กลางเดือนมกราคมของทุกปี  จ.หนองบัวลำภู จะจัดงานประจำปีโดยใช้ชื่อว่า “งานสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ณ สนามสมเด็จพระนเรศวร ซึ่งอยู่ “ริมหนองบัว” ด้านทิศตะวันออก ผมจึงขอถือโอกาสนี้เขียนถึงประเด็นปัญหาของประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลักของ จ.หนองบัวลำภู ในเรื่องการเสด็จมาพักทัพที่ จ.หนองบัวลำภู ของสมเด็จพระนเรศวร ในข้อคำถามหลักที่ว่าพระองค์มาพักทัพ ณ “ริม” หนองบัวจริงหรือไม่?

“หนองบัว” เป็นชื่อหนองน้ำโบราณขนาดใหญ่ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ อยู่ใจกลางเมืองหนองบัวลำภู นักประวัติศาสตร์มีความเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นที่มาของชื่อเมืองหนองบัวลำภู

“ริม” หนองบัว ด้านทิศตะวันออกเป็นที่ตั้งของศาลสมเด็จพระนเรศวรซึ่งสร้างในปี พ.ศ. 2510 และทำพิธีเปิดในปี พ.ศ. 2511 ในประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลักของ จ.หนองบัวลำภู เล่าว่าเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระมหาธรรมราชาและสมเด็จพระนเรศวรเสด็จมาพักทัพคราวมีคำสั่งจากหงสาวดีให้ยกทัพไปสมทบในการทำสงครามกับล้านช้างเวียงจันทร์

การระบุสถานที่ไว้อย่างชัดเจนประหนึ่งได้เข้าไปร่วมอยู่ในเหตุการณ์ ย่อมเป็นปกติธรรมดาที่จะก่อให้เกิดข้อสงสัย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผมไปค้นต้นทางที่งานเขียนประวัติศาสตร์เหล่านั้นอ้างข้อมูล ซึ่งก็พบว่าส่วนใหญ่อ้างพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทว่าในพระนิพนธ์ของพระองค์ก็มิได้ระบุว่าเมื่อพระนเรศวรเสด็จมาถึงหนองบัวลำภูแล้ว มาพักทัพบริเวณริมหนองบัว

แน่นอนว่าพระนิพนธ์ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพไม่ใช่ต้นทางแรกสุดของเรื่องราวดังกล่าว แต่พระองค์อ้างอิงมาจากพงศาวดารอีกที ผมจึงไปค้นพงศาวดารฉบับต่างๆ ผลที่พบกลับไม่ต่างกับสิ่งที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพระบุ นั่นคือ บอกเพียงว่ามาถึงหนองบัวลำภูในฐานะที่เป็นชื่อเมือง ต่างกันเพียงว่าในพงศาวดารจะใช้ชื่อเมืองว่า “ตำบลหนองบัว” ไม่มีคำว่า “ลำภู” ต่อท้าย

ในบทความนี้จะเสนอข้อความในเอกสารต่างๆ ที่กล่าวมา เพื่อให้เห็นถึงความแตกต่างของเรื่องดังกล่าว โดยจะเรียงลำดับจากงานในยุคสมัยใหม่ก่อน นั่นคือ ประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลักของ จ.หนองบัวลำภู  ต่อด้วยพระนิพนธ์ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสุดท้ายคือพงศาวดาร จากนั้นจะทำการตั้งข้อสังเกตบางประการ และจบท้ายโดยการสรุปในภาพรวม

ประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลัก

เว็บไซต์ จ.หนองบัวลำภู มีข้อความระบุว่า “พ.ศ. 2117 ในระหว่างที่ไทยเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 1 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุ 19 พรรษา ได้ตามเสด็จสมเด็จพระมหาธรรมราชา พระราชบิดา นำกองทัพไทยเพื่อไปช่วยกองทัพกรุงหงสาวดีตีเวียงจันทร์ เมื่อเสด็จประทับพักแรมที่บริเวณหนองซำช้างหรือหนองบัวลำภูในปัจจุบัน สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ประชวรเป็นไข้ทรพิษ สมเด็จพระมหาธรรมราชาและสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จึงเสด็จนำกองทัพไทยกลับสู่กรุงศรีอยุธยา”[1] “หนองซำช้าง” คือ ชื่อหนองน้ำ (หนองบัว) ไม่ใช่ชื่อเมือง ฉะนั้น คำว่า “หรือหนองบัวลำภู” ในข้อความจึงหมายถึงชื่อหนองน้ำไม่ใช่ชื่อเมือง

เว็บไซต์เดียวกัน แต่ปรากฏในส่วนหัวข้อ “ตราประจำจังหวัด” เล่าว่า “…เมื่อ พ.ศ. 2117 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ตามเสด็จสมเด็จพระมหาธรรมราชา พระราชบิดา เพื่อยกกองทัพไปตีกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทร์) และประทับพักแรมที่ริมหนองบัวลำภูอยู่ระยะหนึ่ง จนเกิดประชวรเป็นไข้ทรพิษ จึงเสด็จยกทัพกลับ…”[2]

