บ่ายอ่อนกลางสัปดาห์หลังปิดภาคเรียน The Isaan Record เดินทางไปที่ชุมชนโพนบก ชุมชนคนเวียดนามเก่าที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในนครพนมตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 วันนี้เรานัดหมายกับ อาจารย์ต้อม หรือ ดร.พัชรพงษ์ ภูเบศรพีรวัส อาจารย์สอนภาษาเวียดนาม มหาวิทยาลัย​นครพนม ดีกรีด็อกเตอร์หนุ่มนักเรียนทุนรัฐบาลเวียดนาม จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติฮานอย แต่เรื่องราวที่เราจะพูดคุยกันครั้งนี้หาใช่บทบาทของการเป็นอาจารย์ผู้สอนในรั้วมหาวิทยาลัย แต่จะเป็นการพูดคุยถึงอีกบทบาทหน้าที่หนึ่ง ซึ่งมีคำเรียกเป็นภาษาเวียดนามว่า เถ่ย (Thầy) หรือซินแสส่งผ่านดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตให้ไปสู่โลกหน้าอย่างนิรันดร์      

อาจารย์ต้อมขณะเริ่มต้นเรียนเป็นเถ่ยกับครูอุทัย เจริญธนากุล อดีตเถ่ยผู้ล่วงลับของชุมชนโพนบก

“เท่าที่ปู่เล่าให้ฟังก็คือ ครอบครัวคุณทวดอพยพลี้ภัยมานครพนมในช่วงเดียวๆ กับขบวนการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า วัน เทิน เกิ่น เทือง (Văn Thân Cần Vương) น่าจะเป็นช่วงปี ค.ศ.1890-1900 โดยประมาณ (พ.ศ.2433-2443) ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 

“ซึ่งตอนนั้นก็มีหล่างหรือชุมชนโพนบกอยู่ก่อนหน้าแล้ว พ่อของทวด ภาษาไทยน่าจะเรียกว่าเทียดก็เป็นทั้งครูสอนหนังสือเวียดนาม แล้วก็เป็นเถ่ยด้วย สังคมของชุมชนโพนบกในอดีต ก็จะมีความเคร่งครัดเรื่องกฎระเบียบแบบแผนปฎิบัติในประเพณีต่างๆ รวมถึงการใช้ภาษาพูด ภาษาเขียนแบบเวียดนามก็จะเข้มข้นมาก”

จากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา พร้อมกับความเข้มงวดของรัฐบาลทหารในช่วงสงครามเย็นที่มองคนเวียดนามซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยว่า “เป็นคอมมิวนิสต์ เป็นภัยต่อความมั่นคง” รัฐบาลจึงออกนโยบายกดดันบีบคั้นต่างๆ เช่น การควบคุมให้อยู่เฉพาะในพื้นที่ที่จำกัด การกำหนดให้ประกอบอาชีพได้เพียงบางประเภท การจับกุมเคลื่อนย้ายชายฉกรรจ์จากเมืองริมโขงไปยังภาคใต้ รวมถึงการห้ามทำการเรียน การสอนภาษาเวียดนาม เหล่านี้ล้วนมีส่วนให้ระเบียบแบบแผนการปฎิบัติในประเพณีต่างๆ ของชุมชนค่อยๆ ลดทอน จืดจาง ห่างหายไป แต่ที่ยังคงหลงเหลืออยู่อย่างชัดเจนจนกระทั่งปัจจุบันก็ได้แก่ พิธีไหว้ศาลเจ้ากับพิธีฝังศพ ซึ่งยึดโยงกับหลักความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษของชนชาวเวียดนาม

