ไข จะมีคนถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง”

image_pdfimage_print