เว็บไซต์ของสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จ.หนองบัวลำภู มีข้อความว่า “…สมเด็จพระมหาธรรมราชาและพระนเรศวร…นำกองทัพพักแรมที่หนองบัวลำภู เนื่องจากมีทัศนียภาพที่สวยงาม มีดอกบัวหลวงขึ้นเต็มที่หนองน้ำสวยงามมาก และหนองน้ำมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การตั้งพักแรมของกองทัพที่มีจำนวนมาก โดยใช้น้ำเพื่อดื่มเพื่อใช้ และดอกบัวหลวงก็ใช้เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่กองทัพเพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจในการออกศึกครั้งนี้ พระนเรศวรทรงประชวรเป็นไข้ทรพิษระหว่างเดินทัพ พระเจ้าบุเรงนองเห็นว่าสงครามจวนจะเสร็จสิ้นจึงอนุญาตให้กลับไปรักษาพระองค์…”[3] แม้ว่าในข้อความนี้จะไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าพระนเรศวรมาพักทัพบริเวณ “ริมหนองบัว” โดยระบุเพียงกว้างๆ ว่า “หนองบัวลำภู” แต่หากพิจารณาเหตุผลของการมาพักทัพ (ดังที่ผมเน้นตัวเข้ม) ก็จะเห็นว่ากำลังกล่าวถึง “หนองบัว” อย่างชัดเจน หมายความว่าข้อความดังกล่าวกำลังชี้ว่าพระนเรศวรมาพักทัพบริเวณ “ริมหนองบัว” นั่นเอง

หนังสือชื่อ “การสถาปนาและเฉลิมฉลอง จ.หนองบัวลำภู  วันที่ 1-3 ธันวาคม 2536” ซึ่งตีพิมพ์เนื่องในงานฉลองการสถาปนา จ.หนองบัวลำภู  ปี พ.ศ. 2536 มีข้อความว่า “เมื่อ พ.ศ. 2117 สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ยกกองทัพเพื่อไปตีเอาเมืองล้านช้างในการเสด็จศึกครั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ยกพลมาพักบริเวณริมหนองบัวอยู่ระยะหนึ่งจนเกิดประชวรเป็นไข้ทรพิษ จึงเสด็จยกทัพกลับ…”[4]

หนังสือ “วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จ.หนองบัวลำภู” ซึ่งเป็นหนังสือที่หน่วยราชการโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานจัดทำขึ้น เป็นที่นิยมใช้ในการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นข้อมูลกระแสหลักที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของ จ.หนองบัวลำภู  โดยในหนังสือดังกล่าวปรากฏข้อความว่า “ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2117 ในระหว่างที่ไทยเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 1 ให้แก่พม่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชขณะนั้นมีพระชนมายุได้ 19 พรรษา ทรงครองเมืองพิษณุโลกอยู่ ได้ตามเสด็จพระมหาธรรมราชาพระราชบิดา นำกองทัพเสด็จประทับแรมที่บริเวณริมหนองบัวแห่งนี้…”[5]

ในเล่มเดียวกันนี้ปรากฏเรื่องราวดังกล่าวในอีกแห่งว่า “แต่สมเด็จพระนรศวรมหาราชทรงประชวรด้วยโรคไข้ทรพิษ พระเจ้ากรุงหงสาวดี ทรงรับสั่งให้ถอยทัพกลับไปรักษาอาการเสียก่อน…มาหยุดพักไพร่พลทัพช้างม้าอยู่ริมฝั่งหนองบัวลำภูอยู่เป็นเวลาหลายวัน…”[6]

อีกแห่งในเล่มเดียวกันนี้ยังปรากฏข้อความในเรื่องนี้ว่า “ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ชาวเมืองหนองบัวลำภูสร้างขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วีรกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเคยยกทัพจะไปช่วยพม่าตีกรุงศรีสัตนาคนหุต…และได้ทรงพาไพร่พลพักแรม ณ บริเวณด้านทิศตะวันออกของหนองบัวอยู่ระยะหนึ่ง แต่เกิดประชวรเป็นไข้ทรพิษจึงทรงยกทัพกลับ…”[7]

ในบทความของธีระวัฒน์ แสนคำ เรื่อง “พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นชุมชนโบราณเมืองหนองบัวลำภู” กล่าวว่า “แม้หลักฐานประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงการยกมาตั้งที่ตำบลหนองบัวของกองทัพกรุงศรีอยุธยาจะไม่ได้กล่าวถึงการต่อต้านหรือการทำสงครามกับเมืองหนองบัวลำภูโดยตรง แต่กองทัพกรุงศรีอยุธยาที่ยกมานั้นมีสถานะเป็นข้าศึกของราชอาณาจักรล้านช้าง ซึ่งก็คือข้าศึกของเมืองหนองบัวลำภูด้วย ผู้เขียนเชื่อว่าก่อนที่กองทัพกรุงศรีอยุธยาจะตั้งทัพได้นั้น จะต้องมีการสู้รบระหว่างกองทัพกรงศรีอยุธยากับกองทัพของเมืองหนองบัวลำภูเป็นเบื้องต้น หรือไม่ก็อาจจะเกิดการเจรจาความเมืองระหว่างกันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นกองทัพกรุงศรีอยุธยาคงไม่อาจยกเข้ามาตั้งทัพในพื้นที่กลางเมืองได้”[8] คำว่า “พื้นที่กลางเมือง” นี้ แม้จะเป็นคำกว้างๆ ที่อาจอนุมานได้ว่าหมายถึง “ริมหนองบัว” หรือพื้นที่อื่นๆ แต่อีกนัยหนึ่งก็คือการระบุไว้อย่างชัดเจนว่าพระนเรศวรมาพักทัพ ณ จุดนั้น

การยืนยันสถานที่เช่นนี้นอกจากจะปรากฏตามหน้าหนังสือแล้ว มันยังถูกผลิตซ้ำและส่งต่อในรูปแบบมุขปาฐะอีกด้วย ในสมัยที่ผมเรียนมัธยม โรงเรียนมักจะถูกขอจากหน่วยราชการให้เกณฑ์นักเรียนไปร่วมงานพิธีสำคัญๆ ของจังหวัดอยู่เสมอ ระหว่างรอประธานในพิธี โฆษกก็จะพูดฆ่าเวลาในเรื่องราวต่างๆ เรื่องหนึ่งก็คือการเล่าว่าพระนเรศวรมาพักทัพ ณ ที่ตั้งศาลสมเด็จพระนเรศวรแห่งนี้หรือก็คือ “ริมหนองบัว” นั่นเอง

