หากพูดถึงนักร้องลูกทุ่งหญิงที่มีชื่อเสียงและร้องเพลงแทนใจผู้หญิงหลายๆ คน ชื่อที่คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงคงไม่พ้น ศิริพร  อำไพพงษ์ เพราะเป็นนักร้องหญิงที่มีคุณภาพคนหนึ่งและมีอัลบั้มมากมายกับบริษัท แกรมมี่ โกลด์, จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ถึง 17 อัลบั้ม ด้วยประสบการณ์ในวงการเพลงมากกว่า 30 ปี ทำให้ได้รับคำชมจากครูสลา คุณวุฒิว่า “เป็นนักร้องครบเครื่อง เป็นนักร้องที่ร้องเพลงได้สื่อสารดีเยี่ยม ร้องเพลงเหมือนไม่ได้ร้องเพลง แต่เหมือนกำลังเล่าเรื่อง ทำให้คนเชื่อ”

เรื่องราวที่นำมาถ่ายทอดผ่านบทเพลงต่าง  ของ ศิริพร อำไพพงษ์ ส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องราวของผู้หญิงที่มีปัจจัยและสภาพแวดล้อมต่างๆ ทางสังคมเป็นตัวกำหนดสถานภาพและบทบาทของเธอ ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว สังคม เศรษฐกิจ การเมือง หรือแม้แต่คนรัก ทุกอย่างล้วนแต่มีอิทธิพลในการกำหนดสถานภาพและบทบาทของผู้หญิงทั้งสิ้น

เอื้อยนาง – ศิริมา อำเคน

ศิริพร อำไพพงษ์ มีชื่อจริงว่า ศิริมา อำเคน มีชื่อเล่นว่า นาง เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2507 มารดาชื่อว่า นางออ อำเคน บิดาชื่อว่า นายกองมี อำไพพงษ์ แต่เลือกทำพิธีวันที่ 9 มิถุนายน เพื่อให้ชีวิตจะได้ก้าวหน้า 

เธอเกิดที่บ้านดอนกลอย ต.ดอนกลอย อ.หนองหาน (ปัจจุบันแยกมาเป็น อ.พิบูลย์รักษ์) จ.อุดรธานี มีพี่น้องทั้งหมด 10 คน ศิริพรเป็นบุตรสาวคนที่ 7 ครอบครัวมีอาชีพทำนา และมีวงหมอลำด้วยโดยมีคุณพ่อเป็นหมอลำอยู่แล้ว และเป็นผู้สอนให้ศิริพรเป็นหมอลำ เมื่อปี พ.ศ. 2527 เธออยู่กับหมอลำคณะ สุเทพ ดาวดวงใหม่ ก่อนมีโอกาสรู้จักกับ คุณนคร แดนสารคาม และได้คุณประยูร จันทร์สอน พาไปออกทีวีช่อง 4 จ.ขอนแก่น และคุณดอย อินทนนท์ ได้เห็นแววจึงให้โอกาสอัดเสียงและได้รับการเปลี่ยนชื่อจาก ศิริมา อำเคน เป็น ศิริพร อำไพพงษ์

หลังจากศิริพร อำไพพงษ์ หมดสัญญากับค่าย พีจีเอ็ม เธอคิดจะหยุดร้องเพลง และกลับไปทำนาที่บ้านเกิด แต่ครูสลา คุณวุฒิ ได้ชวนให้มาอยู่ค่ายแกรมมี่โกลด์ เมื่อปี 2543 และเปลี่ยนแนวเพลงเป็นลูกทุ่งอีสาน ตอนแรกบริษัทปล่อยเพลง “หนีแม่มาแพ้รัก” ไปโปรโมทตามสถานีวิทยุต่างๆ แต่เพลงที่มีกระแสอย่างรวดเร็วกลับเป็นเพลง “ปริญญาใจ” นั่นทำให้บริษัทต้องเปลี่ยนชื่อและปกอัลบั้มใหม่ เป็นอัลบั้ม ชุดที่ 1 ปริญญาใจ และเพลงนี้ก็ได้ส่งให้ชื่อศิริพร อำไพพงษ์ กลับมาเป็นที่รู้จักและโด่งดังเป็นพลุแตกอีกครั้ง หลังจากอัลบั้มปริญญาใจ เธอก็มีผลงานเพลงออกมาอีกหลายอัลบั้มอย่างต่อเนื่อง จนถึงอัลบั้ม ชุดที่ 17 คนใช่เกิดช้า และผลงานอื่นๆ จนถึงปัจจุบัน

เริ่มต้นจากปริญญาใจ

อัลบั้มชุดแรกที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ศิริพร อำไพพงษ์ ในสังกัด แกรมมี่ โกลด์ คือ ลูกทุ่งสาวบ้านดอนชุดที่ 1 ปริญญาใจ ที่มีเพลงฮิตมากมาย อาทิ ปริญญาใจ หนีแม่มาแพ้รัก อยากลืมแฟนเขา รักเศร้าสาวขอนแก่น เป็นต้น 

