ความสำคัญของทราย ทรายเป็นทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมคอนกรีต อุตสาหกรรมการผลิตขวด แก้ว กระจก อุตสาหกรรมการผลิตชิพซิลิคอนชิ้นส่วนสำคัญในเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงอุตสาหกรรมผลิตเครื่องสำอาง ผงซักฟอก ยาสีฟัน และผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันอีกหลายชนิด แต่อุตสาหกรรมที่ใช้ทรายมากที่สุด คืออุตสาหกรรมก่อสร้าง เช่น ก่อสร้างที่อยู่อาศัย ใช้ทรายเป็นส่วนผสมในงานคอนกรีต งานปูนก่อ งานปูนฉาบ ความเจริญรุ่งเรืองเกิดการขยายตัวของบ้านเมือง ความต้องการทรายจึงมีปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้น การเร่งหาทรายจึงเกิดมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ทรายมีหลากหลายชนิด ทรายไม่สามารถใช้ในการก่อสร้างได้ทุกชนิด ทรายในทะเลทรายละเอียดเกินไปในการใช้สร้างงานคอนกรีต ไม่มีคุณสมบัติในความทนแรงอัด และมีแรงยึดที่ไม่สูง นั่นเป็นสาเหตุให้ไม่สามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง และไม่สามารถที่จะนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งหากจะลงรายละเอียดถึงสาเหตุที่ทรายจากทะเลไม่สามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการก่อสร้างได้ สามารถอธิบายได้ดังนี้

  1. ทรายทะเลมีอนุภาคที่โค้งมนและมีความละเอียดสูง เป็นสาเหตุให้ประสิทธิภาพในการยึดเกาะกันน้อยกว่าสิ่งที่มีอนุภาคเป็นรูปทรงเหลี่ยม 
  2. ทรายทะเลประกอบไปด้วยสิ่งเจือปนอื่นๆ เป็นจำนวนมาก เช่น มีเกลือปะปนอยู่มาก หากจะนำเกลือออกจากทรายจะมีกรรมวิธีที่มีค่าใช้จ่ายสูง 
  3. ทรายทะเลมีความทนแรงอัด และแรงยึดเกาะที่ไม่สูง 
  4. ทรายทะเลประกอบไปด้วยเกลือ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเสื่อมสภาพด้านผิวโครงสร้างในระยะยาว จะเกิดการรั่วซึมของพื้นผิวก่อสร้างในอนาคต เกลือในทะเลสามารถดูดซับความชื้นในอากาศ นำมาซึ่งการสะสมความชื้น ซึ่งความชื้นในบ้านจะเป็นผลต่อผู้อยู่อาศัย หากมีความชื้นมาก จะทำให้เกิดความไม่สบายตัว รู้สึกอึดอัด ผิวหนังแตกแห้ง และหายใจไม่สะดวกเป็นผลเสียต่อระบบหายใจ 
  5. น้ำทะเลมีคลอไรด์  ทำให้ความสามารถของเหล็กโครงสร้างลดลง ทำให้เหล็กมีคุณภาพต่ำลง 

ประชากรโลกใช้ทรายคนละ 18 กิโลกรัมต่อวัน 

ทรายที่เหมาะสมนำมาใช้ในงานก่อสร้างเป็นส่วนผสมของคอนกรีต คือทรายจากแม่น้ำ การดูดทรายจึงกำเนิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้น ตามข้อมูลของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment. Programme: UNEP) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา เปิดเผยว่า ในแต่ละปีมีการขุดทรายปริมาณมากถึง 4-5 หมื่นล้านตัน แหล่งทรายธรรมชาติจึงตกอยู่ในภาวะวิกฤต หลายประเทศเริ่มมีมาตรการควบคุมเกี่ยวกับการขุดทราย การดูดทรายปริมาณมากออกจากก้นแม่น้ำส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม มีการคำนวณว่าประชากรโลกใช้ทรายคนละ 18 กิโลกรัมต่อวัน

แหล่งทรายในประเทศไทย มีอยู่ตามบริเวณทางน้ำใหญ่และทางน้ำสายเล็กต่างๆ ในทุกภูมิภาคของประเทศ และแหล่งทรายที่สำคัญในจังหวัดต่างๆ ของแต่ละภาคที่มีการดูดทรายมีดังนี้ 