จากที่กล่าวมาทั้งหมดคำถามคือ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าพระนเรศวรมาพักทัพ ณ จุดดังกล่าวจริง เพราะไม่มีหลักฐานทางโบราณคดียืนยันแม้แต่ชิ้นเดียว มากไปกว่านั้น เรื่องราวการมาพักทัพที่หนองบัวลำภูของพระนเรศวรก็ปรากฏแต่เพียงในพงศาวดารฉบับต่างๆ เท่านั้น และผมเข้าใจว่าน่าจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะครั้งแรกโดยกรมพระยาดำรงราชานุภาพในปี พ.ศ. 2449 เป็นอย่างน้อย ที่สำคัญการเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าว พระองค์ไม่เคยระบุว่า “ริมหนองบัว” คือจุดที่พระนเรศวรมาพักทัพ

พระนิพนธ์ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

เท่าที่ผมสำรวจพระนิพนธ์ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่เล่าเรื่องราวการมาพักทัพของพระนเรศวร ณ พื้นที่ จ.หนองบัวลำภู พบว่ามีอยู่ 4 ชิ้นหลักด้วยกันดังนี้

พระนิพนธ์อธิบายเรื่องในพระราชพงศาวดาร “อธิบายเรื่องในรัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช” มีความตอนหนึ่งว่า “ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า พระเจ้าหงษาวดีบุเรงนองไปตีกรุงศรีสัตนาคนหุต กำหนดให้สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชกับสมเด็จพระนเรศวรไปด้วย ไปถึงหนองบัว (คือหนองบัวลำภูที่ยกเปนเมืองกมุทาไสยคราว ๑)…”[9] (คงตัวสะกดตามต้นฉบับ) ข้อความนี้แม้ว่าพระองค์จะใช้คำว่า “หนองบัว” แต่ก็วงเล็บไว้ด้วยว่าคือ “หนองบัวลำภูที่ยกเปนเมืองกมุทาไสยคราว ๑” อันหมายถึง “หนองบัว” คือชื่อเมืองไม่ใช่ชื่อหนองน้ำ อันที่จริงคำอธิบายนี้กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงแต่งเพื่อเป็นคำอธิบายประกอบพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ซึ่งพระราชพงศาวดารฉบับดังกล่าวก็ระบุชื่อเมืองว่า “ตำบลหนองบัวในจังหวัดเมืองล้านช้าง” มิได้ระบุชื่อหนองน้ำแต่อย่างใด ในนิพนธ์ชิ้นหลังๆ ก็ระบุเป็นชื่อเมืองเช่นเดียวกันดังนี้

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้นิพนธ์ ภาพจาก สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

พระนิพนธ์เรื่อง “ไทยรบพม่า” มีความว่า “สมเด็จพระนเรศวรเสด็จขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลกได้ไม่ช้า พระเจ้าหงสาวดีก็เกณฑ์กองทัพไทยไปช่วยตีกรุงศรีสัตนาคนหุตปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชกับสมเด็จพระนเรศวรเสด็จขึ้นไปในกองทัพด้วย แต่เมื่อยกไปถึงหนองบัวลำภู สมเด็จพระนเรศวรประชวรไข้ทรพิษ พระเจ้าหงสาวดีทราบพอประจวบเวลาจวนจะเสด็จการสงคราม จึงให้กองทัพไทยเลิกกลับลงมา สมเด็จพระนเรศวรหาทันได้เริ่มรบพุ่งในครั้งนั้นไม่…”[10]

“พระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” พระนิพนธ์อีกเรื่องที่ทรงแต่งในช่วงบั้นปลายพระชนมชีพ มีความว่า “เมื่อสมเด็จพระนเรศวรครองเมืองเหนือได้ ๓ ปี ถึงปีจอ พ.ศ. ๒๑๑๗… เมืองลานช้างเกิดชิงราชสมบัติกัน พระเจ้าหงสาวดีได้ทีก็ยกกองทัพหลวงไปตีเมืองเวียงจันทร์ ครั้งนั้นตรัสสั่งมาให้ไทยยกกองทัพไปสมทบด้วย สมเด็จพระมหาธรรมราชาฯ กับสมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปเองทั้งสองพระองค์ เวลานั้นสมเด็จพระนเรศวรพระชันษาได้ ๑๙ ปี เห็นจะได้เป็นตำแหน่งเช่นเสนาธิการในกองทัพ แต่เมื่อยกไปถึงหนองบัวลำภูด่านหน้าของเมืองเวียงจันทร์ เผอิญสมเด็จพระนเรศวรไปประชวรออกทรพิษ พระเจ้าหงสาวดีทรงทราบก็ตรัสอนุญาตให้กองทัพไทยกลับมามิให้ต้องรบพุ่ง…”[11]

นอกจากนิพนธ์ทั้งสามข้างต้น ยังพบข้อความทำนองเดียวกันนี้ได้จาก “สาส์นสมเด็จ” ซึ่งเป็นหนังสือรวมจดหมายตอบโต้ระหว่างพระองค์กับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โดยปรากฏในจดหมายฉบับวันที่ 12 ธันวาคม 2478 มีความว่า “…เรื่องตำบลหนองบัวลำภูนั้น เมื่อหม่อมฉันขึ้นไปตรวจราชการมณฑลอุดร ได้สืบถามว่าอยู่ที่ไหน เพราะเห็นเป็นที่สำคัญมีชื่อในพงศาวดาร เมื่อครั้งสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชยกกองทัพขึ้นไปช่วยพระเจ้าหงสาวดีตีกรุงศรีสัตนาคนหุต พาพระนเรศวรราชบุตรไปด้วย เมื่อไปถึงหนองบัวลำภู พระนเรศวรไปประชวรออกทรพิษ พระเจ้าหงสาวดีจึงอนุญาตให้กองทัพไทยกลับลงมา…”[12]

