จากพังโคนถึงธาตุพนม บันทึกการเดินเท้าบนทางเกวียน สองมือขาบ (กราบ) พระอุรังคธาตุ

ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาที่มีมาแต่เก่าก่อนในอินเดียประเทศ เดินทางแผ่ศรัทธามายังแผ่นดินริมฝั่งแม่น้ำโขง กระทั่งถึงปัจจุบันก็ล่วงเข้าสู่พุทธสหัสวรรษที่ 3 แล้ว แม้วันคืนจะเวียนเคลื่อนดาวเดือนจะผ่านผัน พระพุทธศาสนายังคงเรืองรองด้วยแรงศรัทธาของศาสนิกชนที่มีต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ไม่ขาด 

การเดินทางเข้ามาของพระพุทธศาสนาในดินแดนแถบนี้ มิได้มีเพียงพระธรรมคำสอนขององค์พระศาสดาหรือแนวปฏิบัติตามหลักศาสนาเท่านั้น แต่การเกิดขึ้นของศาสนสถานก็ถูกสร้างขึ้นพร้อมกันมากว่าหลายกาลสมัย ดังที่เห็นเป็นประจักษ์ชัดเจนจนถึงทุกวันนี้ คือ “พระธาตุพนม” องค์พระธาตุแห่งศรัทธาของผู้คนสองฝั่งโขง ที่ระบุปีการสร้าง ตั้งแต่ พ.ศ. 8 อ้างอิงตาม “ตำนานอุรังคธาตุ” กระทั่ง พ.ศ. ปัจจุบัน พระธาตุพนมยังคงเด่นตระหง่านเป็นศูนย์รวมแห่งธรรมของผู้คนเสมอมา ศาสนิกชนใกล้ไกลเดินทางมากราบไหว้พระธาตุพนมอยู่ไม่ขาด

ในอดีต การเดินทางเพื่อไปสักการะพระธาตุพนมของคนอีสานจะอาศัยวิธีการเดินทางเท้า ซึ่งเป็นวิถีการสัญจรของสังคมแบบเก่าที่นิยมใช้เส้นทางการค้า การขนส่งหรือสัญจรโดยทางบกมากกว่าทางน้ำ เหตุนี้ก็เพราะวิถีการผลิตของชาวอีสานต้องทำการเกษตรตลอดช่วงฤดูฝนจนสิ้นฤดูการเก็บเกี่ยว แล้วจึงเริ่มออกเดินทางในช่วงหน้าแล้ง 

วันนี้ The Isaan Record ขอนำเสนอเรื่องราวของศาสนิกชนคนอีสาน กับการเดินทางเมื่อครั้งอดีต โดยวิธีการเดินเท้าบนทางเกวียนเพื่อไปกราบองค์พระธาตุพนม โดย ศิริ งามนา คุณปู่วัย 75 ปี ชาว อ.พังโคน จ.สกลนคร ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวแรมเดือนของการเดินทางและความศรัทธาของศาสนิกชนที่มีต่อองค์พระธาตุพนม เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ชวนท่านผู้อ่านมาสดับรับศรัทธาไปพร้อมกันในบทความนี้

ย่างล่ายๆ ไปไหว้พระธาตุพนม

ในอดีต การเดินทางเชื่อมกันของสองสถานที่ อย่างการเดินทางระหว่างหมู่บ้านกับหมู่บ้าน การเดินทางระหว่างเขตที่อยู่อาศัยกับแหล่งที่ทำการเกษตร หรือการเดินทางระยะไกลจากถิ่นที่อยู่เดิมไปยังถิ่นที่อยู่ใหม่ การเดินทางด้วยเท้าถือเป็นวิธีหลักที่ได้รับความนิยม เหตุนี้ก็เนื่องมาจากพัฒนาการทางเทคโนโลยีในอดีตยังไม่สามารถตอบสนองด้านการเดินทางของมนุษย์ได้ดีนัก อย่างการเกิดขึ้นของรถยนต์หรือยานพาหนะอื่นๆ ในยุคหลัง การเดินทางสัญจรจึงเกิดขึ้นในลักษณะของการเดินเท้าโดยส่วนใหญ่ ส่วนระยะเวลาในการเดินทางหากเป็นการเดินทางระยะไกลก็จะใช้เวลาแรมเดือนแรมปีจึงจะถึงที่หมาย

