เกษตรวิสัย คือ อำเภอหนึ่งในจังหวัดร้อยเอ็ด บริเวณที่ตั้งอยู่ใน “ทุ่งกุลาร้องไห้” ซึ่งมีผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ หนึ่งในสายพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุดของไทย เป็นสินค้าส่งออชื่อดังของโลก 

ประเพณีวัฒนธรรมในท้องถิ่นของคนทุ่งกุลาร้องไห้ เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ มี “ฮีตสิบสอง” อันหมายถึง จารีตประเพณี 12 เดือนที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาตามคติความเชื่อ และพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรกรรม ส่วน “คองสิบสี่” หมายถึง หลักธรรมที่ควรปฏิบัติในการครองบ้านครองเรือนที่ควรปฏิบัติ 14 ข้อ 

หนึ่งในประเพณีที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวเกษตรวิสัยซึ่งอยู่ใน “ฮีตสิบสอง คองสิบสี่” คือ ประเพณีบุญคูนลาน ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงเดือนยี่ หรือช่วง เดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ แล้วแต่พื้นที่ บางชุมชนอาจจัดขึ้นพร้อมกับบุญข้าวจี่ ซึ่งเป็นประเพณีบุญเดือนสาม 

สำหรับบุญคูนลานอำเภอเกษตรวิสัยปี 2567 จัดขึ้นในช่วงวันที่ 8 – 16 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นการจัดงานแบบมีส่วนร่วมระหว่างประชาชนในพื้นที่ร่วมกับทุกภาคส่วนภายในอำเภอเกษตรวิสัย นอกจากการประกอบพิธีกรรมการสู่ขวัญข้าว การทำบุญข้าวเปลือกและพิธีที่เสริมสิริมงคลในการเกษตรแล้ว ภายในงานมีการจัดแสดงสินค้าจากทุกตำบลในอำเภอเกษตรวิสัย การเปิดพื้นที่ให้พ่อค้าแม่ค้าภายนอกเช่าขายสินค้า การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากกลุ่มและชมรมต่างๆ และเวทีการประกวดทั้ง 3 เวที ได้แก่ เวทีมิสควีนเกษตรวิสัย เวทีนางสาวเกษตรวิสัย และเวทีเทพบุตรเมืองเกษ

หนึ่งในเวทีการประกวดที่มีการกล่าวถึงมากที่สุด คือ การประกวดมิสควีนเกษตรวิสัย ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้กลุ่มสาวข้ามเพศ หรือ กลุ่ม Transwoman ในอำเภอเกษตรวิสัยที่มีความมั่นใจและสนใจเข้าร่วมการประกวดเพื่อชิงรางวัลชนะเลิศกว่าหนึ่งหมื่นบาท นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้สาวประเภทสองในต่างพื้นที่เข้าร่วมสมัครได้ มีสิทธิเข้าชิงรางวัลเท่ากันทุกตำแหน่ง ยกเว้นตำแหน่ง ลูกสาวหล่า (ลูกสาวคนสุดท้อง) ซึ่งเป็นตำแหน่งเฉพาะที่สงวนให้กับผู้ที่มีภูมิลำเนาในอำเภอเกษตรวิสัยเท่านั้น

น็อต นัฐชากร ปรีย์ธนกิจ หนึ่งในสาวงามที่เข้าประกวด และได้รับรางวัลพิเศษ ตำแหน่งลูกสาวหล่า 2024 เป็นคนในพื้นที่อำเภอเกษตรวิสัยโดยกำเนิด น็อตได้บอกว่า ตนเองได้เข้าร่วมการประกวดมิสควีนเกษตรวิสัย ถึง 8 ครั้ง ในระหว่างปี 2557 – 2567 และได้พักการประกวดไประยะหนึ่ง เนื่องจากสถานการณ์โควิด สิ่งที่ทำให้สนใจเข้าร่วมการประกวดในทุกครั้งนอกจากเงินรางวัลแล้วคือการได้สร้างตัวตนให้ได้เป็นที่รู้จัก รวมไปถึงการได้เข้าร่วมสืบสานงานประเพณีวัฒนธรรมไปในตัว