น่าสังเกตว่าพระนิพนธ์ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพหลังจากเรื่อง “อธิบายเรื่องในพระราชพงศาวดารฯ” พระองค์จะใช้คำว่า “หนองบัวลำภู” ทุกชิ้น ผมสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นผลมาจาก “อธิบายเรื่องในพระราชพงศาวดารฯ” เป็นพระนิพนธ์ที่ทรงใช้ยืนยันว่า “หนองบัว” ที่ปรากฏในพงศาวดารคือที่เดียวกันกับ “หนองบัวลำภู” ซึ่งเป็นชื่อเมืองที่ใช้ในขณะที่ทรงพระนิพนธ์ และเมื่อทรงมีมติยืนยันเช่นนั้น พระนิพนธ์ชิ้นหลังๆ จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวให้มากความ คือระบุอย่างตรงไปตรงมาเลยว่า “หนองบัวลำภู”

อย่างไรก็ตาม ควรเข้าใจว่า “หนองบัวลำภู” ที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงใช้มีความหมายถึงชื่อของเมือง ซึ่งต่างกับประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลักบางชิ้นของ จ.หนองบัวลำภู  ที่แม้จะใช้คำว่า “หนองบัวลำภู” เช่นเดียวกัน แต่กับมีความหมายถึงหนองน้ำไม่ใช่ชื่อของเมือง

พงศาวดาร

ในบรรดาพงศาวดารฉบับต่างๆ ที่ปรากฏเรื่องราวเกี่ยวกับพระนเรศวรเดินทัพมาพักที่หนองบัวลำภูระบุข้อความคล้ายๆ กัน ที่สำคัญคือใช้คำว่า “ตำบลหนองบัว” ไม่ใช่ “หนองบัวลำภู”

ในข้อนี้จะยกพงศาวดารเพียงบางฉบับเพื่อให้เห็นภาพรวมของประเด็นที่ต้องการเสนอเท่านั้น แต่ขอให้เข้าใจว่าบรรดาพงศาวดารทุกฉบับที่ปรากฏเรื่องการมาพักทัพนี้ต่างก็ระบุคล้ายๆ กันว่า เมื่อทัพอยุธยาเดิมทางมาถึง “ตำบลหนองบัว” ขณะนั้นพระนเรศวรประชวรเป็นไข้ทรพิษ ไม่ปรากฏข้อความว่าพระองค์มาพักบริเวณ “ริมหนองบัว” มิพักต้องกล่าวถึงข้อความที่เขียนถึงเหตุผลที่เลือกมาพัก ณ สถานที่ดังกล่าว เพราะไม่ใช่ขนบการเขียนของพงศาวดาร

พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหมอบรัดเล ระบุว่า “ลุศักราช ๙๒๑ ปีมแม เอกศก, พระเจ้าหงษาวดียกช้างม้ารี้พลโยธาไปเอาเมืองล้านช้าง, กำหนดให้สมเดจ์พระพุทธเจ้าอยู่หัวกรุงเทพมหานคร แลสมเดจ์พระนเรศวรเปนเจ้าเสด็จขึ้นไปด้วย, แต่สมเดจ์เอกาทศรฐอันเปนตรุณราชบุตร, พระราชบิดาดำรัศให้อยู่รักษาพระนคร. ฝ่ายสมเดจ์พระเจ้าอยู่หัว, กับสมเดจ์พระนเรศวรเปนเจ้า, ก็ยกช้างม้ารี้พลไปถึง​ตำบลหนองบัว, ในจังหวัดเมืองล้านช้าง. ขณะนั้นสมเดจ์พระนเรศวรเปนเจ้าทรงพระประชวรทรพิศ. พระเจ้าหงษาวดีตรัสให้สมเดจ์พระมหาธรรมราชา, กับพระนเรศวรเปนเจ้าเสด็จคืนมายังพระนครศรีอยุธยา. ครั้งนั้นพระเจ้าล้านช้างป้องกันรักษาเมืองเปนสามารถ, ทัพหงษาวดีจะหักเอาพระนครมิได้, ภอจวนเทศกาลวสันตะรดู, ก็ยกทัพกลับไป”[13] (คงตัวสะกดตามต้นฉบับ)

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) เขียนไว้ว่า “ลุศักราช ๙๒๑ ปีมะแมเอกศก พระเจ้าหงสาวดียกช้างม้ารี้พลโยธาไปเอาเมืองล้านช้าง กำหนดให้สมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวกรุงเทพมหานคร แลสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าเสด็จขึ้นไปด้วย แต่สมเด็จพระเอกาทศรถอันเป็นตรุณราชบุตร พระราชบิดาดำรัสให้อยู่รักษาพระนคร

ฝ่ายสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ยกช้างม้ารี้พลไปถึงตำบลหนองบัวในจังหวัดเมืองล้านช้าง ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทรงพระประชวรทรพิษ พระเจ้าหงสาวดีตรัสให้สมเด็จพระมหาธรรมราชากับพระนเรศวรเสด็จคืนมายังพระนครศรีอยุทธยา ครั้งนั้นพระเจ้าล้านช้างป้องกันรักษาเมืองเป็นสามารถ ทัพหงสาวดีจะหักเอาพระนครมิได้ พอจวนเทศกาลวัสสันตฤดูก็ยกทัพกลับ”[14]

พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) เขียนระบุว่า “ลุศักราช ๙๒๖ ปีชวดฉอศก (พ.ศ.๒๑๐๗) ณ วันศุกร์ เดือน ๑๒ ขึ้น ๖ ค่ำนั้น พระเจ้าหงสาวดียกรี้พลไปเอาเมืองล้านช้าง ให้มาอัญเชิญสมเด็จพระมหาธรรมราชาและสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าเสด็จขึ้นไปด้วย แต่สมเด็จพระเอกาทศรถ อันเป็นตรุณราชบุตร พระราชบิดาตรัสให้อยู่รักษาพระนคร ฝ่ายสมเด็จพระราชบิดากับพระนเรศวรเป็นเจ้า ก็ยกช้างม้ารี้พลไปถึงตำบลหนองบัวในจังหวัดเมืองล้านช้าง ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทรงพระประชวรทรพิษ พระเจ้าหงสาวดีตรัสให้สมเด็จพระมหาธรรมราชากับพระนเรศวรเสด็จคืนมายังพระนครศรีอยุธยา ครั้งนั้นพระเจ้าล้านช้างป้องกันรักษาเมืองเป็นสามารถ ทัพหงสาวดีจะหักเอาพระนครมิได้ พอจวนเทศกาลวสันตฤดูก็ยกทัพกลับไป”[15]

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม ระบุว่า “ลุศักราช ๙๒๑ ปีมะแม เอกศก พระเจ้าหงสาวดียกช้างม้ารี้พลโยธาไปเอาล้านช้าง กำหนดให้สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว กรุงเทพมหานคร และสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าเสด็จขึ้นไปด้วยแต่สมเด็จพระเอกาทศรถ อันเป็นดรุณราชบุตร พระราชบิดาดำรัสให้อยู่รักษาพระนคร ฝ่ายสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ก็ยกช้างม้ารี้พลไปถึงตำบลหนองบัวในจังหวัดเมืองล้านช้าง ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทรงพระประชวรทรพิษ พระเจ้าหงสาวดีตรัสให้สมเด็จพระมหาธรรมราชากับสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าเสด็จคืนมายังพระนครศรีอยุทธยา ครั้งนั้นพระเจ้าล้านช้างป้องกันรักษาเมืองเป็นสามารถ ทัพหงสาวดีหักเอาพระนครมิได้ พอจวนเทศกาลวสันตฤดูก็ยกทัพกลับไป”[16]

พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพล เขียนว่า “ลุะศักราช ๙๒๑ ปีมแม เอกศก พระเจ้าหงษาวดียกช้างม้ารี้พลไปเอาล้านช้าง กำหนดให้สมเดจ์พระพุทธเจ้าอยู่หัวกรุงเทพมหานคร แลสมเดจ์พระนเรศวรเปนเจ้าเสดจ์ขึ้นไปด้วย แต่สมเดจ์เอกาทฐรุทอันเปนตรุณราชบุตร พระราชบิดาดำหรัดให้อยู่รักษาพระนคร สมเดจ์พระพุทธเจ้าอยู่หัวกับสมเดจ์พระนเรศวรเป็นเจ้า ก็ยกช้างม้ารี้พลไปถึงตำบลหนองบัวในจังหวัดเมืองล้านช้าง ขณะนั้นสมเดจ์พระนเรศวรเปนเจ้าทรงพระประชวรทรพิศม์ พระเจ้าหงษาวดีตรัสให้สมเดจ์พระมหาธรรมราชา กับพระนเรศวรเสดจ์คืนมายังพระนครศรีอยุทธยา ครั้งนั้นพระเจ้าล้านช้างป้องกรรรักษาเมืองเปนสามารถ ทับหงษาจะหักเอาพระนครก็มิได้ ภอจวนเทศกาลวสันตะระดูก็ยกทับกลับไปเมืองหงษาวดี”[17] (คงตัวสะกดตามต้นฉบับ)

พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา มีความว่า “ลุศักราช ๙๒๑ ปีมแมเอกศก พระเจ้าหงษาวดียกช้างม้ารี้พลไปเอาเมืองล้านช้าง กำหนดให้สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวกรุงเทพมหานคร แลสมเด็จพระนเรศวรเปนเจ้าเสด็จขึ้นไปด้วย แต่สมเด็จเอกาทศรฐอันเปนตรุณราชบุตร พระราชบิดาดำรัศให้อยู่รักษาพระนคร สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระนเรศวรเปนเจ้า ก็ยกช้างม้ารี้พลไปถึงตำบลหนองบัวในจังหวัดเมืองล้านช้าง ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรเปนเจ้าทรงพระประชวรทรพิศม์ พระเจ้าหงษาวดีตรัสให้สมเด็จพระมหาธรรมราชากับพระนเรศวร เสด็จคืนมายังพระนครศรีอยุทธยา ครั้งนั้นพระเจ้าล้านช้างป้องกันรักษาเมืองเปนสามารถ ทัพหงษาจะหักเอาพระนครก็มิได้ พอจวนเทศกาลวสันตฤดูก็ยกทัพกลับไปเมืองหงษาวดี”[18] (คงตัวสะกดตามต้นฉบับ)

ข้อสังเกต บางประการ

จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นจะสังเกตเห็นว่าประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลักของ จ.หนองบัวลำภู ได้ยืนยันถึงจุดที่พักทัพของพระนเรศวรไว้อย่างชัดเจน แตกต่างไปจากพระนิพนธ์ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพและพงศาวดารฉบับต่างๆ ซึ่งเป็นต้นทางของเรื่องราวดังกล่าว

ข้อสังเกตประการหนึ่งคือ การระบุว่าริมหนองบัวคือจุดที่พักทัพนั้น งานบางชิ้นถึงขั้นระบุลงในละเอียดว่าคือ “บริเวณด้านทิศตะวันออกของหนองบัว” นั่นหมายความว่า งานดังกล่าวกำลังชี้ว่าที่ตั้ง “ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” หรือบริเวณ “สนามสมเด็จพระนเรศวร” ในปัจจุบันคือที่พักทัพ