เช่นเดียวกับการเดินทางของคนสมัยก่อนเพื่อไปสักการะพระธาตุพนมที่ จ.นครพนม ก็จะอาศัยวิธีการเดินทางด้วยเท้าและใช้เกวียนสำหรับทุ่นแรงบรรทุกสัมภาระ ข้ามหมู่บ้านข้ามอำเภอเพื่อให้ถึงที่หมาย คือ อ.ธาตุพนม ซึ่งเรื่องราวของการเดินทางทั้งหมดได้ถูกบันทึกผ่านเลนส์ตาและความทรงจำของผู้คนมาหลายรุ่นหลายสมัย หนึ่งในนั้นคือปราชญ์รุ่นเก๋าวัย 75 คนนี้ ที่เม็มโมรีเรื่องราวไว้ให้เราสืบข้อเท็จจริงต่อไป

ศิริ งามนา หรือ ปู่เถียร ชาว อ.พังโคน จ.สกลนคร เล่าให้ฟังว่า เมื่อตอนเป็นเด็กมักจะเห็นผู้คนเดินเท้าเพื่อไปกราบพระธาตุพนม โดยจะเดินแถวเป็นขบวนผ่านหมู่บ้านของตนเป็นประจำ

“สมัยปู่อายุประมาณ 6-7 ขวบ ช่วงเข้าเรียน ป.1 ปู่ก็เห็นคนย่างล่ายๆ (เดินเป็นขบวน) บ่รู้จักว่าเพิ่นไปไส (ไปที่ไหน) ก็เลยไปถามพ่อ พ่อก็ตอบว่า คะเจ้า (พวกเขา) ไปไหว้ธาตุพนม”

เส้นทางจาก อ.พังโคน ถึง อ.ธาตุพนม หากเดินทางด้วยรถยนต์อย่างในปัจจุบันจะใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงกับระยะทาง 160 กม. แต่ในอดีตที่เดินทางด้วยการเดินเท้า ระยะทางที่เท่ากันแต่คงใช้วันเวลาเกือบแรมเดือน 

“ฝูงคนจะเดินทางตามสายทางไปธาตุพนม เมื่อก่อนจะเป็นแค่ทางเท้าเล็กๆ อย่างที่บ้านปู่ก็จะมีระยะทางกว่า 160 กม. เดินทางเท้ามาตามเส้นทางสายเก่า ซึ่งเป็นแค่ทางเกวียนเล็กๆ เท่านั้น

“เคยได้ยินมาว่าแถวอุบลฯ ก็จะใช้วิธีการเดินเท้าเช่นกัน ในสมัยก่อนการเดินทางจากอุบลฯ จะเดินทางผ่าน อ.โขงเจียม อ.อำนาจเจริญ เดินย้อนขึ้นมาด้านบน อาศัยการหากินตามลำน้ำโขงขณะเดินทาง

“ส่วนทางลัดที่ใกล้ที่สุดสำหรับการเดินทางไปไหว้พระธาตุของปู่ในตอนนั้น คือทางลัดไปเส้น จ.สกลนคร ไทเฮา (พวกเรา) จะลัดไปทาง จ.สกลนคร – อ.นาแก – อ.โคกศรีสุพรรณ พอถึง อ.นาแก จะเจอสามแยกบ้านต้อง จากนั้นจะเดินเลี้ยวซ้ายและไปถึงธาตุพนม ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 เดือน”

