นิสิตกลุ่มเสรีมวลชนเพื่อสังคม ร่วมกับสาขาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำโดยธวัชชัย ป้องศรี อาจารย์ประจำวิทยาลัยการเมืองการปกครอง กรรมการสภามหาวิทยาลัยมหาสารคามและนิสิตวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สมาชิกกลุ่มเสรีมวลชนเพื่อสังคมนิสิตปัจจุบันและศิษย์เก่า จัดค่ายเปิดมุมใหม่ในการมองกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จุดประสงค์คือเชิญชวนให้นักเรียนตระหนักรู้เรื่องกฎหมายนอกเหนือจากเนื้อหาในหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาหรือวิชาหน้าที่พลเมือง ผ่านการจัดโครงการเสรีชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมผ่านค่ายชื่อ ค่ายเขาวงกฎ(หมาย) : ความอยุติธรรมไม่ว่าเกิดขึ้นที่ใดก็เป็นภัยคุกคามความยุติธรรมทุกหนแห่ง

“ผมว่ากิจกรรมนี้มันต่างจากค่ายการเรียนรู้ทั่วไป เพราะมันไม่ได้อธิบายแค่กฎหมายว่าใครเป็นคนสร้างกฎหมาย กฎหมายมีเนื้อหาอะไรบ้าง แต่มันเจาะลงไปลึกกว่านั้น คือการตั้งคำถามว่า เริ่มแรกเลยกฎหมายมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมจะต้องมี รวมไปถึงการให้วิพากษ์ วิจารณ์กฎหมาย ผมคิดว่ามันต่างจากปกติทั่วไปมากๆ” ครรชิต ย่อดี ผู้ร่วมจัดค่ายกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างค่ายให้ความรู้ทั่วไปและค่ายเขาวงกฎ(หมาย)

กิจกรรมจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา ณ โรงเรียนหนองหัวช้างวิทยา ต.หนองหัวช้าง อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ โดยภายในค่ายเป็นการประยุกต์เนื้อหาการวิพากษ์กฎหมายและความอยุติธรรมของกฎหมายเข้ากับฐานกระบวนการฐานการเรียนรู้

“เราจะเลือกโรงเรียนชายขอบของชายขอบอีกทีในการจัดกิจกรรม พอดีมีน้องในกลุ่มของเราที่เขามาจาก จ.บึงกาฬ เขาได้เสนอโรงเรียนหนองหัวช้างวิทยา เราก็เลยตกลงกันว่าเราจะไปจัดงานค่ายที่นี่ ผลตอบรับก็ดีเพราะน้องๆ มัธยมสามารถตอบคำถามและเข้าใจในสิ่งที่เราแลกเปลี่ยนได้หมดเลย” สมาพร พาพะหม สมาชิกผู้ร่วมจัดค่ายอีกคนกล่าวถึงจุดประสงค์ที่จัดค่ายในระดับมัธยม

กิจกรรมในวันแรกวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 เริ่มจากกระบวนการฐานแรกสำหรับฐานการเรียนรู้ที่ 1 เป็นการเริ่มต้นให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมตั้งคำถามและข้อสงสัยถึงที่ไปที่มาของกฎหมาย ว่าจริงๆ แล้วกฎหมายคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างได้อย่างไร ซึ่งหลังจากกระบวนการในฐานแรกจะนำไปสู่การตั้งคำถามในลำดับถัดไปนั้นคือการวิพากษ์ วิจารณ์กฎหมายเพื่อให้เห็นถึงปัญหา ผ่านฐานการเรียนรู้ที่มีชื่อว่า ชนชั้นใดตรากฎหมายก็เพื่อชนชั้นนั้น 

