12 มีนาคม 2567 ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย (สำนักงาน​ภาค​ตะวันออก​เฉียง​เหนือ) จัดงาน 108 ปีชาตกาล ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กับการพัฒนาภาคอีสาน ภายในงานมีเวทีเสวนาหัวข้อ แนวทางการพัฒนาภาคอีสาน “เพื่อความ กินดี อยู่ดี” แบ่งปันแนวคิดการพัฒนาภาคอีสาน โดยมีผู้ขึ้นเสวนาคือ ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโสธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน​ภาค​ตะวันออก​เฉียง​เหนือ คุณสุวิภา วรรณสาธพ ผู้อำนวยการด้านนวัตกรรม ศูนย์นวัตกรรมมิตรผล และ คุณกุลชาติ เค้นา UX/UI Designer และผู้ก่อตั้งโปรเจกต์เทคไทบ้าน

การเสวนาครั้งนี้ ทั้งสามท่านได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานในอีสานและนโยบายจากภาคส่วนของหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อม มลภาวะ บทบาทการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงการสะท้อนปัญหาการสร้างเหมืองในภาคอีสาน

ในช่วงท้ายการเสวนา The Isaan Record ตั้งคำถามไปยังเวทีโดยยกถ้อยคำท่อนหนึ่งจาก “ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” โดย ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ว่า “เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ๆ อย่างบ้าๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ”

โดยยกประเด็นเรื่อง “ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ” ซึ่งเป็นปัญหาของยุคสมัย ขีดเส้นใต้ และส่งไปยังวิทยากรบนเวที

สิ่งแวดล้อมในชุมชนที่รอวันระเบิด

คำถามแรกเป็นสิ่งที่ กุลชาติ เค้นา ในฐานะที่ด้านหนึ่งก็ทำงานด้านธุรกิจใน อ.ภูผาม่าน ซึ่งขับเคลื่อนโดยชุมชนและการท่องเที่ยว กล่าวสำหรับ อ.ภูผาม่าน นั้นอยู่ไม่ห่างจาก อ.สีชมพู เท่าใดนัก และมีภูมิประเทศ จุดเด่นใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะทิวทัศน์อันน่าตื่นตาตื่นใจจากเทือกเขารูปทรงแปลกตา

สถานการณ์ปัจจุบันคือ อ.สีชมพู กำลังมีความพยายามขอทำเหมืองหิน ซึ่งหมายถึงการระเบิดภูเขาเพื่อนำหินไปใช้ในงานอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งจะส่งให้เกิดมลพิษทางเสียง อากาศ และสภาพแวดล้อมแทบทุกมิติ คำถามคือ กุลชาติ คิดเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้ และนี่คือคำตอบของเขา

“เรื่องโรงโม่หิน (ที่กำลังจะเกิดขึ้น) เป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง เพราะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและภาพรวมของชุมชน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเพียงหนึ่งตำบล อย่าลืมว่าเราใช้ทรัพยากรร่วมกัน ทำถนนหนทาง ใช้ทรัพยากรร่วมกัน ใช้อากาศร่วมกัน คำถามที่สำคัญคือ การที่รัฐอนุญาตให้เกิดให้เอกชนดำเนินงาน เราคนในพื้นที่มักจะรับรู้ก็ตอนที่เขาออกไปประกาศว่าจะมีการสัมปทานแล้ว 

“ผมคิดว่าสิ่งนี้มันไม่ค่อยตรงไปตรงมาต่อคนที่ได้รับผลกระทบ ผมอยากเห็นภาพที่มันโปร่งใสกว่านี้ในการทำงานเชิงพัฒนา เราเข้าใจเรื่องพัฒนาได้ เพราะว่าผมเองก็เคยตั้งคำถามถึงประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาระเบิดหินไหม? คำตอบคือเขาระเบิด แต่คนในพื้นที่ได้สิทธิประโยชน์ จนเขารู้สึกว่าเขาปลอดภัย

“ผมไปดูในเอกสารพบว่าหากจะมีการระเบิดหิน เขาจะมีงบประมาณให้แก่กองทุนชดเชยหมู่บ้านปีละ 500,000 บาท แต่คำถามคือ 500,000 บาท เพียงพอหรือเปล่ากับการสูญเสียสุขภาพ ส่วนผลกระทบชุมชนในภาพรวม เมื่อเราคำนวณตัวเลขในการที่จะทำสัมปทาน มันเพียงพอหรือยัง