ปู่เถียร อธิบายให้ฟังถึงเส้นทางจาก อ.พังโคน ไปจนถึง อ.ธาตุพนม ที่แม้จะใช้เส้นทางลัด แต่ก็ใช้ระยะเวลาแรมเดือนเช่นเดิม หลังจากนั้นในยุคที่เริ่มมีรถลาสำหรับการสัญจร การเดินทางไปไหว้พระธาตุพนมก็ยังเกิดขึ้นโดยต่อเนื่อง แม้ในหนึ่งอำเภอจะมีรถยนต์เพียง 1 คัน ก็ตาม 

“ในยุคหลังก็จะเริ่มมีการเดินทางด้วยรถ เป็นรถกระบะ 6 ล้อ ISUZU คันเก่า วิ่งบนทางแดง (ถนนลูกรัง) สมัยก่อนจะมีรถแค่ไม่กี่คันในหมู่บ้านหรืออำเภอ รถกระบะ รถหกล้อ จะถูกใช้เป็นรถประจำทาง เส้นอุดร-สกล-นครพนม จะมีรถวิ่งวันละเที่ยว แต่เป็นรถกระบะไม่มีหลังคา เอาไม้วางขวางแล้วขึ้นนั่งได้เลย”

ศิริ งามนา หรือ ปู่เถียร (ผู้ถ่ายทอดเรื่องราว)

แต่งเตรียมสัมภาระก่อนการออกเดินทาง

การเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรของชาวอีสานอย่าง “ข้าว” ผลผลิตหลักที่หล่อเลี้ยงผู้คนมานานนับ จะเกิดขึ้นช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนธันวาคม ระหว่างก่อนถึงช่วงเริ่มฤดูทำการเกษตรในเดือนพฤษภาคม จะมีช่วงเวลาว่างเว้นกว่า 4 เดือน โดยประมาณ คนอีสานในอดีตจะใช้เวลาช่วงนี้เพื่อเตรียมการก่อนออกเดินทางไปไหว้พระธาตุพนม เพราะการเดินทางที่กว่าจะถึงที่หมายคงต้องใช้เวลาแรมเดือนเพื่อให้ถึง อ.ธาตุพนม 

“แต่ละหมู่บ้านเขาจะประชุมกันก่อนไป จากนั้นก็จะเกณฑ์คนก่อนออกเดินทาง ก็จะมีพระสงฆ์ ผู้เฒ่าผู้แก่ นายฮ้อย นายพราน ที่มีความพร้อมในการเดินทาง เวลามีคนถามว่า ไปไสน้อ? เราก็จะขานตอบกลับมาว่า ไปไหว้ธาตุ 

“ในอดีตไม่ว่าพระองค์ไหนทั้งในอีสานหรือภาคอื่นๆ ก็ต้องจาริกเพื่อไปบำเพ็ญภาวนากราบไหว้ธาตุพนมให้ได้ เพราะพระธาตุพนมคือที่บรรจุพระอุรังคธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

“หลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จก็จะเริ่มเตรียมตัวเลย สีข้าวเอาใส่เกวียน ขึ้นเกวียนใครเกวียนมัน แต่ความจริงก็เอาไปกินด้วยกันระหว่างทางนั่นแหละ มีพระสงฆ์ มีผู้นำหมู่บ้าน มีหลักเฒ่าหลักแก่ (ผู้เฒ่าผู้แก่) ที่พาเฮ็ดพาทำ เป็นผู้ถือฮีตถือคองประเพณีการไปไหว้ธาตุ”

ปู่เถียรยังเล่าให้ฟังอีกว่า ยานพาหนะที่พอจะช่วยทุนแรงในการขนข้าวของ หรือลดการเหนื่อยล้าจากการเดินเท้า คือ “เกวียน” ยานพาหนะสำคัญของคนอีสานในอดีต เกวียนจะมีสองแบบคือ “เกวียนเทียมวัว” และ “เกวียนเทียมควาย” ใช้บรรทุกสิ่งของขณะเดินทางหรือสามารถขึ้นนั่งแทนการเดินเท้าได้ 