อย่างไรก็ตาม แม้จะระบุจุดที่พักทัพว่าเป็น “ริมหนองบัว” เฉยๆ แต่นัยของการยืนยันในลักษณะนี้ก็คือความต้องการจะชี้ว่าที่ตั้งศาลสมเด็จพระนเรศวรในปัจจุบันคือจุดที่พักทัพ กล่าวอย่างถึงที่สุดก็คือ การระบุเพียงว่า “ริมหนองบัว” แม้โดยทั่วไปจะตีความได้ว่าอาจพักทัพบริเวณริมหนองบัวในทิศด้านใดด้านหนึ่ง แต่สำหรับกรณีนี้ไม่น่าจะตีความเป็นอื่นไปได้นอกจากจะหมายถึงริมหนองบัวด้านทิศตะวันออกอันเป็นที่ตั้งของศาลฯ

ทั้งนี้ก็เพราะดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่า เรื่องการมาพักทัพนี้ไม่มีหลักฐานอื่นใดนอกจากที่ปรากฏในพงศาวดาร และในพงศาวดารก็ไม่ได้ระบุอย่างละเอียดเช่นนั้น การยืนยันจุดที่พักทัพเช่นนี้จึงเกิดขึ้นในชั้นหลังแน่นอน และชั้นหลังที่ว่านี้ก็ไม่ใช่ในพระนิพนธ์ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพด้วย เพราะพระองค์ก็ระบุตามที่พงศาวดารระบุ ฉะนั้นชั้นหลังที่ว่าจึงเหลือเพียงประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลักของ จ.หนองบัวลำภู เท่านั้น

คำถามที่ตามมาคือ ประวัติศาสตร์นิพนธ์ดังกล่าวเอาอะไรเป็นหลักฐานในการยืนยันเช่นนั้น

จากการสำรวจเอกสารต่างๆ อันเป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษรของการยืนยันจุดที่พักทัพในลักษณะเช่นดังกล่าว ก็พบว่ามีเอกสารชิ้นหนึ่งที่ดูเหมือนจะมีอายุมากที่สุดเท่าที่ผมค้นพบในขณะนี้ นั่นคือ “ประกาศบวงสรวงสังเวยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” โดยพระมหาราชครูวามเทพมุนี ที่ใช้ประกาศในวันเปิดและบวงสรวงศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่เพิ่งสร้างขึ้น ณ อ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี (ปัจจุบันคือ จ.หนองบัวลำภู) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม 2511[19]

ในประกาศบวงสรวงดังกล่าวมีข้อความคล้ายกับการยืนยันจุดที่พักทัพว่า “กาละนี้บรมบพิตร ขอบคิดคุณมหาราช ผู้ประกาศอิสรภาพ บำราบเสี้ยนศัตรู พลีชนม์สู้เพื่อไทย จึงโปรดให้แต่งพิธี เสด็จมาพลีบูชา องค์พระมหาราชนั้น ณ วันที่ระลึกโชคชัย ในบริเวณอันเป็นเขต ที่พระนเรศวรได้พำนัก พักกองทัพแต่หลัง…”[20]

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประกาศบวงสรวงนี้แต่งขึ้นในรูปร้อยกรอง ซึ่งอาจทำให้การใช้คำมีลักษณะถูกบังคับจำกัดตามฉันทลักษณ์ ส่วนที่ว่า “ในบริเวณอันเป็นเขต ที่พระนเรศวรได้พำนัก พักกองทัพแต่หลัง” จึงอาจจะไม่ได้หมายถึงบริเวณริมหนองบัวหรือจุดที่ตั้งศาลฯ โดยตรง แต่อาจหมายถึงบริเวณเขตพื้นที่ทั้งเมืองหนองบัวลำภู

หากเป็นไปตามความหมายหลัง ประกาศบวงสรวงก็ไม่ได้มีเจตนาจะระบุว่าจุดที่ตั้งศาลฯ เป็นที่พักทัพ ส่วนที่มีการใช้คำว่า “บริเวณอันเป็นเขต” ก็เนื่องด้วยว่าจุดที่ตั้งศาลฯ อันเป็นพื้นที่ประกาศบวงสรวงคือ “บริเวณอันเป็นเขต” หนึ่งของเมืองหนองบัวลำภู ซึ่งเป็นเมืองที่พระนเรศวรเคยมาพำนักพักทัพ

กล่าวอย่างถึงที่สุดก็คือ “บริเวณอันเป็นเขต” ไม่ได้หมายความว่า “จุด” นั้นเป็นที่พักทัพ แต่หมายถึง ณ ตรงนั้นเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่ง (บริเวณอันเป็นเขต) ของ “ตำบลหนองบัว” ในฐานะ “เมือง” ซึ่งปรากฎตามพงศาวดารว่าเป็นที่พักทัพ ดังข้อความก่อนหน้าข้อความข้างต้นที่ระบุเป็นชื่อเมืองโดยได้อ้างเรื่องราวจากพงศาวดารว่า “บรมนาถทรงคำนึง ถึงพระนเรศวรเป็นเจ้า ผู้ผ่านเผ้าอยุธยา ธ ได้เสด็จมาโดยสถล ถึงตำบลหนองบัวลำภู ความปรากฏอยู่เป็นหลักฐาน ในพระราชพงศาวดารนั้นไซร้…”[21]

ณ จุดนี้จึงอาจจะทำให้หลักฐานชิ้นดังกล่าวไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะใช้ยืนยันว่าเป็นเอกสารยุคแรกที่ระบุอย่างชัดเจนถึงจุดพักทัพ