งานไหว้ศาลเจ้าพ่อดึกเพิด ชุมชนโพนบก จ.นครพนม

“คนเวียดนามจะเชื่อว่าเมื่อตายแล้วก็จะไปอยู่รวมกับบรรพบุรุษ ไม่มีความเชื่อเรื่องการเกิดใหม่ ไม่มีตายแล้วไปนรก หรือขึ้นสวรรค์ หลักตัวนี้เป็นความเชื่อของศาสนาผี เหมือนพวกภูไท เชื่อว่าตายแล้วไปไหน ตายแล้วไปอยู่กับแถน แต่คนเวียดนามตายแล้วไปไหน ตายแล้วไปอยู่กับผีบรรพบุรุษของแต่ละตระกูล”

สำหรับระบบความเชื่อเรื่องบรรพบุรุษของชนชาวเวียดนามยังแบ่งออกได้เป็น 2 ชั้น คือ ชั้นแรกนับตัวเราเป็นรุ่นที่ 1 แล้วนับขึ้นไปอีก 4 รุ่นจนถึงรุ่นทวด ชั้นนี้จะเรียกว่า เตียนลิง (Tiên linh) เลยจากชั้นทวดขึ้นไปจะเรียกรวมว่าเป็นบรรพบุรุษชั้นสูง หรือภาษาเวียดนามจะเรียกว่า เตียนโต่ (Tiên tổ)

“สมมุติมีคนตาย อันแรกก็อาบน้ำศพ และพิธีที่สำคัญเลยคือการห่อศพ จะมีการรองศพด้วยกระดาษเงินกระดาษทอง ตามความเชื่อว่าจะได้สุขสบาย พร้อมด้วยทรัพย์สินเงินทอง เมื่อไปอยู่ในโลกหน้า แต่จริงๆแล้วไม่ได้มีความหมายในด้านความเชื่ออย่างเดียว แต่มันยังช่วยซับกลิ่น ซับน้ำเหลือง 

“ซึ่งสมัยก่อนตั้งศพหลายวันแล้วไม่ได้มีการฉีดฟอมาลีนเช่นทุกวันนี้ หลังจากนั้นจะมีการจุดตะเกียงและทำถ้วยข้าว เรียกว่า เกิมอุ๊บ (Cơm úp) ข้าวถ้วยนี้จะเป็นข้าวสวยที่เอามาประกบกันใส่ไข่ไว้ตรงกลางแล้วดึงฝาออก มีตะเกียบปักไว้  ถือเป็นถ้วยข้าวถ้วยสุดท้ายในชาตินี้ และเป็นถ้วยแรกเมื่อกลายเป็นผี เป็นวิญญาณ เป็นช่วงคาบเกี่ยวกัน 

“ชื่อเรียกแบบเวียดนามอย่างเป็นทางการจะเรียกว่า พิธีเหลี่ยม แต่ภาษาที่ชุมชนโพนบกจะเรียกว่า พิธีเหลื่อม พิธีที่สอง คือ พิธีเรียกวิญญาณก่อนจะปิดฝาโลง เรียกว่า หูโห่น (hú hồn) และพิธีที่สาม คือ พิธีเซ่นไหว้ จะทำสามพิธีย่อย คือ หนึ่ง ตั้งโต๊ะวิญญาณตั้งหีบศพ สอง พิธีไว้ทุกข์สมัยก่อนจะไว้ทุกข์ยาว 27 เดือน (2 ปี 3 เดือน) และพิธีสุดท้ายจะไหว้ข้าว ไหว้น้ำ 

“ปัจจุบันจะทำรวดเดียวในวันเดียวกัน หลังจากนั้นก็จะไหว้แบบเวียดนามจนถึงวันฝัง พิธีกรรมทั้งหมดจะเป็นหน้าที่ของหล่างหรือกรรมการชุมชนกับเถ่ยผู้ทำพิธี”