เกวียนจะวิ่งบนทางเกวียน ที่เรียกว่า “โสก” หรือ “โสกเกวียน” มีลักษณะชัดเจนคือร่องรอยของล้อเกวียนที่เสียดหมุนไปกับพื้นดิน หิน ทราย หรืออื่นๆ ตามแต่เส้นทางจะไป การเดินทางไปไหว้ธาตุพนมเช่นกันก็จะใช้เกวียนเพื่อบรรทุกสรรพอาหารและสิ่งของเครื่องใช้อื่นๆ 

“การเดินทางในอดีตจะเดินทางบนทางเกวียน ทางเกวียนคือทางที่ถูกถางมีร่องรอยเกวียนที่ชาวบ้านใช้เดินทางไปมาหากัน สัมภาระทั้งหมดจะถูกขนใส่เกวียน บางคนก็สะพายถุง สะพายย่าม มีอาหารการกินเป็นของแห้ง เช่น ปลาย่าง แจ่ว หรืออื่นๆ ที่เป็นอาหารอีสานบ้านเฮา” 

การใช้เกวียนเพื่อการสัญจรในอดีต

กลางท่ง ลงหนอง สองฟากฝั่งทาง 

ปู่เถียรเล่าให้ฟังถึงความอุดมสมบูรณ์ของสองข้างทางเกวียน บรรยากาศของขบวนผู้คนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความสนุกสนาน และเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ทั้งการหาอยู่หากินแบบชาวอีสาน การค้างแรมตามวัดวาอาราม และการสร้างสัมพันธ์กับผู้คนต่างหมู่บ้านขณะเดินทาง

“บรรยากาศตอนนั้น มีความสุขมาก เป็นความสุขตามอัตภาพของคนสมัยก่อน ผู้คนจะหากินตามทุ่งตามนา บ้านเมืองยังเกิดขึ้นไม่เยอะ จำนวนของผู้คนก็ยังบ่หลาย (ไม่มาก) อยู่อาศัยกันอย่างแน่นแฟ้น 

“ส่วนอาหารหลักก็คือปลาแดก เกลือสินเธาว์ และของป่าตามธรรมชาติ สมัยก่อนอาหารการกินจะไม่นิยมซื้อขาย เราต้องเตรียมไปจากบ้าน อาหารที่เตรียมไปหลักๆ ก็จะมีย่างปลาแห้ง คั้นปลาส้ม ปลาแดกปลาร้า 

“หรือไม่ก็มีการหาปลาตามห้วยหนองข้างทางทั้งขาไปและขากลับ ตอนเย็นก็แบกแหเอาลงน้ำเพื่อไปหาปลามาเป็นอาหารของวันพรุ่งนี้ มีการหาปลาข่อน (ปลาน้ำลด) มาทำหมกปลา หายิงนกยิงหนูตามข้างทาง เพราะการเดินทางจะมีชาวบ้านที่เป็นนายพรานไปด้วย

“ส่วนมากในสมัยก่อนคนจะไม่ค่อยมีเงินกัน ไม่มีที่ซื้อที่ขาย มีแต่ขอกันกิน สมมุติระหว่างทางข้าวหมดกิน ก็ต้องขอข้าวกินตามรายทาง ส่วนตลาดก็คือห้วยหนองตามเส้นทาง นกหนูปูปีกตามท้องไร่ท้องนาก็จะหากินได้ตลอด

“การพักแรม ก็จะพักตามวัด ตามทุ่งนา เพราะอาศัยว่าพระจะได้ฉันข้าวในวัดไปด้วยขณะที่อาศัยพักแรม บางคนก็จะพักตามไร่นา ตื่นมาก็จะนึ่งข้าวใส่บาตรพร้อมกับพระที่อยู่ประจำถิ่นนั้นๆ ที่เราผ่านไป ซึ่งเป็นประเพณีประจำปีก็ว่าได้”