กระนั้นก็ดี ผมคิดว่าศาลสมเด็จพระนเรศวรคือหมุดหมายและเป็นหลักฐานสำคัญของประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลักของ จ.หนองบัวลำภู ที่ใช้ในการยืนยันว่า “ริมหนองบัว” หรือ “ด้านทิศตะวันออกของริมหนองบัว” คือจุดที่พักทัพ กล่าวคือ หลังจากมีการสร้างศาลฯ ในปี 2510 และมีการเปิดศาลฯ ในปี 2511 การระบุจุดที่พักทัพในประวัติศาสตร์นิพนธ์ก็เริ่มก่อตัวขึ้น ส่วนจะเริ่มต้นหลังจากนั้นนานกี่มากน้อยแค่ไหนผมไม่กล้าฟันธง

สิ่งที่พอจะเป็นหลักฐานยืนยันข้อเสนอนี้ได้คือ พื้นที่ดังกล่าวไม่มีโบราณสถานหรือโบราณวัตถุใดๆ อันจะใช้เพื่ออ้างอิงในการยืนยันเรื่องดังกล่าว กอปรกับสาเหตุที่ทำให้มีการสร้างศาลฯ แท้จริงแล้วคือการเมืองของการต่อต้านคอมมิวนิสต์[22] การเลือกจุดที่ตั้งศาลฯ จึงไม่เกี่ยวข้องกับการสันนิษฐานว่าเป็นจุดที่พักทัพตั้งแต่ต้น และสถานที่ตั้งศาลฯ ก็ไม่ใช่ความบังเอิญว่ามันเป็นพื้นที่ว่างเปล่า แต่เป็นเพราะมันมีชัยภูมิอันเหมาะสมที่จะใช้เป็นสัญลักษณ์ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่เพิ่งทำการ “แตกเสียงปืน” ด้วยการบุกยึดสถานีตำรวจเมืองหนองบัวลำภูในปี 2509 การหันหน้าศาลฯ ไปด้านทิศตะวันออก อันเป็นด้านที่ตั้งของสถานีตำรวจจุดเกิดเหตุและยังเป็นที่ตั้งของภูเขาอันเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังคอมมิวนิสต์ ล้วนมีนัยสำคัญในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ทั้งสิ้น

ดังนั้น การยืนยันจุดที่พักทัพอย่างชัดเจนจึงเกิดขึ้นหลังจากที่มีการสร้างศาลฯ ขึ้นมาแล้ว โดยถือเอาจุดที่ตั้งศาลฯ เป็นหลักฐาน ทั้งนี้ก็เพราะมันไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีอื่นใดในบริเวณริมหนองบัวที่จะใช้ยืนยันได้ว่าเคยมีกองทัพมาพัก ทีนี้เมื่อมีการยืนยันจุดที่พักทัพอย่างชัดเจนเช่นว่านั้น ศาลฯ หรือจุดที่ตั้งของศาลฯ จึงดูเหมือนจะเป็นหลักฐานเพียงชิ้นเดียวที่พอจะอนุมานหรือน่าเชื่อได้ว่าประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลักของ จ.หนองบัวลำภู ใช้ในการยืนยันเพื่อระบุจุดดังกล่าว จนกลายมาเป็นข้อสรุปว่าพระนเรศวรมาพักทัพบริเวณ “ริมหนองบัว” เช่นนี้จึงเป็นสิ่งตอกย้ำข้อสันนิษฐานที่ว่า การระบุจุดพักทัพว่า “ริมหนองบัว” แท้จริงแล้วก็คือริมหนองบัวด้านทิศตะวันออกอันเป็นที่ตั้งศาลฯ นั่นเอง

ส่วนว่าแล้วทำไมประวัติศาสตร์นิพนธ์ดังกล่าวจึงเลือกใช้ศาลฯ เป็นหลักฐาน ผมคิดว่าอาจเกิดจากสาเหตุไม่ข้อใดก็ข้อหนึ่งในสองข้อนี้ นั่นคือ อาจเป็นไปได้ว่างานเหล่านั้นต้องการจะฟันธงลงไปเลยว่าพระนเรศวรมาพักทัพ ณ จุดนั้น เหมือนกรณีการพยายามระบุว่าเจดีย์ที่พบคือจุดที่พระนเรศวรทำยุทธหัตถี ศาลฯ ในฐานะที่เป็นหลักฐานรูปธรรมและมีตำแหน่งแห่งที่ที่ตั้งที่ชัดเจนมากกว่าตัวอักษรที่ระบุไว้ในพงศาวดารจึงถูกใช้เป็นศูนย์กลางของการอธิบายประวัติศาสตร์หน้านี้

หรืออาจเป็นเพราะหลังจากที่มีการสร้างศาลฯ เสร็จ นานเข้าตำนานบทใหม่ก็เริ่มปรากฏขึ้น กล่าวคือ การได้เห็นศาลฯ ตั้งเด่นเป็นตระหง่านก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าจุดที่ตั้งศาลฯ หรือบริเวณนั้นเป็นที่พักทัพ เช่นนั้นก็อาจเกิดการผลิตซ้ำและส่งต่อกันมาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง พอนานวันเข้ามันก็เลยกลายเป็นข้อสรุปไปในที่สุด

บทสรุป

การระบุจุดที่พักทัพในลักษณะประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลักของ จ.หนองบัวลำภู เช่นนี้มีปัญหา เพราะเราไม่สามารถจะสรุปลงไปได้ว่า “จุด” ไหนคือที่พักทัพจริงๆ เนื่องจากเท่าที่มีหลักฐานคือในพงศาวดารนั้นระบุเพียงชื่อเมือง หลักฐานในแง่โบราณสถานโบราณวัตถุก็ไม่ปรากฏให้เห็น การสรุปว่าสถานที่ตั้งศาลฯ ในปัจจุบันเป็นจุดที่พักทัพ จึงควรถูกวิจารณ์ว่าเป็นการสรุปที่เกินเลยและปลอดพ้นปราศจากหลักฐานที่มี

