พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ถูกแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี 2545 เพื่อเพิ่มหมวดว่าด้วยการทำเหมืองใต้ดินเข้าไป โดยตั้งใจเอื้อประโยชน์ให้กับการทำเหมืองโพแทชในภาคอีสานโดยตรง

เนื่องจากว่าการทำเหมืองแร่ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 จำเป็นต้องมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง หรือได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินจากผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองหรือสิทธิทำกินในที่ดินรายอื่น เช่น ประสงค์จะทำเหมืองแร่ถ่านหินในพื้นที่ 2,000 ไร่ ก็จะต้องเป็นเจ้าของที่ดิน หรือได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดิน โดยหาซื้อหรือหาเช่าหรือขออนุญาตใช้ประโยชน์โดยจ่ายค่าธรรมเนียม/ค่าบำรุง/ค่าเสื่อมสภาพที่ดิน 2,000 ไร่ ให้ได้

แต่เนื่องจากการทำเหมืองแร่โพแทชเป็นการทำเหมืองแบบใต้ดินที่มีเป้าประสงค์จะทำเหมืองเป็นบริเวณกว้างใหญ่มาก ซึ่งหากประสงค์จะทำเหมืองก็จะต้องใช้เงินลงทุนในส่วนนี้เป็นจำนวนมาก จึงต้องพยายามแก้ไขกฎหมายเพื่อสร้างสภาวะยกเว้นให้กับการทำเหมืองแร่โพแทช ให้สามารถขุดเจาะแล้วชอนไชลงไปในใต้ดินที่ระดับลึกจากผิวดินมากกว่า 100 เมตร ลงไป โดยที่ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องต้องเป็นเจ้าของที่ดิน หรือได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดิน ในขอบเขตประทานบัตรแต่อย่างใด และไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเวนคืน หรือค่าเสียหายใดๆ แก่ผู้มีกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครอง หรือสิทธิทำกิน ในที่ดินที่อยู่ในขอบเขตประทานบัตรแต่อย่างใด

พูดง่ายๆ ก็คือ ที่ระดับลึกต่ำกว่า 100 เมตร ลงไปจากผิวดิน ในขอบเขตประทานบัตร (เช่น ประทานบัตรของบริษัท ไทยคาลิ จำกัด ที่ ต.หนองไทร อ.ด่านขุนทด จ.โคราช พื้นที่ 9,005 ไร่ 1 งาน) สามารถชอนไชเข้าไปใต้ถุนบ้านใครก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่ดิน และโดยไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเวนคืน หรือค่าเสียหายใดๆ แก่ผู้มีกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครอง หรือสิทธิทำกิน ในที่ดินแต่อย่างใด

เรียกได้ว่าเขียนกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ผู้ประกอบการสุดๆ เพื่อที่ผู้ประกอบการจะได้ไม่ต้องใช้เงินลงทุนซื้อที่ดินแปลงใหญ่ในระดับ 9,000 กว่าไร่ เพื่อทำเหมือง ยิ่งถ้าเป็นเหมืองโพแทชแหล่งอุดรใต้ด้วยแล้ว ขอบเขตประทานบัตรใหญ่โตกว่ามากถึง 26,446 ไร่ ยิ่งต้องใช้เงินลงทุนซื้อที่ดินมหาศาล