เกิมอุ๊บ (Cơm úp) ของสำคัญในพิธีตั้งศพคนเวียดนาม

พิธีฝังศพของคนไทยเชื้อสายเวียดนามในอีสานมีความแตกต่างหลากหลาย แม้จะมีแกนเหมือนกัน แต่อาจจะมีการผิดเพี้ยนทั้งขั้นตอน วิธีการ รวมถึงภาษาพูด ภาษาสวดที่ต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น พิธีฝังศพระหว่างคนไทยเชื้อสายเวียดนามในนครพนมกับคนไทยเชื้อสายเวียดนามในมุกดาหาร ที่ก่อนหน้าปี พ.ศ.2525 มุกดาหารก็เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดนครพนม ซึ่งมองโดยผิวเผินควรจะมีพิธีกรรมที่เหมือนกัน แต่ความจริงแล้วกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง 

เหตุเพราะภูมิลำเนาในประเทศเวียดนามของคนมุกดาหาร ส่วนใหญ่จะมาจากเมืองเว้, กว่างจิ, ดานัง พิธีศพก็จะใช้พระหรือแม่ชีเป็นผู้ทำพิธี ซึ่งเป็นไปตามแบบแผนดั้งเดิมของราชสำนักเว้ ขณะที่ภูมิลำเนาในประเทศเวียดนามของคนนครพนมมักจะมาจากเมืองเหงะอาน, ห่าติ่ง, กว่างบิ่ง ทางภาคเหนือ พิธีกรรมและขั้นตอนก็จะเป็นไปตามพื้นที่ที่บรรพบุรุษของพวกเขาจากมา

การเคลื่อนขบวนศพมาที่สุสานแบบคนไทยเชื้อสายเวียดนามในจังหวัดนครพนม

“พอวันฝังพิธีการจะเยอะหน่อย พิธีแรกเลยคือไหว้เจ้าผู้พิทักษ์ 5 ทิศ เพื่อให้ผู้พิทักษ์นำดวงวิญญาณของผู้ตายเคลื่อนออกจากบ้านงานไปสู่สุสานได้อย่างปลอดภัย พิธีที่สองก็จะไหว้เจ้าที่เจ้าทางที่สุสาน พิธีที่สามก็คือการไหว้ข้าว ไหว้น้ำเป็นครั้งสุดท้าย พอเคลื่อนศพและฝังเสร็จก็จะมีพิธีไหว้ที่สุสานเพื่อเป็นการตั้งฮวงซุ้ย เพื่อบอกดวงวิญญาณให้รู้ว่านี่คือบ้านหลังใหม่ของเขา 

“ความเชื่อของคนเวียดนามวันตายวันที่ 3 นี่สำคัญมาก นับวันฝังศพเป็นวันแรก พอถึงวันที่ 3 จะทำ พิธีบาไหง / เหม่อ เกื่อ หม่า (Lê ba ngày/mở cửa mả) มันคือการเปิดประสาทสัมผัสของดวงวิญญาณ ถ้าเป็นแบบไทยเขาจะเรียก อาตายนะ 6 เวียดนามจะเรียก หลุกกัน (Lục căn) คือ เถ่ยจะทำพิธีปลุกให้เขาฟื้นขึ้นมาในโลกหลังความตาย คนเวียดนามเชื่อว่าการตายที่สมบูรณ์ก็คือหลังจากการฝังศพแล้ว ซึ่งจะถือว่าเขาได้จากโลกนี้ไปอย่างถาวรแล้ว”

การตั้งศพที่สุสานก่อนทำพิธีฝังแบบคนไทยเชื้อสายเวียดนามในจังหวัดนครพนม

หากพิจารณาถึงความเชื่อของศาสนาผีอันเป็นลักษณะเด่นของคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็จะพบความสอดคล้องคล้ายคลึงกันของกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆ ทั้งในเวียดนาม ในลาว ในไทย ในพม่า รวมไปถึงกลุ่มชาติพันธ์ในประเทศจีนทางตอนใต้ด้วย

