ขณะที่ อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น กำลังถูกพูดถึงในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของภาคอีสาน ที่ชูเรื่องวิถีชุมชนที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเรียบง่าย และไม่ปรุงแต่ง ในห้วงเวลาเดียวกันกลับมีประเด็นเรื่องความพยายามที่จะทำเหมืองหิน ซึ่งแน่นอนว่าขัดแย้งกับภาพของ อ.สีชมพู ที่กำลังถูกระบายสีเขียวบนหน้าสื่อแบบคนละทิศคนละทาง

หนึ่งในคนที่ติดตามเรื่องนี้ ทั้งในฐานะของคนผลักดันเรื่องการท่องเที่ยววิถีชุมชน และคนที่มีบ้านเกิดเป็น อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น คือ ครูสอญอ – สัญญา มัครินทร์ ซึ่งเขายอมรับว่า สถานการณ์ในขณะนี้ถูกความผิดปกติทำให้เป็นเรื่องปกติ และความเงียบของชุมชนกำลังศิโรราบต่อเสียงระเบิดหิน

15 มีนาคมนี้ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น จะลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครูสอญอบอกกับเราว่า เสียงเหล่านั้นกำลังถูกแยกออกเป็นคนที่เห็นคล้อยตามผู้นำชุมชน และอีกกลุ่มคือลุกขึ้นมาคัดค้าน

“สถานการณ์ในชุมชนตอนนี้ดูผิดปกติมาก เหมือนยอมศิโรราบไปแล้ว ผู้นำในชุมชนก็ดูเงียบ 

“พอเรารู้ว่าในชุมชนมีกำลังไม่มาก ส่วนตัวเราก็ไม่ได้มีประสบการณ์เยอะ จึงโทรหากลุ่มดงมะไฟ กลุ่มดาวดิน เพื่อขอคำแนะนำ เติมความรู้ในการเคลื่อนไหวต่อจากนี้ การขยับต่อมาคือการเขียนป้าย สื่อสารทางโซเชียลมีเดีย และจะมีการไปยื่นเรื่องร้องทุกข์ตามจุดต่างๆ”

The Isaan Record ชวนครูสอญอ – สัญญา มัครินทร์ พูดคุยอย่างกระชับ เพื่อประเมินสถานการณ์เฉพาะหน้า ว่าอนาคตของวันพรุ่งนี้ สีชมพูจะยังมีเฉดด้านสว่าง หรือกำลังเดินทางสู่มุมมืด

ชะตาของภูเขาน้อย ภูเขาดิน

“เดิมทีแล้วในชุมชนเบื้องต้นพอรู้คร่าวๆ ว่าจะมีการทำสัมปทาน แต่ไม่รู้ว่าจะทำตรงไหน ภูเขาลูกนี้จริงๆ แล้ว อยู่ในพื้นที่อยู่อำเภอชุมแพ เพียงแค่ข้ามถนนไป แต่ผลกระทบอยู่ที่ อ.สีชมพู คนในพื้นที่เรียก ภูเขาน้อย ภูเขาดิน ซึ่งในอดีตที่นี่เคยมีตาน้ำมาก่อน ปัจจุบันเป็นภูเขากึ่งกลางระหว่างภูเขา 2 ลูกที่ภายในนั้นมีงานศิลปะถ้ำอายุเป็นพันปี ซึ่งห่างกันเพียง 300 เมตรเท่านั้น ถือว่าใกล้กันมาก หากมีการระเบิดคงจะกระทบภูเขาทางประวัติศาสตร์แน่นอน

“ตอนนี้มีชาวบ้านบางกลุ่มเข้าไปตัดไม้ เพื่อนำไม้มาใช้ประโยชน์ เพราะเขาคิดว่าอย่างไรเสีย ภูเขาลูกนี้ก็ถูกสัมปทานแน่นอน ก็ขอเอาไม้พวกเขานี้ไปทำอย่างอื่นสักหน่อย แถมพวกค้าไม้ในพื้นที่ก็ฉวยโอกาสนี้มาตัดไม้ไปขาย ทำให้ภูเขาดินในตอนนี้ เป็นภูเขาหัวโล้นไปโดยปริยาย”

ผลการกระทบที่จะเกิดขึ้น หากถูกสัมปทานสำเร็จ

“อันดับแรกเลยเราเคยมีประสบการณ์ที่ตำบลดงลานในครั้งก่อน เมื่อมีเหมืองหินแล้ว ทำให้เกิดฝุ่น ส่งผลต่อสภาพอากาศในพื้นที่ ถนนพังเละเทะ สร้างความยากลำบากต่อการเดินทาง ข้อสังเกตอีกอย่างพอเขาเข้ามาเป็นเจ้าของพื้นที่ เหมือนเขาจะมีอำนาจในการครอบครองแหล่งน้ำ กลายเป็นคนมีอำนาจ เป็นคนมีบุญคุณกับชุมชนแทน ฉะนั้นชาวบ้านอย่ามาส่งเสียงเรียกร้องเลย ทั้งที่ผลกระทบจากเหมืองหินทำให้เกิดสารปนเปื้อนกับน้ำ แถมกระทบกับความงาม แหล่งท่องเที่ยวของ อ.สีชมพู ด้วย