เพียงแค่ซื้อที่ดินสองสามร้อยไร่ในส่วนที่ใช้สำหรับตั้งโรงงานบนผิวดินก็พอ

ซึ่งกฎหมายฉบับนี้กว่าจะถูกประกาศใช้ในปี 2545 ก็มีข้อถกเถียงที่ทำให้ยืดเยื้อมาหลายปี ในเรื่องของ ‘แดนกรรมสิทธิ์’ ที่จะทำให้เกิด ‘การละเมิดแดนกรรมสิทธิ์’ ที่รัฐได้ขโมยเอาสิทธิในที่ดินของประชาชน เอกชน ที่ดินรัฐ ที่ดินอื่นๆ ไปให้กับผู้ประกอบการ (ที่เป็นรัฐหรือเอกชนก็ได้) ทั้งๆ ที่ประชาชนทั่วๆ ไปที่เป็นเจ้าของที่ดิน หนึ่ง-อาจจะมีศักยภาพใช้ที่ดินของเขาที่ระดับต่ำกว่า 100 เมตร จากผิวดินลงไปก็ได้ เช่น การขุดเจาะน้ำบาดาล เป็นต้น สอง-รวมถึงวัตถุสิ่งของ เช่น ดิน หิน แร่ หรือน้ำใต้ดิน หรืออะไรอื่นใดทั้งหลายเหล่านี้ที่อยู่ภายในดิน ควรเป็นกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของเจ้าของที่ดินมิใช่หรือ เหตุใดรัฐจึงขโมยทรัพย์สินและสิทธิเหล่านี้ไปเป็นของตน โดยที่ประชาชนเจ้าของที่ดินไม่ได้รับโภคทรัพย์ใดๆ เลย 

โต้แย้งกันไปถึงศาลรัฐธรรมนูญจากการร่วมลงชื่อของ ส.ว. 77 คน โดยการนำของอาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ แต่เสียงส่วนใหญ่ของศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านไปได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ก็ยังคงค้างคาใจอยู่เรื่อยมา นำมาปฏิบัติใช้ได้ยาก เนื่องจากการยืนหยัดต่อสู้ของพี่น้องอุดรธานีที่ไม่ยอมรับการละเมิดแดนกรรมสิทธิ์เช่นนี้ จนทำให้ขั้นตอนการขอประทานบัตรสะดุดติดขัดไปหมด พวกนักทำเหมืองทั้งหลายในสภาการเหมืองแร่ และพวกข้าราชการและอดีตข้าราชการในกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ที่พยายามผลักดันให้เกิดการทำเหมืองแร่โพแทชขึ้นมาให้ได้บนผืนแผ่นดินอีสาน จึงคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาเพื่อผ่าทางตันด้วยความหวังว่าจะทำให้การขอประทานบัตรทำเหมืองโพแทชแหล่งอุดรใต้ของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ลุล่วงไปได้ จนได้รับประทานบัตร จึงเริ่มเสนอให้แก้ไขกฎหมายแร่เพื่อลดทอนการละเมิดแดนกรรมสิทธิ์ให้ต่ำลงมา ด้วยการเพิ่มเรื่อง ‘ค่าลอดใต้ถุน’ ลงไป

หลักการของค่าลอดใต้ถุนคล้ายๆ การเวนคืนที่ดิน โดยที่ค่าเวนคืนที่ดินเป็นการบังคับจ่ายเงินค่าที่ดินด้วยราคาประเมินที่ต่ำกว่าราคาซื้อขายหลายเท่า เพื่อขับไล่เจ้าของที่ดินออกจากที่ดินของตน ส่วนค่าลอดใต้ถุนเป็นการบังคับจ่ายเงินค่าที่ดินด้วยราคาประเมินที่ต่ำกว่าราคาซื้อขายหลายเท่า แต่ยังสามารถทำกินบนที่ดินของตนได้ในระดับลึกจากผิวดินไม่เกินร้อยเมตรเท่านั้น

หรือพูดอีกแบบ ก็คือ ค่าลอดใต้ถุนเป็นส่วนขยายของค่าเวนคืนที่ดิน หรือทำให้การเวนคืนที่ดินมีลักษณะที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดมากขึ้น โดยที่ค่าเวนคืนที่ดินเป็นการประเมินราคาที่ดินเพื่อนำไปก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานบนผิวดินและในเนื้อดินในระดับที่ไม่ลึกมากนัก เช่น การสร้างเขื่อน ทางหลวง มอเตอร์เวย์ ฯลฯ แต่เมื่อที่ดินนั้นมีทรัพยากรแร่ปรากฏอยู่ในระดับความลึกกว่าปกติของการเวนคืนที่ดินแบบทั่วๆ ไปที่นำที่ดินไปก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน จึงต้องหาวิธีการเวนคืนที่ดินที่อยู่ในระดับความลึกที่มากกว่าการสร้างเขื่อน ทางหลวง มอเตอร์เวย์ ให้ได้ ค่าลอดใต้ถุนจึงปรากฎขึ้นในพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560