ภาคใต้ มี 11 จังหวัดซึ่งมีพื้นที่ติดทะเลทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก มีแหล่งทรายตามแม่น้ำลำคลองต่างๆ เช่น คลองพุดวง แม่น้ำตาปี คลองท่ากระจาย แม่น้ำปัตตานี แม่น้ำสายบุรี คลองใหญ่ แม่น้ำตรัง และคลองอู่ตะเภา 

ภาคกลาง มีพื้นที่เป็นแอ่งที่ราบลุ่ม พบแหล่งทรายแม่น้ำ เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย แม่น้ำลพบุรี แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำนครนายก แม่น้ำแม่กลอง คลองดอนกระเบื้อง และคลองบางปา

ภาคเหนือ มีแม่น้ำสายใหญ่ๆ หลายสาย เป็นแหล่งทรายธรรมชาติ เช่น ปิง วัง ยม น่าน แม่น้ำแม่ลา และแม่น้ำแม่กก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแหล่งทรายในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำมูน  และแม่น้ำชี

ทรายยังเป็นสินค้าส่งออกของประเทศไทยอีกด้วย ปริมาณการส่งออกทรายของไทยในช่วง 5 ปี นับจากปี พ.ศ. 2560 – 2565   มีปริมาณการส่งออกทรายจำนวน 12,009 ตัน มีมูลค่ากว่า 160.95 ล้านบาท 

การทำเหมืองทรายที่โปแลนด์ (ภาพจาก unsplash)

กรณีผลกระทบและปัญหาจากการดูดทราย 

ปัญหาจากการดูดทรายนับวันจะขยายวงกว้างมากขึ้น ปลายเดือนเมษายน 2562 ท่าทรายในเขต  อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ถูกชาวบ้านร้องเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ เพื่อนำไปสู่คำสั่งปิด เนื่องจากสร้างผลกระทบทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน ชาวบ้านนาเหนือ ต.ท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เข้าร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่นละออง และถนนเสียหาย อันเป็นผลสืบเนื่องจากรถบรรทุกทรายใช้เป็นเส้นทางสัญจร นอกจากนี้ยังพบว่ามีการดูดทรายใกล้กับพระธาตุท่าอุเทน ซึ่งอยู่ในเขตชุมชนทั้งที่ตามกฎหมายระบุว่าการดูดทรายต้องห่างจากชุมชนไม่น้อยกว่า 500 เมตร 

กานต์ แก้วมาตย์ นายกเทศมนตรีตำบลท่าอุเทน ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตดูดทรายภายในประเทศ หรือที่เรียกว่าใบอนุญาตตามมาตรา 9 จะแก้ปัญหาด้วยการซ่อมแซมถนนบริเวณที่รถบรรทุกทรายวิ่งผ่าน รวมถึงฉีดน้ำเพื่อป้องกันฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย นอกเหนือจากการเสียค่าธรรมเนียมดูดทรายคิวละ 28 บาทให้กับท้องถิ่น

การดูดทรายในเขต อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ นั้นปรากฏว่ามีการดูดทรายเพื่อการพานิชย์จำนวนมาก ในระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา ในแต่ละวันจะพบว่ามีรถบรรทุกแล่นบรรทุกทรายจากท่าดูดทรายแม่น้ำมูน หลายคันเพื่อนำทรายกระจายสู่ผู้ใช้ ซึ่งส่วนมากในพื้นที่นี้จะใช้ทรายเพื่อการก่อสร้าง ใช้เป็นส่วนผสมในงานคอนกรีต

การดูดทรายเริ่มมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ การดูดทรายเป็นไปตามเงื่อนไขของการสัมปทาน แต่เมื่อเวลาล่วงผ่านไปหลายปี บางสิ่งที่เคยมองเห็นว่าไม่ใช่ปัญหา เริ่มปรากฏภาพให้เห็นมากขึ้นทีละน้อย 

การดูดทรายจากก้นแม่น้ำ ซึ่งส่วนมากใช้ทรัพยากรจากแม่น้ำมูน ในการหล่อเลี้ยงชีวิตมากขึ้น ระบบนิเวศทั้งระบบของแม่น้ำกำลังถูกคุกคาม เพราะปริมาณความต้องการทราย เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวร้ายมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณท่าดูดทรายทำให้ตลิ่งพังในหลายจุด พื้นที่นาชาวบ้านที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำมูน และพื้นที่กุดอันเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำมูน ทรุดตัวลง ตลิ่งที่พังลงกินพื้นที่เข้ามาในที่นาของชาวบ้านมากขึ้น 