เรื่องราวรายทางที่ปู่เถียรเล่าให้ฟังนั้น สามารถสะท้อนสภาพสังคมอีสานได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่การใช้ชีวิตที่แนบชิดกับธรรมชาติ น้ำใจไมตรีที่มีต่อกันในฐานะเจ้าถิ่นและผู้มาเยือน กระทั่งการฝักใฝ่ในพระพุทธศานาที่เห็นได้จากระหว่างการเดินทางก็จะมีพระสงฆ์ติดตามไปด้วย อีกทั้งการไปกราบพระธาตุพนมที่เป็นหมุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งนี้ ยังสะท้อนให้เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนา ที่มีอิทธิพลต่อสังคมอีสานมาอย่างยาวนาน

ฮอดหม่องบ่อนสถาน

การเดินทางด้วยเท้าที่ใช้ระยะเวลากว่า 1 เดือน ตามคำบอกเล่าของปู่เถียร ก็ถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งไว้ ที่นี่คือ “องค์พระธาตุพนม” อ.ธาตุพนม จ.นครพนม องค์พระธาตุตั้งตระหง่านบนเนินดิน รายล้อมไปด้วยสาธุชนจากสองฝั่งโขงที่ต่างเดินทางมาเพื่อจุดประสงค์เดียวกัน

“พอไปถึงธาตุพนม สมัยก่อนเขาจะทำเป็น “ผาม” เพื่อให้คนต่างจังหวัดที่เดินทางมาได้พักแรม ผามคือตูบลักษณะยาวรอบธาตุพนม แต่เมื่อก่อนจะมุงด้วยหญ้า ทำเป็น 3-4 ชั้นอ้อมพระธาตุพนม แบ่งเป็นล็อคๆ เช่น หมู่บ้านนครพนม หมู่บ้านอุดรธานี 50-60 คน พักนอนที่นั่น กระจายๆ กันไปโดยรอบภูกำพร้า โนนดินบริเวณตั้งพระธาตุพนมองค์เก่า กิจกรรมที่ทำก็จะเป็นการสวดมนต์ ทำวัตรเช้า ทำวัตรแลง (เย็น) ตามปกติ

“พอถึงธาตุพนมจะใช้เวลาอยู่ที่นั่นประมาณ 15 วัน และเดินทางกลับอีก 1 เดือนเบ็ดเสร็จคือร่วม 2 เดือน สำหรับการใช้เวลาไปไหว้ธาตุพนม”

ปู่เถียรเสริมให้ฟังอีกว่า ครั้งที่ “พระธาตุพนมล้ม” เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2518 อันมีเหตุมาจากสภาพฝนฟ้าอากาศที่ตกหนักและเกิดพายุพัดแรงติดต่อกันหลายวัน อีกทั้งความเก่าแก่ขององค์พระธาตุพนมที่ถูกสร้างมานานหลายปีก็เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา เหตุนี้ทำให้สาธุชนต่างโศกเศร้าเสียใจกันถ้วนหน้า คนสองฝั่งคนเดินทางมาที่พระธาตุพนมโดยพร้อมกันเพื่อแสดงความอาลัยต่อองค์พระธาตุ

“สมัยพระธาตุล่ม (ล้ม) ก็สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้คนทั่วสารทิศ ไทบ้านไทเมืองร้องห่มร้องไห้กันถ้วนหน้า “บ่มีอีกแล้วธาตุพนม บ่มีผู้ใดมาสร้างอีกแล้ว” ความคิดคล้อยของผู้คนในตอนนั้น ซึ่งไม่ใช่แค่คนอีสาน คนภูมิภาคอื่นๆ ต่างก็เสียใจเช่นกัน”