ซึ่งเป็นการเผยให้เห็นถึงการมองกฎหมายในมุมมองนิติสตรีศาสตร์ที่ทำให้เห็นถึงความอยุติธรรมจากการเกิดขึ้นมาของกฎหมายที่ได้รับอิทธิพลมาจากสังคมแบบชายเป็นใหญ่และยังมีการพูดถึงกฎหมายตามแบบของสำนักสัจนิยมทางกฎหมายที่เชื่อว่ากฎหมายจริงๆ แล้วนั้นคือสิ่งที่เกิดจากการกระทำของศาลไม่ใช่ตัวบทที่ถูกบัญญัติไว้ และมากไปกว่านั้นในเนื้อหากระบวนการของฐานที่ 3 Law is Politics เป็นการวิพากษ์กฎหมายตามแบบสำนักนิติศาสตร์เชิงวิพากษ์ที่มองกฎหมายและระบบกฎหมายในแบบล้วงลึกถึงเนื้อหา โดยฐานมีชื่อเล่นว่าเมียพี่มีชู้ที่เปรียบเปรยให้เห็นว่ากฎหมายไม่ได้ตรงไปตรงมามันซุกซ่อนอะไรไว้บ้าง เป็นการวิพากษ์ให้เห็นถึงปัญหาของกฎหมายแบบเสรีนิยมที่ทำให้เกิดความไม่เป็นกลาง ไม่เป็นธรรม ระบบกฎหมายหรือกระบวนการยุติธรรมที่มันไม่แน่นอนมั่นคง และไม่สมเหตุสมผลของกฎหมาย

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 ในช่วงเช้าเป็นกิจกรรมกระบวนการฐานสุดท้ายคือ ฐานเมื่อความอยุติธรรมเป็นกฎหมายการต่อต้านจึงเป็นหน้าที่ จุดประสงค์คือต้องการให้ทุกๆ คนไม่เพิกเฉยกับกฎหมายและความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น ได้เปิดช่องการมองเห็นที่เพิ่มขึ้นในการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้ตระหนักรู้ในการปฏิบัติตามกฎหมายนอกจากการจัดกระบวนการฐานแล้วยังมีการมอบเกียรติบัตรและจุลสารเสรีปริทัศน์ปีที่ 5 เล่มที่ 1 วิพากษ์วาทกรรมอำนาจนิยม ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มเสรีมวลชนเพื่อสังคมแก่ผู้เข้าร่วมโครงการอีกด้วย

“นักเรียนและคณาจารย์ในโรงเรียนก็สะท้อนมาว่ากิจกรรมนี้ดี เพราะในโรงเรียนนั้นนานๆ ครั้งจะมีค่ายอาสา หรือผู้มาจัดกิจกรรม เลยไม่มีกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนมากนัก จะมีก็แต่การแข่งขันข้างนอกทั่วๆ ไป ที่โรงเรียนส่งไปแข่ง ก็ถือว่าค่ายนี้ได้ให้ความรู้กับนักเรียน” สมาพรกล่าวเสริม

ก่อนหน้ากิจกรรมในโครงการจะเกิดขึ้นได้นั้น สมาชิกกลุ่มเสรีมวลชนเพื่อสังคมได้เตรียมความพร้อมสมาชิกในการจัดกิจกรรม เป็นระยะเวลารวมทั้งสิ้นกว่า 2 เดือน โดยสมาชิกในกลุ่มฯ ใช้เวลาว่างหลังเรียน ในทุกๆ เย็นของทุกวันจันทร์-ศุกร์ในแต่ละสัปดาห์เพื่อซ้อมการเป็นกระบวนกรดำเนินกิจกรรม กอปรการที่สมาชิกร่วมช่วยกันแนะนำรวมทั้งชี้แนะข้อแก้ไขของกันและกัน จึงทำให้การดำเนินกิจกรรมในวันปฏิบัติงานบรรลุผลสำเร็จด้วยดี ทั้งนี้ เพื่อให้นักเรียนโรงเรียนหนองหัวข้างวิทยาได้ตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาของกฎหมายและความอยุติธรรมของกฎหมายและยังสามารถนำสิ่งที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและมากไปกว่านั้นคือการเผยแพร่หรือส่งต่อให้กับคนอื่นๆ ต่อไปในสังคมเพื่อสร้างการตระหนักรู้ การตื่นรู้ การรู้เท่าทันกฎหมายและความอยุติธรรมของกฎหมาย

“น้องๆ ที่เข้ามาร่วมนั้นอยู่ในระดับมัธยมศึกษา ซึ่งหลังจากเข้าร่วมแล้วเขาก็บอกกับเราว่า เขารู้สึกว้าวมากๆ เพราะเขาได้มองในมุมมองใหม่ๆ ของกฎหมายและเนื้อหาบางอย่างเกี่ยวกับกฎหมายมันไม่สามารถค้นหาในอินเทอร์เน็ตได้ เขาก็เลยรู้สึกประทับใจ ” ครรชิต กล่าวทิ้งท้ายถึงผลการสะท้อนจากนักเรียนมัธยมผู้เข้าร่วมกิจกรรม

image_pdfimage_print