หากเข้าสู่ช่วงฤดูฝนมีน้ำในแม่น้ำมากก็ยิ่งจะทำให้น้ำกัดเซาะบริเวณริมตลิ่งพังเสียหายหนักมากกว่าเดิม ไร่นาบริเวณนี้ไม่มีโฉนดแสดงกรรมสิทธิ์เพียงแต่มีหลักฐานการครอบครองจับจองทำกินเท่านั้น ซึ่งอาชีพทำนาได้หล่อเลี้ยงชีวิตพี่น้องชาวบ้านมาเนิ่นนาน เมื่อได้ข้าวมาก็เก็บไว้กินและแบ่งขาย แปรเปลี่ยนเป็นเงินตราจับจ่ายใช้สอยในครัวเรือน แม้ว่าราคาข้าวก็ไม่ได้สูงค่ามากนัก “พื้นที่นาที่มีให้พอได้ทำกินเพียงน้อยนิด ก็ต้องมาสูญหายไปเมื่อมีการดูดทราย” เสียงสะท้อนจากลุงน้อยผู้มีนาอยู่ใกล้ท่าทราย ซึ่งกล่าวขณะกำลังสูบน้ำออกจากแปลงนาเพื่อหว่านข้าวปลูกทำนาปรัง 

สิ่งแวดล้อมพังทลายเพราะทรายถูกดูด

จากการสังเกตในระหว่างที่ลงพื้นที่เพื่อถ่ายภาพเก็บมาเป็นข้อมูล สีของน้ำมูลในบริเวณที่มีการขุดทรายจะขุ่นกว่าที่เคยเป็น พ่อเฒ่านักหาปลาล่องเรือวางข่ายดักปลาอยู่กลางวังน้ำ มีภาพเรือดูดทรายเป็นฉากหลัง ด้วยความคุ้นเคยเพราะเป็นคนละแวกเดียวกัน “พวกดูดทรายนี่มีผลกระทบที่บ่ดีต่อการหาปลาของพ่อใหญ่บ่” ผู้เขียนยิงคำถามตรงๆ “มันก็มีบ้าง เดี๋ยวเขากะเซาดูดแล้วละมั้ง” พ่อเฒ่าชายตาไปที่เรือดูดทรายที่กำลังติดเครื่องคำรามหึ่งๆ แล้วตอบเลี่ยงๆ 

โสมพัน ชูยิ่ง ชาวบ้านทับใหญ่ ต.ทับใหญ่ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ อันเป็นภูมิลำเนาของผู้เขียนด้วย เป็นเจ้าของนาอีกผืนหนึ่ง ซึ่งมีพื้นที่ติดกับวังน้ำที่เป็นท่าดูดทราย ชาวบ้านละแวกนี้เรียกแกว่าพ่อโสม ซึ่งเป็นคนที่เคยเข้าไปต่อว่าและขัดขวางไม่ให้พวกดูดทรายทำการดูดทรายในแม่น้ำมูน เพราะว่าตลิ่งริมน้ำทรุดตัว กินพื้นที่เข้ามาในที่นาของแกด้วย ผืนนาของพ่อโสมอยู่บริเวณทิศใต้ของจุดที่เป็นท่าทรายและวังน้ำที่มีเรือดูดทรายลอยลำอยู่เหนือน้ำ 

เมื่อวานนี้ ผู้เขียนได้เดินทางไปดูพื้นที่นาที่อยู่ใกล้ท่าดูดทรายบริเวณกุดเจ็ก ก็พบว่ามีปัญหาการพังทลายของดินริมตลิ่งและปัญหาอีกหลายอย่างที่เกิดกับแม่น้ำ พ่อใหญ่โสมกับผู้เขียนคุ้นเคยกันดี ในอดีตเคยร่วมชุมนุมเป็นผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนราษีไศลในนามสมัชชาคนจนด้วยกันหลายหน ได้รู้ข่าวว่าพ่อใหญ่โสมเข้าไปต่อต้านพวกขุดทราย ยิ่งทำให้ผู้เขียนรู้สึกภูมิใจในความกล้าหาญของแก 