แต่ทั้งค่าเวนคืนที่ดินและค่าลอดใต้ถุน คือ การบังคับจ่ายแบบเจียดเศษเนื้อข้างเขียงให้แก่เจ้าของที่ดิน แม้เจ้าของที่ดินจะไม่อยากได้ก็ตาม แต่ก็ถูกบังคับให้ยอมจำนน หรือดับอารมณ์ความรู้สึกต่อต้านโครงการพัฒนาหรือโครงการทำเหมืองแร่โพแทชมิให้เกิดขึ้น

ค่าเวนคืนที่ดินและค่าลอดใต้ถุนจึงต่ำกว่าราคาซื้อขายที่ดินจริงอยู่มาก เช่น โครงการเหมืองแร่โพแทชแหล่งอุดรใต้ จ.อุดรธานี ถูกกำหนดค่าลอดใต้ถุนอยู่ที่ไร่ละ 45,500 บาท จากราคาที่ดินบริเวณที่ถูกที่สุดที่ซื้อขายกันในเขตประทานบัตรอยู่ที่ไร่ละ 200,000 บาทขึ้นไป เป็นต้น

มิหนำซ้ำค่าลอดใต้ถุนก็ยังไม่ถูกจ่ายก้อนเดียวเต็มจำนวน แต่ถูกทยอยจ่ายตามอายุประทานบัตร เพื่อปิดปากไม่ให้ต่อต้าน เช่น โครงการเหมืองแร่โพแทชแหล่งอุดรใต้ จ.อุดรธานี อายุประทานบัตร 25 ปี จะแบ่งจ่าย 24งวด/24 ปี โดยปีแรกจะจ่าย 4,550 บาท  ปีที่ 2 – ปีที่ 23 จ่ายปีละ 1,780 บาท  และปีที่ 24/งวดสุดท้ายจ่าย 1,790 บาท

และเมื่อเทียบดูจาก ‘เงินที่ขายแร่ได้’ กับ ‘เงินที่จ่ายค่าลอดใต้ถุน’ จะเห็นความแตกต่างถึง 562 เท่า ดังนี้

1. เงินที่ขายแร่ได้ใน 1 ปี (2,000,000 ตันต่อปี x 13,520 บาทต่อตัน) เท่ากับ 27,040,000,000 บาท

2. เงินที่ขายแร่ได้ตลอดอายุประทานบัตร 25 ปี (คิดที่ราคาประกาศเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2567* คือ 13,520 บาทต่อตัน) เท่ากับ 676,000,000,000 บาท

(* ราคาประกาศแร่โพแทชมีการแกว่งตัวขึ้นลงเกือบทุกเดือนในแต่ละปี เช่น ราคาประกาศ 9 ธ.ค. 65 พุ่งสูงขึ้นไปถึง 40,220 บาทต่อตัน เป็นต้น)

3. เงินที่จ่ายค่าลอดใต้ถุนตลอดอายุประทานบัตร (พื้นที่ประทานบัตร 26,446 ไร่) เท่ากับ 1,203,293,000 บาท

4. จะเห็นได้ว่า แค่ขายแร่โพแทชปีเดียวก็สามารถจ่ายค่าลอดใต้ถุนเต็มจำนวนได้หมด และยังเหลือเป็นรายได้อีกมากถึง 25,836,707,000 บาท แต่ไม่ยอมจ่าย กลับใช้วิธีทยอยจ่ายเพื่อกดบังคับไว้ให้ยอมจำนน มิให้มีปากมีเสียง มิให้ลุกขึ้นมาต่อต้าน หากอยากได้เงินค่าลอดใต้ถุนเต็มจำนวน