“จริงๆ พิธีเวียดนามก็คือพิธีแบบจีนตอนใต้ ตัวอักษรที่ทำพิธีในสมัยก่อนก็ใช้อักษรจีน อย่างในเอกสารงานศพคนเวียดนามที่เรียกว่า ลองเจี่ยว (Long Triệu) ซึ่งจะเป็นกระดาษสีแดงยาว เขียนข้อมูลสำคัญของผู้ตาย เนื้อหาจะถูกแบ่งออกเป็น 3 แถวในเเนวตั้ง จากบนลงล่าง แถวกลางจะระบุว่าผู้ตายเป็นใคร ภูมิลำเนามาจากไหน มีเกียรติประวัติคุณงามความดีอย่างไร เป็นการระบุถึงตัวตนของผู้เสียชีวิต 

“แถวด้านซ้ายจะเป็นวันเดือนปีที่เสียชีวิต ส่วนแถวด้านขวาเป็นปีเกิดและอายุ ปลายของลองเจี่ยวจะถูกตัดเป็น 3 ริ้ว มีความหมายและเป็นตัวเเทนของวิญญาณทั้งสาม ลองเจี่ยว (Long Triệu) มันก็เหมือนพาสปอร์ตของผู้ตายที่ใช้สำหรับการเดินทางไปสู่โลกหน้า”

ลองเจี่ยว (Long Triệu) ในงานพิธีฝังศพ

“เท่าที่ผมศึกษาดู จีนตอนใต้ก็ยังมีการใช้กันอยู่ แม้แต่ที่เกาหลีก็มี ซึ่งมันก็จะคล้ายตุงสามหางของงานพิธีศพคนเหนือ แต่สามหางทางเหนือเขาให้ความหมายว่าเพื่อแสดงถึงความเป็นไตรลักษณ์ ซึ่งเป็นการอธิบายแบบทางพุทธศาสนา 

“แต่ของเวียดนามจะอธิบายถึงวิญญาณทั้งสาม ซึ่งผมมองว่าความเชื่อหลัง
ความตายของเวียดนาม มันก็ไม่ต่างจากความเชื่อของศาสนาผี ที่เป็นลักษณะเด่นของอุษาคเนย์อยู่แล้ว”

ตำราประกอบพิธีศพดั้งเดิมที่ใช้อักษรจีน 

มีแนวโน้มว่าพิธีศพแบบคนเวียดนามจะลดลง ในหมู่คนไทยเชื้อสายเวียดนามสายเลือดใหม่ ปัจจัยที่ส่งผลให้คนไทยเชื้อสายเวียดนามรุ่นอายุต่ำกว่า 40 ปี ไม่นิยมทำพิธีศพแบบทางเวียดนามแล้ว ก็มาจากการผสมกลมกลืนทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมกระแสหลัก รวมถึงปัจจัยด้านค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าโลงศพชั้นดี ค่าทำฮวงซุ้ยหลักแสน ค่าของไหว้ รวมถึงการเลี้ยงแขกเหรื่อที่มาในงาน และอื่นๆ จิปาถะ

“ค่าใช้จ่ายของพิธีศพคนเวียดนามจะไปหมดกับอะไร หนึ่ง ฮวงซุ้ยก็ต้องมีแสนถึงสองแสน สอง โลงศพ ต้องเป็นไม้อย่างดี ปัจจุบันก็ราว 3 หมื่น สาม ค่าของไหว้ต่างๆ ประมาณ 5 พัน และสี่ก็ค่าอาหารเลี้ยงแขกซึ่งยังนิยมทำเลี้ยงแขกแบบโต๊ะจีนกันอยู่ 

“นอกจากนี้คนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากทำแบบเวียดนาม เขาก็จะนับถือตามศาสนาพุทธ ตามวัฒนธรรมหลัก เรียนหนังสือไทย ฟังเวียดนามไม่ออก อันนี้ก็น่าจะเป็นผลกับทุกชนชาติพันธ์ ผมคิดว่าอีกสักไม่เกิน 20 ปี พิธีศพแบบเวียดนามก็จะหายไป”