พ่อโสมเล่าให้ฟังว่า “ก็เข้าไปบอกคนดูดทรายตรงๆ ข้อร้องว่าให้หยุดดูดเสียเถิดเถ้าแก่เอย นาผู้ข้าพังลงน้ำหมดแล้ว” พ่อโสมตอบสั้นๆ ที่นาของพ่อโสมอยู่ติดกับแม่น้ำริมกุดที่ติดกับท่าดูดทราย มีความยาวขนาดไปกับลำน้ำ จึงได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อตลิ่งพังก็หมายถึงพื้นที่นาต้องจมหายไปกับน้ำ พ่อโสมสรุปให้ฟังว่า ตั้งแต่มีการดูดทรายตรงจุดนี้ ประมาณ 5 ปีก่อน พื้นที่นาของแกหายไปเป็นจำนวนกว่า 1-2 ไร่ พวกดูดทรายวางท่อพาดไปกลางลำน้ำดูดทรายออกจากก้นแม่น้ำทุกวัน ท่อที่พาดก็เปลี่ยนทิศทางไปเรื่อยๆ  ทำให้ตลิ่งพัง ป่ายูคาลิปตัสฝั่งตรงข้ามที่นาของแกก็หายไปจนเกือบจะหมด 

“ยิ่งตอนที่น้ำมูนไหลหลาก น้ำแก่งขึ้นดินยิ่งพังทลายลงน้ำเป็นจำนวนมากขึ้น กินพื้นที่นาเข้ามาเรื่อย ตรงที่พ่อตั้งเครื่องสูบน้ำนั้นดินก็พังเข้ามา อีกไม่นานก็ต้องขยับโยกย้ายที่ตั้งเครื่องสูบน้ำขึ้นสูงไปเรื่อยๆ พ่อโสมเล่า ส่วนนี้ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ วิถีชีวิตของชาวบ้านถูกเปลี่ยนแปลงแบบไม่มีทางต่อสู้และแก้ไขใดๆ แล้วยังไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรใดจากรัฐบาลเข้ามาดูแลปัญหาของพ่อใหญ่  มีเพียง อบต. (องค์การบริหารส่วนตำบลทับใหญ่) ที่เข้ามาดู และบอกมีโครงการจะสร้างพนังกั้นป้องกันการพังทลายของตลิ่งให้ประมาณนี้ แต่ก็เงียบไป ไม่มีการดำเนินการต่อใดๆ ส่วนคนภายนอกทั่วไปก็แค่เข้ามาสอบถามข้อมูลเท่านั้น” 

เสียงของพ่อโสม คงเป็นเพียงเสียงร้องขอ และการเรียกร้องจากปากชาวบ้านคนหนึ่ง ที่ได้รับผลกระทบจากการให้สัมปทานดูดทรายของหน่วยงานภาครัฐ ที่ทำให้เกิดปัญหากระทบต่อต่อวิถีการดำรงชีวิตอันปรกติสุข แต่ไร้ซึ่งหน่วยงานภาครัฐที่จะเข้ามารับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

จากเขื่อนสู่การดูดทราย ผีซ้ำด้ำพลอยคนริมมูน

ปัญหาจากการดูดทรายเริ่มปรากฏเด่นชัดมากขึ้น ในพื้นที่ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ นับได้ว่าเป็นพื้นที่ในลุ่มน้ำมูน ตอนกลางเขตพื้นที่เชื่อมต่อ 3 จังหวัด ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด และสุรินทร์ 

เมื่อแม่น้ำมูลไหลพ้นจากเขตพื้นที่ จ.สุรินทร์ แม่น้ำมูลได้เข้าหล่อเลี้ยงชีวิตคนลุ่มน้ำใน จ.ศรีสะเกษ เป็นลำดับ ซึ่งผู้คนล้วนแต่มีวิถีชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกับแม่น้ำมูลทั้งสิ้น พรานปลาได้ออกหาปลากลางลำน้ำมูล ใช้เครื่องไม้เครื่องมือในการจับปลา ทั้งชนิดดั่งเดิมแต่ครั้งบรรพกาล หรือกระทั่งเครื่องไม้เครื่องมือที่ประยุกต์ขึ้นมาใหม่ตามความเหมาะสมของลักษณะภูมิประเทศ เมื่อได้ปลามาก็จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นเงิน มาใช้จ่ายในครอบครัว การทำประมงนั้นเป็นอาชีพหลักที่คู่ขนานมากับอาชีพการทำนา เหล่านี้นับเป็นวิถีของคนในลุ่มน้ำมูลตอนกลางซึ่งเป็นอยู่หลายทศวรรษ