“ประเด็นต่อมาคือ ตอนนี้ อ.ภูผาม่าน กับ อ.สีชมพู เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญมากในอีสาน อินฟลูเอนเซอร์ระดับประเทศหลายคนเดินทางมาที่นี่ แต่อยู่ดีๆ ก็มีการระเบิดหินบริเวณใกล้ๆ ถ้ำผาพวง ซึ่งที่นั่นมีภาพเขียนสีโบราณอยู่”

กุลชาติ เค้นา (ซ้าย)

ด้าน วิฑูรย์ กมลนฤเมธ ประธานสภากิตติมาศักดิ์สภาอุตสาหกรรมขอนแก่น หนึ่งในผู้เข้าร่วมรับฟังเสวนาในครั้ง ได้เสริมคำตอบถึงเรื่องการระเบิดภูเขาและการสร้างเหมืองว่า

“ผมในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภากิตติมาศักดิ์อุสาหกรรมขอนแก่น เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมเกี่ยวพันกับสิ่งที่ท่านพูดเมื่อสักครู่กับการมีจิตสำนึกที่ดีของภาคอุตสาหกรรม ประสบการณ์ที่ผมเล่าผมเชื่อว่าเกรงใจมาก แต่คุณจะได้ประโยชน์ 

“วันนั้นที่ผมดำรงตำแหน่ง เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ผมได้รับข่าวว่ามีชุมชนร้องเรียนเรื่องการต่อต้านการสร้างเหมืองโพแทช สื่อก็มาสัมภาษณ์ผมในฐานะประธานอุตสาหกรรม เขาถามว่าสภาอุตสาหกรรมเห็นด้วยกับเรื่องนี้หรือไม่?

“ผมขออธิบายเพิ่มให้ฟังว่า การสร้างเหมืองโพแทชขึ้นมาก็เพื่อเอาไปทำปุ๋ย แคลเซียมไบคาร์บอเนตหรือเกลือที่เรารู้จักกันดีๆ นี่แหละ ผมเลยมีการนัดประชุมเพื่อหารือขอความคิดเห็นของคณะกรรมการสภาว่ามีความคิดเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้

“ข้อสรุปในที่ประชุมทั้งสภาอุตสาหกรรมไม่เห็นด้วยเพราะมันใกล้ชุมชน มีหลายชุมชนอยู่ใกล้พื้นที่สัมปทาน ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าออกสัมปทานได้ยังไง หลังจากผมให้สัมภาษณ์ไปผมบอกว่าสภาอุตสาหกรรมไม่เห็นด้วย แต่คณะกรรมาธิการพาณิชย์อุตสาหกรรมวุฒิสภาโทรมาหาผมให้แก้คำสัมภาษณ์ที่คัดค้านเรื่องเหมืองในพื้นที่ 

“ผมเลยถามว่าทำไมต้องแก้คำสัมภาษณ์ว่าเป็นความคิดเห็นของผมคนเดียวไม่ใช่ความคิดของสภาอุตสาหกรรม ผมเลยบอกว่าไม่ได้ ผมประชุมแล้วและมีมติออกมาแบบนี้ ผมไม่สามารถทำได้ เขาบอกว่าผมพูดแบบนี้ทำให้เขาเสียหาย แล้วท้ายที่สุดก็ปลดผม 

“ผมเลยแปลกใจว่าทำไมประธานถึงมาเล่นเรื่องนี้กับผมแรงมาก เรื่องนี้กลายเป็นข่าวในอุตสาหกรรมจังหวัด หลังจากนั้นประมาณสองสามวันก็มีหนังสือมาที่ผม สั่งให้ปลดผมออกจากคณะซึ่งผมเป็นเลขาคณะอนุกรรมมาธิการในวุฒิสภาตอนนั้น ต้องออกจากตำแหน่ง