“คนในชุมชนส่วนมากชาวบ้านรู้สึกไม่เอา แต่ปัญหาในตอนนี้ก็คือยังขาดผู้นำในชุมชน ผู้นำในชุมชนไม่ได้หมายถึง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านนะ แต่หมายถึงผู้ที่จะนำพาคัดค้าน ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ 

“ซึ่งคนที่ไปนำกลับเป็นโซนพวกผมที่อยู่อีกตำบลหนึ่ง แต่ถ้าได้คนในพื้นที่ก็จะดี เวลาเคลื่อนขบวนจะง่าย ด้านชาวบ้านลึกๆ แล้วเขากลัว พอเห็นเอกสารก็ไม่กล้า ไม่มีข้อมูลไปสู้ตราครุฑ สู้กับทางการที่มีคำสั่งลงมา

“ทางออกที่พอเป็นไปได้ คือการเชิญกรมศิลปากรจังหวัดมาตรวจสอบ ถ้าพบศิลปะถ้ำ พบตาน้ำ หากเป็นเช่นนั้น พ.ร.บ.แร่ จะคุ้มครอง ตามมาตรา 17 วรรค 2 อันนี้จะเป็นอีกวิธีที่จะปกป้องภูเขาลูกนี้ไว้ได้”

รัฐกับทุนจับมือกันแน่น ปล่อยให้ชาวบ้านสู้ตามลำพัง

“สถานการณ์ตอนนี้คิดว่ารัฐกับทุนจับมือกันเรียบร้อยแล้ว เท่าที่ทราบศึกษาข้อมูลมารัฐบาลเพื่อไทยหนุนให้มีการสัมปทานเหมือง ในพื้นที่สภาตำบลก็กำลังเชิญให้ชาวบ้านมาแลกเปลี่ยน มาร่วมกันแสดงความคิดเห็น แต่หนังสือที่เชิญมีแค่ 2 หมู่บ้านในรัศมีใกล้ จึงเป็นจุดสังเกตว่าสถานการณ์ค่อนข้างแปลกและอึมครึม

“แผนที่วางไว้ตอนนี้ คือ เก็บข้อมูล ช่วยกันสื่อสาร อาจจะมีแคมเปญถ่ายรูปกระดาษ #Saveสีชมพู หาเพื่อนมาช่วยทีม หาเครือข่ายที่ขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม ชวนตั้งวงสนทนา เติมข้อมูลเรื่องสิทธิ์ เพื่อเสริมสร้างกำลังใจให้คนในพื้นที่

“เราต้องการให้คนนอกช่วยกระจาย ช่วยสื่อสาร ให้คนอื่นๆ ได้รับรู้ว่า สีชมพูเหมือนถูกปล้นนะ

“หลายต่อหลายครั้งแล้วคนในพื้นที่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องลุกขึ้นมาแก้ปัญหาหรือจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านตัวเอง ถ้าคนข้างนอกช่วยกันสื่อสาร กระจายข่าว ก็จะช่วยให้คนในพื้นที่ ที่กำลังต่อสู้อยู่ มีกำลังใจ อย่างน้อยๆ เขาจะได้รู้ว่าตัวเองไม่ได้สู้อยู่คนเดียว”

บ้านเกิดที่กำลังจะมีเหมืองหิน

“ผมเจ็บปวด ที่ทรัพยากรบ้านตัวเองถูกนำไปรับใช้ความเจริญที่ไม่ใยดีกับพื้นที่ ธรรมชาติในพื้นที่ถูกเอาไปดูแลใครก็ไม่รู้ แต่เอาจริงๆ โรงโม่เราไม่ปฏิเสธนะ เพราะเรายังใช้ซีเมนต์ เรายังใช้ถนน แต่ถ้าคุณจะทำ ขอได้ไหม ขอเอาทรัพยากรในพื้นที่ตรงนี้ มาดูแลชาวบ้านด้วยได้ไหม เพราะทรัพยากรก็เป็นของคนในพื้นที่ แต่สิ่งที่เราได้รับกลับเป็นสภาพอากาศที่แย่ลง ถนนที่พังเละเทะ และชาวบ้านก็ขัดแย้งกัน

“ผมอกหักมาเยอะแล้ว ถ้าเขาจะทำซ้ำและทำให้ได้ มันก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้า ยิ่งพวกเขาเห็นว่าสีชมพูสร้างเหมืองหินได้อีกแล้ว ทำไมมันง่ายจัง ครั้งหน้าเขาก็จะมาทำอีก แต่ถึงตรงนี้ผมก็จะสู้ สู้เพื่อชนะ หรืออย่างน้อยก็สู้เพื่อประวิงเวลา สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ถ้ามองบวก ผมก็เริ่มเห็นคน คนที่เขาจะร่วมด้วย ถึงแม้สุดท้ายจะเกิดอะไร ผมก็ยอมรับได้ ตอนนี้ผมก็มีความหวังนะ เชื่อว่าจะหยุดเหมืองนี้ได้”

image_pdfimage_print