จะว่าไปแล้วในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษหรือแดนลำดวนแห่งนี้ ได้รับผลกระทบจากการบิดเบือนและเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับแม่น้ำมูลมากที่สุด เพราะวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำในละแวกนี้ ยึดติดและฝังแนบแน่นอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นดังมดลูกที่ให้กำเนิดชีวิตพวกเขา  มิหนำซ้ำยังโดนกระทำจากการพัฒนาที่รุกคืบ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเขื่อนราษีไศลและเขื่อนหัวนาขวางกันแม่น้ำ กักกันพันธนาการการไหลของสายน้ำ ธรรมชาติและระบบนิเวศได้เปลี่ยนไป ปลาบางชนิดถูกปิดกั้นเส้นทางการวางไข่ พันธุ์ปลาบางชนิดสูญหาย เศรษฐกิจชุมชนทั้งเพื่อยังชีพและกึ่งยังชีพถูกทำลาย

ปัญหาที่เกิดจากการสร้างเขื่อนยังไม่จบสิ้น นอกจากการสูญเสียที่ดินทำกินที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าแล้ว ปัญหาเหล่านั้นยังจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงระบบนิเวศทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เป็นภาวะถูกคุกคาม จากกิจกรรมการพัฒนา โดยไม่คำนึงถึงระบบนิเวศ ไม่คำนึงถึงวิถีชีวิตชุมชนและบริบทของคนลุ่มน้ำ

ปัญหาที่เกิดจากการดูดทรายจากแม่น้ำมูลก็ตามมาอีกระลอก ทั้งการพังทลายของตลิ่ง สร้างปัญหาทำลายพื้นที่ที่การทำนาของชาวบ้าน ทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำป่าทามให้ลดลง และระดับน้ำมูลที่เปลี่ยนสภาพ การเปลี่ยนเส้นทางการไหลของน้ำ เป็นผลกระทบที่ส่งผลต่อการขยายพันธุ์ของปลาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะท่าทรายที่อยู่ในเขต อ.ราษีไศล ชาวประมงพื้นบ้านที่ถูถเรือดูดทรายเกาะเกี่ยวทำให้ตาข่ายประมงของชาวบ้านเสียหายบ่อยครั้ง และให้ข้อมูลว่า มีการลักลอบนำเรือดูดทรายข้ามไปดูดทรายในเขต อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ บ่อยครั้ง จนทำให้พื้นที่โนนทามหลายแห่งจมหายไปทั้งหมดเพราะการดูดทรายบริเวณนั้น และยังมีการปล่อยน้ำมันเครื่องของเรือกระจายในแม่น้ำมูนและป่าทามก็หลายครั้ง เพียงแต่ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนี้เท่านั้นเอง ชาวประมงพื้นบ้านตำบลดอนแรดกล่าว

วันที่ 7 ตุลาคม 2564 เวลา 09.00 – 16.30 น. วัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ มอบหมายให้ สำรวย เกษกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ตรวจสอบสถานที่ขออนุญาตดูดทรายตามอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตให้ดูดทรายประจำจังหวัด ซึ่งได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ดูดทรายในพื้นที่ ต.น้ำคำ อ.เมือง, ต.หนองแวง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ 

การลงพื้นที่ตรวจสอบการดูดดทรายเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2564 (ภาพจากเว็บไซต์จังหวัดศรีสะเกษ)

ต่อมาหลังจากนั้น คณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าว ได้ประชุมเพื่อพิจารณา ตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้แทนปลัดจังหวัดศรีสะเกษ นายอำเภอกันทรารมย์ ผู้แทนนายอำเภอเมืองศรีสะเกษ ผู้แทนนายอำเภอกันทรลักษ์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนอุตสาหกรรมจังหวัด ผู้แทน ผอ.สนง.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ผู้แทน ผอ.โครงการชลประทานศรีสะเกษ ผู้แทน ผอ. โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง ผู้แทนปฏิรูปที่ดินจังหวัด ผู้แทนโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด ผู้แทนพาณิชย์จังหวัด ผู้แทน ผอ.สนง.สิ่งแวดล้อมภาคที่ 12 (อุบลราชธานี) ผอ.สนง.เจ้าท่าภูมิภาค (อุบลราชธานี) ผอ.สํานักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 (อุบลราชะานี) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมด้วย นับเป็นการยื่นมือเข้ามาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการดูดทรายของภาครัฐ ด้วยวิธีการดำเนินการที่อยู่บนฐานของความรู้ของชาวบ้านผู้ประสบภัยที่ตกอยู่ในภาวะโดดเดี่ยว