ฮวงซุ้ยของชาวชุมชนโพนบก อ.เมือง จ.นครพนม

ก่อนจากกันเราอยากรู้ว่าในฐานะเถ่ยรุ่นใหม่ที่มีอายุน้อยที่สุดในบรรดาเถ่ยที่เคยมีมาใน จ.นครพนม หรือบางทีก็อาจจะมีอายุน้อยที่สุดในภาคอีสาน ข้อนี้ส่งผลต่อการทำหน้าที่ของเขาหรือไม่อย่างไร

“ผมเข้ามาสู่วงการนี้ด้วยความที่ว่าหลังเรียนจบ ป.เอก กลับมาจากเวียดนาม ก็พบว่าการใช้ภาษาเวียดนามในชุมชนโพนบก จะเหลือแค่คนพูด แต่คนจะอ่าน เขียน แตกฉาน น้อยมากแทบหาไม่ได้ ทีนี้คนเถ้าคนแก่ก็เล็งเห็นว่าถ้าได้เรามาสืบทอดต่อ มันจะเป็นผลดีต่อชุมชน ตอนแรกผมก็คิดว่าจะไม่รับ เพราะงานเถ่ยมันต้องมีวัยวุฒิ อย่างครูอุทัยตอนเริ่มเป็นเถ่ยก็เข้าสู่วัยเกษียณ 

“ในเวียดนามเน้นเรื่องวัยวุฒิมาก ซึ่งตอนนั้นผมเพิ่งจะ 28 แต่ครูอุทัยก็คอยให้กำลังใจ ผมเลยใช้เวลาตัดสินใจอยู่พักหนึ่ง จึงค่อยๆ ไปเรียนรู้กับครูอุทัย ครั้งแรกที่ทำเองจริงๆก็อายุแค่ 33 เอง ในนครพนมก็คงเป็นเถ่ยที่อายุน้อยที่สุด แต่อาจจะเพราะว่าเราเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย มันก็มีความน่าเชื่อถือด้านวิชาการ เจ้าภาพก็เลยให้การยอมรับ 

“แล้วเราก็เอาความเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมาจับความรู้สึกตรงนี้ คือ ผมทำให้งานประเพณีเหล่านี้มันจับต้องได้ อยากถาม อยากรู้ตรงไหน ถามเลย สวดตรงนี้แปลว่าอะไร ทำตรงนี้ทำไปทำไม ผมอธิบายหมด เถ่ยรุ่นก่อนๆ ด้วยความที่วัยวุฒิสูง เจ้าภาพก็ไม่กล้าถาม บางทีก็เข้าไม่ถึงประเพณี 

“ลองคิดดูเวลาชาวพุทธตาย เราจะกล้าไปถามพระไหมว่าที่สวดอยู่แปลว่าอะไร ผมเลยตั้งใจทำให้มันโน้มลงมาหาเจ้าภาพ เพื่อให้เจ้าภาพจับต้องได้ เพื่อให้เข้าใจ คือ พอเข้าใจก็จะตั้งใจ แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้เข้าใจภาษาทั้งหมดแต่อย่างน้อยเข้าใจว่าสิ่งที่เราจะพาทำ พาพูด พาสวด มันคืออะไร คือทำด้วยความเข้าใจกับทำด้วยหน้าที่ ผลลัพธ์มันต่างกัน อันนี้ถ้าจะเรียกว่ามาตราฐานใหม่ของผมก็ว่าได้”

ปัจจุบันคนไทยเชื้อสายเวียดนามในจังหวัดนครพนม มีอยู่มากกว่า 10,000 คน โดยเป็นทั้งกลุ่มที่เรียกว่าเวียดนามเก่าคือ อพยพเข้ามาในอีสานก่อนสงครามอินโดจีนครั้งที่ 1 เมื่อปี ค.ศ.1946 (พ.ศ. 2489) และกลุ่มที่เรียกว่าเวียดนามใหม่ คือ อพยพเข้ามาหลังสงครามอินโดจีนครั้งที่ 1

image_pdfimage_print