เหมืองโพแทชแห่งนี้เป็นของบริษัท ไทยคาลิ จำกัด โดยมีนายวุฒิชัย สงวนวงศ์ชัย อดีตนักการเมือง หนึ่งในคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เป็นเจ้าของ

หลังจากที่เหมืองแห่งนี้ได้รับประทานบัตรเมื่อ 7 กรกฎาคม 2558 และเริ่มทำการขุดเจาะอุโมงค์แนวลาดเอียงเพื่อเข้าไปเอาแร่โพแทชในชั้นใต้ดิน ปรากฎน้ำใต้ดินรั่วทะลักเข้าไปในอุโมงค์อย่างมหาศาล คนงานขุดเจาะต้องวิ่งหนีตายขึ้นมาบนดิน ปล่อยทิ้งรถขุดเจาะราคาหลายสิบล้านทิ้งไว้ในอุโมงค์ใต้ดินให้น้ำทะลักท่วม

ปรากฎการณ์ต่อจากนั้น พบเกลือกระจายอยู่บนผืนดินรอบเหมืองเต็มไปหมด บ้างเป็นเม็ด บ้างเป็นเกล็ด จนหลายจุดที่สะสมหนาแน่นก็กลายเป็นแผ่น น้ำเกลือไหลซึมออกมาจากคันดินคันคูในเหมือง (ที่สร้างไว้กั้นน้ำเค็มไม่ให้รั่วไหลออกมาจากเหมือง) รวมถึงคันดินคันคูบางจุดในเหมืองมีท่อต่อออกมาโดยตรงเพื่อปล่อยน้ำเค็มออกมานอกเหมือง จนกลายเป็นน้ำเกลือหลากทั่วผืนดินในวัดหนองไทร ตลอดเวลาเป็นปีๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งฤดูแล้ง แล้วไหลไปลงบ่อน้ำสาธารณะของวัดและของหมู่บ้านทุกบ่อ จนส่งผลให้บ่อน้ำสาธารณะในหมู่บ้านและวัดดำคล้ำมีความเค็มจัด กุ้งหอยปูปลาตายเกลี้ยง ใช้ประโยชน์ใดๆ ไม่ได้ ผนัง เสาหรือส่วนใดๆ ที่เป็นคอนกรีตของโบสถ์ เมรุ ศาลา ทุกหลังในวัดถูกกัดกร่อนจนเห็นเส้นเหล็ก เสาคอนกรีตทุกต้นเป็นพันต้นของรั้วลวดหนามที่เหมืองสร้างรายรอบไว้รอบเขตเหมืองถูกกัดลึกจนเห็นเส้นเหล็ก บางต้นก็ล้มลงเพราะปูนส่วนฐานถูกกัดจนเหลือแต่เส้นเหล็ก ทำให้แบกน้ำหนักปูนส่วนที่เหลือไว้ไม่ได้

ที่นารอบเหมืองส่วนที่อยู่ใกล้ก็ถูกน้ำเค็มที่ไหลออกมาจากเหมืองทำลายเสียจนปลูกข้าวไม่ได้ ส่วนที่นาที่อยู่ไกลออกไป เกิดการผุดขึ้นมาของเกลือจากใต้ดิน แทรกซึมชั้นดินขึ้นมาบนผิวดิน ในระดับความเข้มข้นที่หลายจุดเค็มจัด และบางจุดเค็มกว่าระดับน้ำทะเล อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตก่อนหน้าที่เหมืองจะเกิดขึ้น รวมแล้วก็หลายร้อยไร่

ที่นาเนื้อที่ 25 ไร่ ของครอบครัวแรกที่ได้รับผลกระทบจนสูญเสียสภาพไปจากการทำเหมืองแร่โพแทชของบริษัท ไทยคาลิ จำกัด (ถ่ายเมื่อ 31 มกราคม 2567)

การผุดของเกลือเช่นนี้ คาดว่าเกิดมาจากระบบน้ำใต้ดินถูกก่อกวนจากการขุดเจาะอุโมงค์แนวลาดเอียงเพื่อเข้าไปเอาแร่โพแทช จนทำให้ระบบน้ำใต้ดินรวนจนเสียระบบมาจนถึงบัดนี้