ระเบียบฯ ข้อ 19 ผู้ขออนุญาตดูดทรายต้องเป็นบุคคลหรือนิติบุคคล สัญชาติไทย และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้ 1) ดำเนินการด้วยตนเอง จะโอนสิทธิให้ผู้อื่นมิได้ 2) ทำการดูดทรายตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึง 18.00 น. 3) ไม่ทำการดูดทรายจนทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของทางราชการ หรือของผู้อื่น 4) ไม่ทำการเป็นที่กีดขวางการจราจร หรือก่อให้เกิดเสียงดังเป็นที่รบกวนบุคคลอื่น 5) แสดงใบอนุญาตไว้ประจำยานพาหนะ เครื่องมือ เครื่องใช้ หรือเครื่องจักรกล ที่ใช้ดูดทราย

การแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการดูดทรายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อีกหนทางหนึ่งที่คือการผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานวิชาการเร่งทำการวิจัยเพื่อหาสิ่งทดแทนหรือผลิตทรายเทียมขึ้นมาใช้งาน รวมถึงนวัตกรรมอื่นๆ ที่จะช่วยหาทางออกที่เกิดจากการใช้ทรายจากแม่น้ำให้กับการบริโภคทรัพยากรแบบเกินพอดีได้

การลงพื้นที่ตรวจสอบการดูดทรายโดยคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตให้ดูดทรายประจำจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2565 (ภาพจากเว็บไซต์จังหวัดศรีสะเกษ)

ทรายเทียม

สิ่งที่จะทดแทนทรายจากธรรมชาติ คือ ทรายเทียม (Manufactured sand) เรียกกันว่า M-Sand เป็นทรายที่ผลิตขึ้นจากหินที่มีอยู่ทั่วไป เช่น หินแกรนิต หินปูน กรวดแม่น้ำ หินภูเขา หินกรวด ทรายผุ หินบะซอลต์ หินแกรนิต ควอทซ์ แก็บโบร เป็นต้น นำมาผ่านขั้นตอนกระบวนการบด และคัดขนาด เพื่อให้ได้ขนาดที่ต้องการและแยกเอาฝุ่นละเอียดออกไป โดยทั่วไป M-Sand มีขนาดเล็กกว่า 4.75 มิลลิเมตร M-Sand ใช้ทดแทนทรายธรรมชาติ (Natural-Sand) ได้สำหรับการใช้งานก่อสร้างทุกประเภท

ข้อดี-ข้อเสีย ของ M-Sand กับ ทรายธรรมชาติ

  1. สามารถคัดเลือกขนาดที่ใกล้เคียงกันได้ตามที่ต้องการ ทั้งนี้ ต้องใช้คัดแยกฝุ่นละเอียดออกไปจาก M-Sand ที่ต้องการ
  2. รูปทรงลูกบาศก์ ขอบผิวไม่กลมมนเหมือนทรายธรรมชาติ แต่ข้อเสียคืออาจใช้น้ำเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยกับความสามารถในการเทเข้าแบบที่ลดลง
  3. มีมนทิลพวกดินหรือสารอินทรีย์ปะปนอยู่น้อย เพิ่มความแข็งแรงให้คอนกรีตได้ดี
  4. จัดหาได้สะดวกทุกช่วงฤดูกาลจากโรงโม่หินที่กระจายทั่วไปสามารถเลือกแหล่งใกล้ผู้ใช้ได้ ทำให้สามารถลดต้นทุนค่าขนส่ง
  5. ลดปริมาณการใช้ซิเมนต์ในงานคอนกรีตได้ประมาณ 15% สามารถลดต้นทุนซิเมนต์
  6. โรงโม่หินสามารถเปลี่ยนผลิตภัณฑ์หินบางขนาดที่มีความต้องการใช้น้อย เช่น หิน 3/8″ หรือหินฝุ่น ให้เป็น M-Sand ที่มีความต้องการ/ราคาสูงกว่าได้ จึงสามารถเพิ่มมูลค่า ลดต้นทุนจม และต้นทุนในการจัดเก็บได้
  7. ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อ่อนไหวเมื่อเปรียบเทียบกับทรายธรรมชาติที่อยู่ใกล้แม่น้ำ