เวทีการประกวดมิสควีนเกษตรวิสัยเปิดให้แสดงศักยภาพของเราได้มากน้อยแค่ไหน

หลายๆ คนอาจจะมองว่าเวทีการประกวดแบบนี้เป็นเพียงมหรสพสมโภชภายในงานอย่างหนึ่งที่จัดขึ้นเพื่อสร้างความจรรโลงใจให้กับคนที่มาเที่ยวชมงานเท่านั้น แต่ในอีกมุมของน็อต มันคือการที่เราได้ขึ้นไปแสดงความสามารถและศักยภาพของเราบนเวทีให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของคนที่มาชม การที่เราเกิดมาเป็นสาวข่ามเพศมันเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องผลักดันตัวเองขึ้นไปให้เก่งกว่าคนอื่น เราถึงจะได้รับการยอมรับ ซึ่งการยอมรับก็มีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอกที่ต้องเหมือนผู้หญิง อาชีพหน้าที่การงาน สติปัญญา หรือแม้แต่ฐานะทางการเงิน ทุกอย่างล้วนแต่เป็นการยอมรับอย่างมีเงื่อนไขทั้งสิ้น 

การที่ขึ้นไปยืนบนเวทีถือเป็นการเปิดโอกาส ที่ซึ่งอย่างน้อยๆ ก็เป็นเหมือนพื้นที่ให้กลุ่มคนที่เป็น LGBTQ+ ได้มารวมกลุ่มกันแสดงความสามารถและพลังภายในตัวให้กับคนทุกเพศได้เห็น ถึงแม้ว่าบางคนอาจจะมองว่าเป็นเวทีการประกวดตอบคำถามแบบท่องจำ แต่ตัวน็อตไม่ได้มองแบบนั้น หากคิดอีกมุมหนึ่งก็เปรียบเหมือนการที่เราอ่านหนังสือทำการบ้านส่งครู เราต้องมีความรู้ก่อนถึงจะออกไปนำเสนอได้ เพราะถ้าเราไม่อ่านหรือท่องจำเลย นั่นต่างหากที่จะทำให้ดูเหมือนเป็นคนไม่มีความรู้

การร่วมงานแสดงในพิธีเปิดงานบุญคูนลานเกษตรวิสัย 2567 ของน็อต นัฐชากร

คิดว่าเวทีการประกวดมิสควีนเกษตรวิสัยขับเคลื่อนกลุ่ม LGBTQ+ ในพื้นที่อย่างไร

สำหรับมุมมองของน็อตมองว่ามันเป็นการออกมารวมกลุ่มกันให้ผู้ใหญ่ในพื้นที่มองเห็นตัวตนของเรา ไม่ใช่แค่ในส่วนผู้เข้าประกวดเท่านั้น แต่รวมไปถึงกลุ่มที่เป็น LGBTQ+ ทั้งหมด โดยแต่ละคนจะมีบทบาทแตกต่างกันออกไป  ไม่ว่าจะเป็นในส่วนที่เป็นออร์แกไนซ์จัดงาน หรือแม้แต่การที่กลุ่มคน LGBTQ+ เข้าร่วมสืบสานประเพณีทุกปี ก็เหมือนเป็นการออกมาแสดงตนให้ผู้ใหญ่เห็นว่ามีคนกลุ่มนี้อยู่ในพื้นที่ ถ้าหากถามว่าเขายอมรับเราได้มากน้อยแค่ไหน เราก็ไม่สามารถตอบได้อย่างเต็มปาก แต่ผลตอบรับส่วนใหญ่ก็เป็นไปในทางที่ดี ท่าทีของเขามีความเอ็นดูเรา กล้าที่จะเปิดใจคุย ไม่ได้มีความกลัวแต่อย่างไร 