แม้พระธาตุพนมจะเคยล้มไป แต่ด้วยแรงศรัทธาแห่งธรรมก็ทำให้องค์พระธาตุกลับมาเด่นตระง่านเป็นศูนย์รวมจิตใจของศาสนิกชนอีกครั้ง ประชาชนทั้งประเทศได้ร่วมบริจาคทุนทรัพย์และรัฐบาลได้ดำเนินการก่อสร้างองค์พระธาตุขึ้นใหม่ตามแบบเดิมจนเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2522 

แรงศรัทธาของข้าโอกาส ลูกพระธาตุ หลานพระธรรม

“พระธาตุพนม” ตามความเชื่อของผู้คนในแถบนี้ เชื่อกันว่าเป็นสถานที่บรรจุพระอุรังคธาตุ (กระดูกหน้าอก) ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ต.ธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง ผู้คนสองฟากฝั่งต่างนับถือว่า “พระธาตุพนม” เป็นองค์พระธาตุที่สำคัญที่สุด

งานวิจัยเรื่อง The Legend of Urangadhat and Discourse on the Creation of Phra That Phanom Pagoda ศึกษาโดย เบญจวรรณ นาราสัจจ์ และ ภควดี ทองชมภูนุช อธิบายว่า จากการศึกษาภูมิหลังตามตำนาน “นิทานอุรังคธาตุ” ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ผู้คนสองฝั่งโขงเล่าสืบต่อกันมาและจดจารบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในรูปแบบต่างๆ โดยมีเรื่องราวเกี่ยวกับการเสด็จของพระพุทธเจ้าไปยังแผ่นดินสองฝั่งโขง และในเวลาต่อมาอาณาบริเวณแห่งนี้ได้กลายเป็นที่ตั้งของ “อาณาจักรล้านช้าง” พร้อมแสดงพุทธทำนายว่าด้วยการกำเนิดและการเปลี่ยนบ้านแปลงเมือง รวมถึงเรื่องราวบุคคลสำคัญที่จะได้ร่วมสร้างและบูรณะองค์พระธาตุพนมในกาลต่อมา 

เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว 8 ปี จึงมีการสร้าง “อูบมุง” ที่ภูกำพร้าตามที่รับสั่งไว้และบรรจุพระอุรังคธาตุโดยพระมหากัสสปะและพญาทั้ง 5 จากเมืองต่างๆ

ในบริเวณใกล้เคียง แต่ยังมิได้มีการ “ฐาปนา” พระอุรังคธาตุอย่างสมบูรณ์เพื่อรอผู้มีบุญมาดำเนินการ ในที่นี้หมายถึง “พญาสุมิตตธรรมวงศา” แห่งเมือง “มรุกขนคร ร่วมกับพระอรหันต์ 5 องค์ เป็นผู้มาบูรณะเจดีย์พระธาตุด้วยการก่อพะลานอูบมุงชั้นต้นและชั้นที่สอง แล้วนำพระอุรังคธาตุบรรจุในเจดีย์ศิลา เมื่อ พ.ศ.500 

จากกระแสธารแห่งพระพุทธศาสนาขององค์บรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ถูกจดจารบันทึกและเล่าต่อกันมาจนกลายเป็นกระแสธารแห่งความเชื่อและศรัทธาที่มีต่อองค์พระธาตุพนม ทำให้พระธาตุพนมถูกสถาปนาว่าเป็นองค์พระธาตุที่สำคัญที่สุดของผู้คนในแถบนี้มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะผู้คนสองฟากฝั่งแม่น้ำโขง 

ดังที่ปู่เถียร อธิบายขยายความให้เราฟังถึงความรักความศรัทธาที่มีต่อองค์พระธาตุพนมของผู้คนสองฝั่งโขง ว่า

“คนอีสานจะมีความเชื่อเกี่ยวกับอิทธิพลปาฏิหาริย์ และเชื่อกันว่าเมื่อไปไหว้ธาตุแล้ว จะได้พบพระศรีอาริย์ พบพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป เพราะที่นั่นบรรจุพระอุรังคธาตุของพระพุทธโคตมเอาไว้ ซึ่งหมายความว่าที่นั่นมีพระพุทธเจ้าประทับอยู่ 