นับย้อนหลังไกลไปตั้งแต่เริ่มตั้งหมู่บ้าน ก็ไม่เคยพบปรากฎการณ์ที่เกลือบนผิวดินในระดับเข้มข้นแผ่กระจายไปอย่างกว้างขวางเหมือนเกล็ดหิมะ บางบริเวณก็สะสมตัวจนกลายเป็นแผ่นหนา

จนเมื่อสองปีกว่า ก็เริ่มมีการเอาดินและน้ำรอบเหมืองไปตรวจจากการร้องเรียน พบว่าทั้งดินและน้ำหลายจุดรอบเหมืองแร่ ทั้งจุดที่ใกล้และไกล ถูกตรวจพบว่ามีความเค็มสูงกว่าระดับน้ำทะเลจริงตามที่พี่น้องเคยคาดการณ์ไว้

น้ำในคลองลำมะหลอด ลำน้ำสายหลักของผู้คนที่นี่ ไกลออกมาจากเหมืองเกือบสิบกิโลเมตร ถูกตรวจพบเช่นกันว่ามีความเค็มเกินกว่าที่จะนำไปรดน้ำพืชผักและเอาไปใช้ประโยชน์อื่นใดได้

ครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านหนองไทร ต.หนองไทร อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ติดกับเหมืองโพแทช มีที่ดินทำกินอันอุดมสมบูรณ์ติดกับบ้านพักอาศัยในหมู่บ้าน ใช้ปลูกมัน ปลูกข้าว และพืชเศรษฐกิจอื่นๆ แม้จะมีคราบเกลืออ่อนๆ ขึ้นอยู่บนผิวดินในยามแล้งเป็นประจำในแต่ละฤดูกาล แต่ก็เป็นความเค็มที่ไม่ส่งผลกระทบต่อพืชผลการเกษตรที่ลงทุนลงแรงปลูกเพื่อไว้ใช้กินและขายเป็นรายได้ แต่พอหลังจากเกิดผลกระทบขึ้น (หลังจากขุดเจาะอุโมงค์ใต้ดินจนน้ำใต้ดินรั่วทะลักอุโมงค์) ปรากฎว่าผืนดินกว่า 25 ไร่ ใช้ประโยชน์ปลูกพืชผักใดๆ ไม่ได้เลย กระทั่งบัดนี้ ผืนดินดำคล้ำอมเกลือเกือบทั้งผืน คล้ายดินบวมน้ำ รับน้ำหนักคนไม่ได้ เมื่อเหยียบลงไปก็ถูกดูดเหมือนโคลนเลน ต้นไม้ยืนต้นตาย เหลือแต่พืชทนเค็มบางชนิดที่ยังพอมีให้เห็นเป็นหย่อมๆ และประปราย

ไม่รู้จะจินตนาการอย่างไรให้เห็นภาพเด่นชัดกว่านี้ยังไงได้ แต่เสื่อมทรามสุดๆ นึกถึงน้ำครำ หรือน้ำขี้สีก ในลำคลองแสนแสบและลำคลองสายอื่นๆ ทั่วกรุงเทพฯ ที่เหม็นคละคลุ้งและอุจาดตา

ผืนดินกว่า 25 ไร่ ของครอบครัวนี้ไม่สามารถปลูกพืชสร้างรายได้มาตั้งแต่บัดนั้น และยังคงเป็นเช่นนั้นไปอีกหลายสิบปีต่อจากนี้

เจ้าของเหมืองพยายามมาขอซื้อหลายครั้งหลายหน เพื่อจะได้เอาดินมาถมกลบความอุจาด ปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงาม และทำการปลูกพืชยืนต้นโชว์ว่าไม่ใช่ที่ดินที่มีความเค็มจากการทำเหมือง เหมือนกับหลายๆ แปลงที่เจ้าของเหมืองซื้อเอาไป แต่พี่น้องในครอบครัวนี้ที่รักใคร่กลมเกลียวกันก็ยังยืนกรานอย่างเข้มแข็งมาโดยตลอดว่าไม่ขาย เพราะสิ่งที่เจ้าของเหมืองควรทำเพื่อแก้ไขปัญหาคือฟื้นฟูที่ดิน แหล่งน้ำ ที่ไร่ ที่นา วิถีชีวิตของผู้คนเป็นร้อยครอบครัวที่อยู่รายรอบเหมืองแร่ ไม่ใช่มาขอซื้อที่ดินเป็นบางแปลงบางครอบครัวที่ได้รับผลกระทบรุนแรง เพื่อแบ่งแยกมวลชน จนทำให้การรวมกลุ่มของพี่น้องประชาชนที่ออกมาต่อสู้กับเหมืองอ่อนแอ