เครื่องผลิตทรายเทียม Henan Dajia Mining Machinery Co., Ltd   ตั้งอยู่ เมือง Zhengzhou ประเทศจีน เป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกเครื่องผลิตทรายเทียมรายใหญ่ สามารถผลิตและส่งออกเครื่องผลิตทรายเทียมส่งออกไปยังออสเตรเลีย, อิตาลี, อินเดีย, อิรัก,  ไนจีเรีย, โคลัมเบีย, เวียดนาม, เม็กซิโก และประเทศและภูมิภาคอื่นๆ อีก 20 ประเทศ ด้วยจำนวนกว่า 70 ล้านเครื่อง ซึ่งนับว่าการแสวงหาสิ่งทดแทนหรือผลิตทรายเทียมขึ้นมาใช้งานนั้นมีแนวโน้มอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ทราย

นักวิจัยพบวิธีที่จะนำทรายจากทะเลทรายมาปรับแต่งเพื่อให้สามารถยึดจับกับปูนซีเมนต์ได้ดีขึ้นจนนำไปใช้ในการก่อสร้างได้แล้ว รวมถึงมีการคิดค้นวิธีผลิตทรายเทียมจากพลาสติกใช้แล้วได้สำเร็จ แต่เท่านี้ก็ยังไม่เพียงพอ ยิ่งจำนวนประชากรทั่วโลกเพิ่มจำนวนมากขึ้น ความต้องการใช้ทรายก็มีแต่จะเพิ่มปริมาณจากเดิม การวิจัยในรูปแบบนี้จึงต้องดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง จนกว่าจะพบวิธีลดการใช้ทรายธรรมชาติลงจนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

ทรายเทียม (Manufactured sand) เรียกกันว่า M-Sand (ภาพจากสำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่เขต 3 เชียงใหม่)

ห้ามส่งออกทราย

ปัจจุบันทรายเป็นสินค้าที่ต้องห้ามส่งออกไปนอกราชอาณาจักร เท่ากับว่านี้คือสัญญาณบ่งบอกถึงการลดลงของทรัพยากรทรายในประเทศ และสภาวะการเกิดการแย่งชิงทรัพยากรทรายได้เกิดขึ้นแล้วและจะรุนแรงมากขึ้น ทั้งด้านความต้องการทรายใช้ในการก่อสร้าง และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีการให้สัมปทานดูดทรายจะขยายวงกว้างและมากขึ้นนั้นเอง

โดยภาพรวมแล้วแม้ทรายจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าต่อมนุษย์ แต่การแสวงหาทรายและวิธีการนั้นได้นำพาปัญหาให้เกิดกับมนุษย์อีกส่วนหนึ่ง นับรวมถึงระบบนิเวศของแหล่งน้ำที่ถูกทำลายไป เช่นเดียวกับปัญหาที่เกิดกับพี่น้องชาวบ้านในพื้นที่ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ และคงเกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นกับพี่น้องชาวบ้านทุกพื้นที่ที่มีที่อยู่อาศัยและที่ทำกินติดกับแม่น้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำป่าทามที่จะค่อยๆ ถูกทำลายด้วยการดูดทรายทำให้จมหายไปกับการกักเก็บน้ำในระดับสูงของเขื่อน ควรที่จะมีมาตรการหรือทางออก เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ที่กำลังรุกคืบเข้ามาทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งเป็นเรื่องที่ไกลเกินความคาดหวัง และจะกลายเป็นปัญหาที่ยกระดับความขัดแย้งในการแย่งชิงทรัพยากรทรายเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นปัญหาระดับภูมิภาคและระดับประเทศต่อไป 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะไม่สามารถฟื้นฟูระบบนิเวศทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของผู้ได้รับผลกระทบกลับคืนมาดั่งเดิมได้ ดั่งเช่น ชายชราอย่างพ่อเฒ่าโสม ชูยิ่ง แห่งบ้านทับใหญ่ ที่กำลังถูกปล่อยให้ประสบกับปัญหาผลกระทบแต่เพียงผู้เดียว ไร้ผู้เหลียวแล

แหล่งข้อมูล

image_pdfimage_print