แต่ที่เหมืองโพแทชของบริษัท ไทยคาลิ จำกัด ต.หนองไทร อ.ด่านขุนทด จ.โคราช เป็นเหมืองโพแทชหนึ่งในสามแห่งที่ได้รับประทานบัตรแล้ว ซึ่งเริ่มดำเนินการทำเหมืองอย่างจริงจังเป็นแห่งแรกมาตั้งแต่ได้รับประทานบัตรเมื่อ 7 กรกฎาคม 2558 ทั้งๆ ที่ได้รับการเอื้อประโยชน์อย่างสุดลิ่มทิ่มประตูจากรัฐ แทนที่จะยอมเจียดเศษเนื้อข้างเขียงให้แก่ประชาชนเจ้าของที่ดินบ้าง เพื่อที่ตัวเองจะได้ประโยชน์ก้อนที่ใหญ่กว่าหลายร้อยเท่า กลับเห็นแก่ตัวไม่มีสิ้นสุด ด้วยการไม่ยอมจ่ายค่าลอดใต้ถุนให้แก่ประชาชนที่เป็นเจ้าของที่ดินในเขตประทานบัตร 9,005 ไร่ 1 งาน แม้สักรายเดียว

พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ในส่วนที่เกี่ยวกับการทำเหมืองใต้ดิน พยายามล้างมลทิน/แก้ไขข้อผิดพลาดในส่วนที่เกี่ยวกับการทำเหมืองใต้ดินของพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ในประเด็นสำคัญอย่างน้อยสองข้อ ได้แก่

1. ยอมรับว่าการทำเหมืองใต้ดินในที่ดินของบุคคลอื่น ถือเป็นการรุกล้ำแดนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ต่างจากพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ที่ไม่ถือว่าการทำเหมืองใต้ดินในที่ดินของบุคคลอื่นเป็นการรุกล้ำแดนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน

2. ใส่ค่าลอดใต้ถุนเข้ามาในส่วนที่ 5 ของหมวด 6 การทําเหมืองใต้ดิน โดยเรียกว่า ‘ค่าทดแทน’  ซึ่งระบุไว้ในมาตรา 93 อย่างชัดเจนว่า เมื่อคณะกรรมการกําหนดเงินค่าทดแทนได้กําหนดจํานวนเงินค่าทดแทนแล้ว ให้เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจําท้องที่แจ้งแก่ผู้ยื่นคําขอประทานบัตรทําเหมืองใต้ดินว่าจะต้องยินยอมชําระเงินค่าทดแทนตามที่กําหนด หากผู้ยื่นคําขอประทานบัตรทําเหมืองใต้ดินไม่ยินยอมชําระเงินค่าทดแทนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้มีหนังสือแจ้ง ให้ผู้ออกประทานบัตรสั่งยกคําขอประทานบัตรนั้น และในกรณีที่ได้ออกประทานบัตรทําเหมืองใต้ดินแล้ว ผู้ถือประทานบัตรไม่ยอมชําระเงินค่าทดแทนตามเงื่อนไขในประทานบัตร ให้ผู้ออกประทานบัตรมีคําสั่งเพิกถอนประทานบัตรเสีย

ผ่านมาเกือบเก้าปีแล้ว นับแต่ได้รับประทานบัตรเมื่อ 7 กรกฎาคม 2558 เจ้าของบริษัทคือนายวุฒิชัย สงวนวงศ์ชัย อดีต ส.ส. หลายพรรค ยังไม่ยอมจ่ายค่าลอดใต้ถุนให้แก่ประชาชนซึ่งมีที่ดินอยู่ในเขตประทานบัตร 9,005 ไร่ 1 งาน แม้สักรายเดียว

ซึ่งมีเหตุเพียงพอให้เพิกถอนประทานบัตรได้แล้ว แต่เหมืองโพแทชแห่งนี้ก็ยังลอยนวลสามารถดำเนินการทำเหมืองต่อไปได้มาจนทุกวันนี้

หนองมะค่าใน หนองน้ำสาธารณประโยชน์ ของชาวบ้านบ้านหนองไทร ต.หนองไทร อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เป็นหนองน้ำที่อยู่ติดขอบที่ตั้งเหมือง เคยเป็นหนองน้ำที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่ง ปัจจุบันเสื่อมสภาพจนหมดสิ้น กุ้งหอยปูปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ ตายเกลี้ยง เกลือในระดับเข้มข้นแทรกขึ้นเต็มในเนื้อและผิวดิน น้ำในหนองก็เค็มจนใช้ประโยชน์ใดๆ ไม่ได้อีกแล้ว (ถ่ายเมื่อ 31 มกราคม 2567)

image_pdfimage_print