“จากนั้นก็มีผู้นำชุมชนในพื้นที่ยกขบวนมาประมาณ 10 คน ผมก็เลยบอกว่าเราจะสู้ด้วยกัน เรื่องนี้ผมเห็นด้วยว่าไม่ควรเปิด คนที่จะทำให้เขาเปิดเหมืองไม่สำเร็จที่สุดคือมวลชนในพื้นที่ คนในชุมชนต้องเข้มแข็ง ผมสู้ของผมในฐานะสภาอุตสาหกรรม คุณเองก็สู้ในฐานะคนในพื้นที่เช่นกัน

“ซึ่งจนถึงตอนนี้เหมืองก็ยังเปิดไม่ได้ ผมอยากเรียนว่าพื้นที่ 80% ของภาคอีสานเป็นเกลือทั้งนั้น ซึ่งคุณมีพื้นที่ที่สามารถทำเหมืองได้ แต่ควรให้มันเลี่ยงพื้นที่ชุมชนสักหน่อย อุตสากรรมไม่ใช่ผู้ร้ายตลอดไปแต่ต้องคำนึงถึงคนในพื้นที่ด้วย”

วิฑูรย์ กมลนฤเมธ (ด้านหน้าสุด)

ธนาคารไทยอยู่ตรงไหนของปัญหาสิ่งแวดล้อม

คำถามที่ถูกตั้งไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย สืบเนื่องมาจากการศึกษาของ Fair Finance Thailand ที่พบว่า ธนาคารในประเทศไทยที่ถูกประเมินในหัวข้อธรรมชาติ ธนาคารที่ได้คะแนนสูงสุดคือ 47 คะแนน และหัวข้อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ธนาคารที่ได้รับคะแนนสูงสุดได้รับเพียง 26 คะแนน หากเทียบกับหัวข้อการขยายบริการทางการเงิน และการคุ้มครองผู้บริโภค หลายธนาคารทำได้เกิน 70 คะแนน จากทั้งหมด 100 คะแนน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า หากยกถ้อยคำของ ศ.ดร.ป๋วย ในปฏิทินแห่งชีวิต มาเทียบกับสิ่งที่ธนาคารซึ่งเป็นต้นธารสำคัญในการผลักดันทางการเงินเพื่อกิจกรรมที่เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การปล่อยกู้ให้บริษัทไปลงทุนอย่างใส่ใจสิ่งแวดล้อม ย่อมแสดงให้เห็นว่ายังทำได้ไม่ดีนัก 

ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยมีการพูดคุยเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะเป็นเทรนด์ของโลกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยยกเอาเรื่อง Green Credit มาเป็นเป้าหนึ่งในการผลักดันให้สถาบันทางการเงินใส่ใจประเด็นสิ่งแวดล้อม

“ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ปรับตัวเราก็ไปต่อไม่ได้เช่นกัน เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่โลกกำลังพูดถึง ทางธนาคารแห่งประเทศไทยเราเคยสัมมนาในเรื่องนี้โดยเฉพาะ

“แนวคิดเรื่อง Green Credit ถือเป็นเรื่องใหม่มาก แบงค์ชาติเองก็พูดถึงเรื่องนี้ทุกครั้ง ถ้าธนาคารพาณิชย์มีกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมล้อม คุณก็จะได้สิทธิประโยชน์ในเรื่องนี้ด้วย พูดง่ายๆ คือสร้างแรงจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์มาเซ็ตเป้าที่ให้ความสำคัญ Green Credit ให้สนใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

“อีกโครงการหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือโครงการธนาคารต้นไม้ พอถึงจุดหนึ่งถ้าเราทำโครงการนี้ได้ มันจะกลายเป็นแหล่งเงินออมให้เกษตรกร เช่น วันนี้เราปลูกต้นมะค่า อีกยี่สิบสามสิบปีจะมีราคาที่สูงมาก ก็กลายเป็นเงินออมทรัพย์ที่สะสมผ่านการปลูกต้นไม้

“อีกอย่างคือการทำแบบนี้จะไม่ก่อให้เกิดมลภาวะทางบวกแน่นอน ลดคาร์บอนไดออกไซด์ เราขายเป็นคาร์บอนเครดิตได้ และเป็นการสร้างความตระหนักรู้ให้เกิดแก่ทุกองคาพยพ สิ่งเหล่านี้อธิบายว่า หากเราไม่ปรับตัวก็ต้องถูกบังคับให้ปรับตัวอยู่ดี ฉะนั้นยืนยันเลยหากไม่ปรับตอนนี้ เดี๋ยวก็ต้องถูกทำให้ปรับ”

ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต (ซ้าย)

เมื่ออ้อยเป็นของเขา แต่มลพิษเป็นของเรา

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สนอ.) เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2567 ระบุว่า ในห้วงเวลาดังกล่าวมีปริมาณอ้อยเข้าการหีบกว่า 28 ล้านตัน โดยในจำนวนดังกล่าวมีถึง 7.7 ล้านที่เป็นอ้อยที่มาจากการลักลอบเผา ปัญหาดังกล่าวยืดเยื้อ ยาวนาน และเรื้อรังมาทุกฤดูกาลผลิต อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลมีส่วนในการก่อมลพิษทางอากาศทั้งทางตรงและทางอ้อม คำถามที่ส่งตรงไปถึงบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการน้ำตาลก็คือ มิตรผลมีท่าทีหรือความคิดเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้

สุวิภา วรรณสาธพ ผู้อำนวยการด้านนวัตกรรม ศูนย์นวัตกรรมมิตรผล ตอบคำถามต่อเรื่องนี้ว่า มิตรผลพยายามอย่างเต็มที่แล้วที่จะแก้ปัญหา

“ขณะนี้บริษัทโรงงานอ้อยและน้ำตาลถือเป็นจำเลยต่อเรื่องดังกล่าว ซึ่งทางมิตรผลเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างไร เพราะว่าค่านิยมหลักของมิตรผลคือการอยู่ร่วมกันอยู่แล้ว ทางเรามีการรับซื้อใบอ้อยตันละ 900 บาท พอซื้อมาเราเอาเข้าโรงไฟฟ้าพลังชีวมวล เกษตรกรที่อยู่ในเครือข่ายเขาเก็บใบมาให้เรารับซื้อ 

“ที่ มข. มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์ 30 คนรวมตัวกันทำเรื่อง Carbon Capture โดยการนำชานอ้อยมากักเก็บตัวที่จะเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ไม่ให้ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ถ้างานวิจัยนี้สำเร็จทางมิตรผลเองก็ยินดีนำมาใช้

“นอกจากนั้นเวลารับซื้ออ้อย หากมีอ้อยที่เผามาเราจะไม่จ่ายค่า kickback อธิบายก่อนว่ากลไกการซื้อขายอ้อย เขาจะซื้อขายกันล่วงหน้าแล้วก็แล้วก็จ่ายเงินกันครึ่งหนึ่งก่อน พอส่งขายก็จะได้เงินตามค่า C.C.S. (ปริมาณของน้ำตาลที่มีอยู่ในอ้อย ซึ่งสามารถหีบสกัดออกมาได้เป็นน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ – Commercial Cane Sugar) แต่เมื่อเทียบราคาตลาดมีราคาสูงเราก็มีเงินคืนให้อีก แต่ถ้าคุณเผามาขายให้เราคุณก็จะไม่ได้เงินส่วนนี้

“ส่วนเรื่องนวัตกรรม อย่างใบอ้อยถ้าจะไม่ให้เขาเผาเราต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้เยอะ ซึ่งเราได้ไปคุยกับบริษัทแห่งหนึ่งมา เขาพยายามจัดการกับชานอ้อยให้ได้ไฟเบอร์ออกมา นี่คือสิ่งที่เรากำลังทำจากศูนย์งานของเราให้เป็นนวัตกรรม และข่าวดีก็คือ ณ วันนี้ มิตรผลมีคาร์บอนเครดิตขายเรียบร้อยแล้ว เราไม่ได้ตั้งใจจะทำเพื่อขาย แต่เราตั้งใจทำเพื่อให้องค์กรเติบโตแบบมั่นคงและอยู่ร่วมกันได้ระหว่างธุรกิจกับสิ่งแวดล้อม เพราะคุณภาพชีวิตของคนสำคัญกว่า ทำให้วันนี้เรามีคาร์บอนเครดิตขาย ถ้าเราไม่ทำเราก็อยู่ไม่รอด”

สุวิภา วรรณสาธพ (ขวา)
image_pdfimage_print