กล่าวโดยสรุปแล้ว ประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลักของ จ.หนองบัวลำภู ใช้จุดที่ตั้งศาลฯ นั่นเองเป็นหลักฐาน นี่จึงเป็นประวัติศาสตร์ชิ้นเล็กๆ ที่ “เพิ่งสร้าง” แต่ขณะนี้ดูเหมือนว่ามันได้คืบคลานเข้าไปประดับความทรงจำของผู้คนจำนวนมากเสียแล้ว ยิ่งเมื่อมีนิพนธ์บางส่วนปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายก็ยิ่งน่าเป็นห่วง หากไม่มีการทำความเข้าใจและแก้ไขเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง พอนานเข้าผลในท้ายที่สุดจุดที่ตั้งศาลและสนามสมเด็จพระนเรศวรก็จะกลายเป็น “โบราณสถาน” อันเป็นหลักฐานทาง “โบราณคดี” ที่ใช้เพื่อยืนยันถึง “จุด” ที่พักทัพอย่างถูกต้องถาวรไปโดยปริยาย

เชิงอรรถ

[1] สำนักงาน จ.หนองบัวลำภู , “ความรุ่งเรืองในอดีต,”  จ.หนองบัวลำภู , https://citly.me/Y7bxs (สืบค้นเมื่อ 18 มกราคม 2567).

[2] สำนักงาน จ.หนองบัวลำภู , “ตราประจำจังหวัด,”  จ.หนองบัวลำภู , https://citly.me/doVea (สืบค้นเมื่อ 18 มกราคม 2567).

[3] “ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช,” สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จ.หนองบัวลำภู , https://citly.me/JA3kn (สืบค้นเมื่อ 18 มกราคม 2567).

[4] การสถาปนาและเฉลิมฉลอง จ.หนองบัวลำภู  วันที่ 1-3 ธันวาคม 2536 (ขอนแก่น : โรงพิมพ์อุดมสินคอมพิวกราฟิก, 2536), น. 8.

[5] คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุฯ, วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จ.หนองบัวลำภู  (กรุงเทพฯ : กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกรมศิลปากร, 2544), น. 41.

[6] เรื่องเดียวกัน, น. 49.

[7] เรื่องเดียวกัน, น. 223.

[8] ธีระวัฒน์ แสนคำ, “พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นชุมชนโบราณเมืองหนองบัวลำภู,” วารสารพื้นถิ่นโขง ชี มูล, ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑ (มกราคม-มิถุนายน, ๒๕๕๘), น. 44.

[9] สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, “อธิบายเรื่องในพระราชพงศาวดาร อธิบายเรื่องในรัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช,” ใน พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา, พิมพ์ครั้งที่ 2 (ม.ป.ท. : โรงพิมพ์ไท, 2457), น. 597.

[10] สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ไทยรบพม่า (กรุงเทพฯ : บรรณาคาร, 2515), น. 81.

[11] สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (กรุงเทพฯ : บรรณาคาร, 2515), น. 56.

[12] สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, สาส์นสมเด็จ เล่ม ๖ (พระนคร : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๐๔), น. 237-238.

[13] “พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหมอบรัดเล,” วชิรญาณ, https://shorturl.asia/PJyj2 (สืบค้นเมื่อ 18 มกราคม 2567).

[14] พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) (กรุงเทพฯ : พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทางเพลิงศพพลโท พระยากลาโหมราชเสนา (เล็ก ปาณิกบุตร) ณ สุสานหลวง วัดเทพศิรินทราวาส, 2502), น. 120-121.

[15] ประชุมพงศาวดาร เล่ม 38 (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 64) พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) (ม.ป.ท. : องค์การค้าของคุรุสภา, 2512), น. 155.

[16] ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 82 เรื่อง พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับของบริติชมิวเซียม (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2537), น. 74.

[17] พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพล (กรุงเทพฯ : จัดพิมพ์ในการพระราชทานเพลิงศพพระธรรมปัญญาบดี (ถาวร ติสฺสานุกโร ป.ธ.4) ณ เมรุหลวงวัดเทพศิรินทราวาส, 2558), น. 83.

[18] พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา (ม.ป.ท. : จัดพิมพ์ในงานพระศพพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค กรมขุนอรรควรราชกัลยา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร กรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเยาวมาลย์นฤมล กรมขุนสวรรคโลกลักษณวดี, 2455), น. 100.

[19] ผมเคยเขียนเกี่ยวกับการเปิดศาลครั้งนี้ไว้แล้ว ดู ณัฐวุฒิ รังศรีรัมย์, ““เสรีภาพ” นิตยสารต่อต้านคอมมิวนิสต์ กับการรายงานข่าวพระราชพิธีบวงสรวงศาลสมเด็จพระนเรศวรที่หนองบัวลำภู ปี 2511,” The Isaan Record, https://shorturl.asia/UqEG1 (สืบค้นเมื่อ 18 มกราคม 2567).

[20] พระมหาราชครูวามเทพมุนี, “ประกาศบวงสรวงสังเวยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ อ. หนองบัวลำภู จ. อุดรธานี วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม 2511,” เสรีภาพ, 150(2511), 9.

[21] เรื่องเดียวกัน.[22] ผมเคยเขียนเกี่ยวกับเหตุผลของการสร้างศาลฯ ไว้แล้ว ดู ณัฐวุฒิ รังศรีรัมย์, “ประวัติศาสตร์ “ จ.หนองบัวลำภู ” ที่เพิ่งสร้าง ตอน 2,” The Isaan Record, https://shorturl.asia/OqUeG (สืบค้นเมื่อ 18 มกราคม 2567); “อนุสรณ์สถานอันเนื่องมาจาก “สงครามประชาชน” ในพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู ,” The Isaan Record, https://shorturl.asia/D50sS (สืบค้นเมื่อ 25 มกราคม 2567).

image_pdfimage_print