ในส่วนของเวทีการประกวดก็เหมือนกับเป็นจอฉายภาพสะท้อนปัญหาต่างๆ ให้คนที่เข้ามารับชมได้ทราบถึงปัญหา อย่างตำแหน่งลูกสาวหล่า 2024 ที่น็อตได้มา คนที่มีสิทธิเข้าชิงต้องตอบคำถามเพื่อวัดสติปัญาซึ่งเป็นคำถามเดียวกันทั้งหมด คำถามถามว่า “อะไรคือสิ่งที่คุณอายมากที่สุด และคุณนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นแรงผลักดันอย่างไร” ซึ่งการตอบคำถามของแต่ละคนส่วนใหญ่ก็จะเล่าปัญหาที่ตัวเองพบเจอออกมาสะท้อน ทั้งเรื่องการถูกเลือกปฏิบัติ เรื่องอคติทางเพศ รวมไปถึงการถึง Bully ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ถูกสะท้อนออกจากตัวของผู้เข้าประกวดซึ่งเป็นผู้ที่ประสบและพบเจอกับปัญหาเองให้แก่คณะกรรมการ และผู้ที่มาร่วมงานทราบ ซึ่งส่วนใหญ่คณะกรรมการก็จะเป็นกลุ่มข้าราชการหรือบุคคลมีอำนาจในท้องถิ่น เราทำหน้าที่สะท้อนปัญหาเพื่อให้กลุ่มคนที่มีอำนาจจัดทำนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหา เป็นกระบอกเสียงเล็กๆ ที่สะท้อนปัญหาของกลุ่ม LGBTQ+ ในอำเภอเกษตรวิสัย และกลุ่มคนที่เจอปัญหาคล้ายกัน นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนปัญหาระหว่างพื้นที่ร่วมกับสาวงามที่เดินสายประกวดมาจากพื้นที่อื่น ผ่านการตอบคำถามในรอบต่างๆ

ประยูร แม่ของน็อต ผู้ที่อยู่เบื้องหลังและกำลังใจหลักในการประกวดของเธอ

การรับรู้ข่าวสารและการตื่นตัวของ LGBTQ+ ในพื้นที่เกษตรวิสัยเป็นอย่างไร

น็อตมองว่าเราไม่ได้ต้องการอะไรที่พิเศษไปกว่ากลุ่มคนอื่นๆ สิ่งที่ต้องการ คือ สิทธิที่เท่ากันของคนทุกเพศ ไม่ใช่แค่กลุ่มสาวประเภทสองเท่านั้น แต่รวมไปถึงคนกลุ่ม LGBTQ+ ทุกกลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น การมีคลินิกสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ เพื่อให้คำปรึกษาในเรื่องสุขภาพและโรคต่างๆ รวมไปถึงการให้ความรู้และการบริการสำหรับผู้ต้องการเทคฮอร์โมน เพื่อให้กลุ่ม LGBTQ+ ได้รับความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ ในเรื่องของกฎหมาย อยากให้แก้ไขข้อกฎหมายที่สร้างความเท่าเทียมกันทางสังคมจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสมรส เรื่องมรดก และเรื่องของการรับรองบุตร รวมไปถึงเรื่องของการใช้คำนำหน้าชื่อที่เราควรจะเป็นผู้กำหนดได้เอง 

เมื่อสอบถามกลุ่มเพื่อนหรือคนรู้จักที่เป็น LGBTQ+ ทุกคนก็จะตอบคำถามเรื่องความต้องการที่คล้ายๆ กัน น็อตจึงมองว่าอยากให้มีการแก้ไขข้อกฎหมายรวมถึงการเพิ่มสิทธิสวัสดิการให้แก่กลุ่ม LGBTQ+ ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างทั่วถึง

หลังจากจบการประกวดจบ น็อตเดินสายออกงานในตำแหน่งลูกสาวหล่า 2024 เพื่อสร้างตัวตนและสร้างเครือข่ายกับกลุ่มต่างๆ

สำหรับบางคนอาจจะติดภาพจำเวทีการประกวดเป็นเหมือนมหรสพภายในงาน เป็นพื้นที่หาแสง หรือคงหนีไม่พ้นเรื่องของ beauty privilege  แต่เมื่อมองในมุมของน็อต เราสามารถใช้เวทีเป็นพื้นที่หนึ่งในการประชาสัมพันธ์หรือสะท้อนปัญหาให้คนภายนอกได้รับรู้ได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นกระบอกเสียงที่ไม่ดังมากเท่าไหร่ แต่ก็ดีกว่าไม่สะท้อนอะไรให้สังคมหรือรัฐได้รับรู้ปัญหาและความต้องการของกลุ่ม LGBTQ+ เลย

image_pdfimage_print