อีกครอบครัวหนึ่ง อยู่หมู่บ้านถัดไป หลังจากพ่อเสียชีวิต แม่ก็ให้ลูกๆ ดูแลรักษาที่ดินที่อยู่ติดขอบเหมืองร่วมกัน ลูกสาวคนที่สามทำงานอยู่กรุงเทพฯ เมื่อเห็นความเสื่อมโทรมปรากฏอยู่บนผืนดินมากขึ้น จนไม่สามารถปลูกข้าวและพืชอื่นๆ ได้อีกต่อไป เริ่มต้นก็พบน้ำเกลือหลากไหลออกมาจากเหมืองโดยตรง ต่อมาก็มีลักษณะเปียกแฉะ เละ และเค็มจัดอยู่ตลอดเวลา ทุกฤดูกาล มีเกลือขึ้นเป็นเกล็ดหิมะและแผ่นหนา จึงลาออกจากงาน กลับมาอยู่บ้านอย่างจริงจัง และเริ่มทำการเรียกร้อง เพราะทนเห็นผืนดินที่เป็นมรดกตกทอดมาจากปู่ย่าถูกปู้ยี่ปู้ยำจากเหมืองไม่ได้อีกต่อไป

ด้วยความที่เป็นพี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียวกันเหมือนครอบครัวแรก พี่น้องทุกคนต่างก็สนับสนุนการเรียกร้องของเธอ ด้วยความหวังว่าเหมืองจะชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรม

ต้องเรียกว่ารักใคร่กลมเกลียวกันเสียยิ่งกว่าครอบครัวแรกเสียอีก เธอเสียสละช่วยเหลือครอบครัวทุกอย่าง เป็นตัวหลักทำงานเพื่อส่งเงินทองเลี้ยงดูแม่ เมื่อพี่น้องขาดเหลืออะไรก็ช่วยเหลือทุกอย่างไม่ขัดข้อง แม้กระทั่งการผ่อนรถยนต์ให้น้องสาวเธอก็ยินดีทำ พี่น้องก็แบ่งหน้าที่กันดูแลผืนดินของพ่อและแม่ที่ยังไม่ได้แบ่งให้กับลูกๆ อย่างไว้เนื้อเชื่อใจกัน เมื่อเธอยังทำงานอยู่กรุงเทพฯ พี่น้องที่อยู่ที่นี่ก็พร้อมใจกันเป็นเกษตรกรทำงานหนักเพื่อปลูกข้าวและพืชไร่ ส่วนเธอก็ส่งเงินมาให้ซื้อปัจจัยการผลิตต่างๆ และพี่น้องทุกคนต่างก็รักใคร่ในตัวพี่ชายคนโตที่เป็นสมาชิก อบต. จนทำหนังสือให้พี่ชายคนโตเป็นผู้จัดการมรดก เพื่อดูแลบ้านและที่ดินสองสามแปลงของพ่อและแม่

แต่การเรียกร้องก็ถูกยกระดับขึ้นด้วยสามัญสำนึกเอง เมื่อเห็นถึงพฤติกรรมที่ไร้ความรับผิดชอบซ้ำซากของเหมือง ซึ่งไม่คิดที่จะแก้ไขปัญหาผลกระทบอย่างจริงใจให้กับชุมชนรอบเหมือง แต่ใช้เงินซื้อผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. แกนนำชาวบ้าน รอบเหมือง เพื่อข่มขู่ แบ่งแยกและทำลายการรวมกลุ่มของชาวบ้านไม่ให้มีความเข้มแข็ง ไล่ซื้อที่ดินเฉพาะบางแปลงเพื่อกลบเกลื่อนปัญหา จากที่เคยเรียกร้องให้เหมืองชดใช้ค่าเสียหาย เพื่อที่เหมืองจะอยู่ร่วมกับชุมชนได้ต่อไป จนกลายมาเป็นขับไล่ไม่ต้องการให้มีเหมืองอยู่ในชุมชนอีกต่อไป พี่น้องที่เหลือจึงรู้สึกว่าเธอเรียกร้องในเรื่องที่เกินเลย เป็นไปไม่ได้ เพราะจะทำให้เหมืองโกรธเคือง แล้วเหมืองจะไม่ชดใช้ค่าเสียหายให้