“ขณะเดียวกันผู้คนต่างก็เชื่อกันว่าพระศรีอาริย์องค์ต่อไปที่จะจุติขึ้นมาอีกครั้ง หรือหลังจาก 5,000 ปี ก็จะมีพระพุทธเจ้ามาโปรดไทเฮา (พวกเรา) การไหว้ธาตุจึงเหมือนการไปไหว้พระพุทธเจ้าองค์ใหม่ ให้เรานับถือต่อไป”

ปัจจุบันแม่วันเดือนจะเลยผ่าน เหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระธาตุพนม ถูกบันทึกและจัดเก็บเรื่องราวแห่งความทรงจำไว้ในใจของพุทธศาสนิกชนเรื่อยมา ตราบนานเท่านาน กระทั่งความเชื่อที่มีต่อพระธาตุพนมถูกพิสูจน์เพื่อสืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเกิดขึ้นขององค์พระธาตุ ทั้งการศึกษาผ่านหลักฐานทางโบราณคดี หรือการศึกษาผ่านตำนาน นิทาน เรื่องเล่า แต่ความเลื่อมใสต่อองค์พระธาตุของสาธุชน คงไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรให้มากนัก ดังคำพูดของคุณปู่เถียร ถึงความศรัทธาในฐานะข้าโอกาส ลูกพระธาตุ หลานพระธรรม มากว่า 75 ปี 

“ความเชื่อเหล่านั้นยังหลงเหลือ ตอนนี้ปู่อายุ 75 ก็ยังคงรู้สึกว่าพระธาตุพนมยังคงอยู่ได้ด้วยพลังแรงใจและความเชื่อของชาวอีสานทั่วประเทศ ถ้าคนไม่เชื่อ คงไม่มีใครไปสร้างเพชรเม็ดใหญ่บนยอดพระธาตุ ทุกวันนี้ความเชื่อดังกล่าวยิ่งเยอะขึ้น คนหนุ่มคนสาวที่มีโอกาสได้ไปไหว้พระธาตุพนมก็จะหน้าชื่นตาบาน ปู่จะเห็นภาพแบบนี้ตั้งแต่เล็กจนโต

“พระธาตุพนมเป็นหัวใจสำคัญของคนอีสานทุกคน เกิดมาครั้งหนึ่งต้องไปกราบไปไหว้ให้ได้ สิ่งนี้ถูกพูดต่อๆ กันมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ความศรัทธาต่อองค์พระธาตุนั้นมีมานานมากแล้ว นับวันยิ่งทวีเพิ่มขึ้น”

ปัจจุบันงานสักการะพระธาตุพนม จะจัดในวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3 จนถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี รวม 9 วัน 9 คืน เพื่อเป็นพุทธบูชาถวายแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธศานิกชนทุกทั่วหัวระแหงต่างเดินทางหลั่งไหลมายังวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารโดยถ้วนหน้า และมีจำนวนมหาศาลทุกปี แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาต่อพระศาสนาที่นับวันยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น 

ส่วนการเดินเท้าเพื่อไปไหว้พระธาตุพนมในปัจจุบัน ยังคงปรากฏให้เห็นในลักษณะของการจาริกธุดงค์ของพระสงฆ์ ซึ่งจะเดินทางตามสายทางลัดเลาะตามหมู่บ้านหรือเดินทางกันเป็นขบวนบนท้องถนน และพักแรมตามวัดที่เป็นทางผ่านคล้ายกับการเดินทางในอดีต สาธุชนทั้งหลายเมื่อทราบว่าจะมีพระผ่านทางมาก็จะเตรียมการต้อนรับและใส่บาตรเพื่อให้เกิดกุศลต่อไป

พระธาตุพนมเมื่อปี พ.ศ. 2532