นานวันเข้า พี่น้องที่เหลือก็เริ่มตักเตือนว่าอย่าเรียกร้องแบบนั้น เมื่อเธอไม่เชื่อฟัง ก็เริ่มมีปากเสียงกัน จนกลายเป็นการทะเลาะกันใหญ่โต และก็เริ่มมีพฤติกรรมที่รุนแรงขึ้นต่อเธอ เมื่อพูดไม่เชื่อฟังจนทะเลาะเบาะแว้ง เมื่อเธอจะออกไปประชุมกับพี่น้องหมู่บ้านอื่นที่รวมกลุ่มกันเรียกร้อง ทั้งพี่ชายและน้องสาวก็กักขังเธอไว้ในห้อง ไม่ให้ไป ต่อมาก็รุมกันด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายและรุมทุบตีเธอ แม่ที่รักเธอก็ให้ท้ายลูกเพื่อช่วยกันกักขังและรุมด่าทอเธอด้วย

หนักข้อเข้าโฉนดที่ดินแปลงติดเหมืองเนื้อที่ 15 ไร่ ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่เธอเป็นฝ่ายเก็บเอาไว้ ก็ถูกลักเอาไป โดยพี่ชายที่เป็นสมาชิก อบต. และนำไปขายให้เจ้าของเหมืองด้วยความยินยอมพร้อมใจของแม่และพี่น้องที่เหลือทั้งหมดโดยปิดบังเธอ แต่เรื่องก็แดงขึ้น เมื่อเธอพบว่าโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวหายไปจากที่เก็บซ่อนในห้องนอนของเธอ เธอจึงได้สอบถาม พี่ชายจึงได้ตอบว่าขายไปแล้วในราคา 1 ล้าน 5 แสนบาท

เธอเศร้าเสียใจอย่างหนัก เหมือนร่างกายและจิตใจถูกบดขยี้เสียจนแตกละเอียด ความรักต่อพี่น้องพังทลาย แต่เธอก็ยังพยายามที่จะพูดคุยกับพี่น้องเพื่อหาช่องทางทางกฎหมายในการนำเอาที่ดินแปลงที่ขายให้เหมืองกลับคืนมา โดยยื่นข้อเสนอว่าเธอยินดีสละสิทธิ์แปลงที่ดินอีกแปลงหนึ่งของพ่อเพื่อให้พี่น้องนำไปแบ่งกัน แต่เธอขอเป็นเจ้าของที่ดินแปลงที่ขายให้กับเหมืองแทน

ข้อเสนอของเธอกลายเป็นการรบกวน เซ้าซี้ไม่เลิกรา น่ารำคาญ จนสร้างอารมณ์โกรธเคืองขึ้น สุดท้ายพี่น้องก็ทุบตีเธออย่างหนัก ร่างกายบาดเจ็บบอบช้ำ และไล่เธอออกจากบ้านแม่ที่เธออาศัยอยู่ด้วย ซึ่งเป็นบ้านที่ถูกซ่อมแซมและต่อเติมขยายให้ใหญ่และกว้างขวางขึ้นจากเงินของเธอ ตอนนี้เธอน่าจะกำลังระหกระเหินหางานทำอยู่ที่ไหนสักแห่งในกรุงเทพฯ

ต่างจากการมาอยู่กรุงเทพฯเมื่อสมัยอดีตที่เธอมีจุดมุ่งหมายของชีวิต หาเงินเพื่อเก็บออมให้ตัวเองและกลับไปสร้างบ้านให้พ่อแม่ ส่งเงินให้พี่น้องเพื่อซื้อหาปัจจัยการผลิตในไร่นา และช่วยเหลือดูแลพี่น้องในเรื่องต่างๆ เมื่อยามคิดถึงกันก็โทรหาให้ได้ยินเสียงจากแดนไกล คอยเป็นกำลังใจให้กันและกันในยามเหงาและทุกข์ท้อ แต่การมากรุงเทพฯ ครั้งนี้ของเธอ คงเปลี่ยวเหงาเคว้งคว้างอีกยาวนาน เพราะไม่รู้จะโทรหาพี่น้องคนใดเพื่อเป็นแรงใจให้กันและกัน และไม่มีใครต้อนรับเธอกลับบ้าน

image_pdfimage_print