เมื่อมองภาพรวมสังคมไทย ณ ขณะนั้น รายงานเศรษฐกิจและการเงิน ปี 2543 ของธนาคารแห่งประเทศไทย มีการรายงานว่า เศรษฐกิจไทยปี 2543 ยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัว คาดว่าจะขยายตัวระหว่างร้อยละ 4.0 – 4.5 ซึ่งไม่แตกต่างจากปี 2542 มากนัก โดยการขยายตัวชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี ตามการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนรวม ขณะที่ภาครัฐระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เพราะต้องการควบคุมการก่อหนี้ภาครัฐไม่ให้สูงเกิน เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่ไทยเพิ่งผ่านวิกฤตการทางการเงินครั้งใหญ่ นั่นคือ วิกฤตต้มยำกุ้ง บทเพลงที่สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยในอัลบั้มนี้ อาทิเช่น เพลงทุ่งรักรักนาเรา ที่อธิบายปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจไว้ว่า เนื่องจากในชนบทมีงานที่รายได้สูงน้อย หลังจากการทำนาเสร็จ ชาวชนบทส่วนใหญ่มักจะเข้ามาหางานทำในเมือง ดังที่ปรากฏในเนื้อเพลงท่อนหนึ่งว่า “น้องกับอ้ายเคยได้ฮักแพงแบ่งปัน อ้อมกอดแห่งทุ่งกันดารเมื่อปีนั้นก่อนลาจากจร”

อีกหนึ่งปัญหาสำคัญของสังคมไทยที่ถูกสะท้อนผ่านอัลบั้ม ลูกทุ่งบ้านดอน ชุดที่ 1 ปริญญาใจ  คือ ปัญหาสังคมปิตาธิปไตย  โดยใช้เนื้อเพลงเป็นตัวสะท้อนปัญหา เช่น เพลงรักเศร้าสาวขอนแก่น ดังที่ปรากฏในท่อนหนึ่งของเพลงว่า “นัดเที่ยวงานไหม แต่อ้ายกลับไปงานช้าง ปล่อยสาวแก่นขอนคอยทาง อยู่ข้างบึงแก่นนคร” แสดงให้เห็นว่า เพศชายเป็นเพศที่มีเชาว์ปัญญามากกว่าถึงขนาดที่ใช้เพียงแค่ลมปากหลอกเพศหญิงให้รอคอยว่าตัวเองจะกลับมาได้ หรือในเพลงหนีแม้มาแพ้รัก ที่เพศชายทำได้แม้แต่หลอกให้ผู้หญิงหนีตามตนเองไปแล้วก็ทิ้งเธอ ดังที่ปรากฏในท่อนหนึ่งของเพลงว่า “เชื่อในรักแท้ ฝืนคำแม่หนีตามพี่มา” หรือการให้อำนาจผู้ชายถึงขนาดที่ว่ายกสถานะให้เป็นพระได้ ในเพลงปริญญาใจ ดังที่ปรากฏในท่อนหนึ่งของเพลงว่า “บูชาอ้ายเป็นพ่อพระในใจ” ลักษณะของเพศชายในเพลงอัลบั้มชุดนี้ล้วนมีลักษณะที่แข็งแกร่ง และเพศหญิงนั้นยังเป็นเพศที่อ่อนแอยังต้องพึ่งการช่วยเหลือจากผู้ชาย

อิทธิพลครอบครัวภายในอัลบั้มลูกทุ่งสาวบ้านดอนชุดที่ 1 ปริญญาใจ แสดงให้เห็นว่า ครอบครัวสามารถตัดสินใจแทนผู้หญิงในการดำเนินชีวิตได้ โดยการให้คำปรึกษา  ตักเตือน เช่น เพลงหนีแม่มาแพ้รัก หรือการสร้างความคาดหวังว่าสักวันพวกเธอนั้นจะนำความเจริญเข้ามาสู่ครอบครัวในเพลงอกสาวไกลบ้าน เพลงในอัลบั้มจึงสะท้อนออกมาในเชิงว่าเวลาที่พวกเธอมีเรื่องกังวลใจหรือท้อจากเรื่องราวต่างๆ จะต้องนึกถึงครอบครัวหรือที่บ้านก่อนเสมอ

ภาพปกอัลบั้มลูกทุ่งบ้านดอน ชุดที่ 1 ปริญญาใจ พ.ศ. 2543

เข้าสู่ช่วงปริญญาเจ็บ

อัลบั้มที่ออกเพลงคู่ขนานกับอัลบั้มชุดแรกของศิริพร อำไพพงษ์ หลังจากเข้าเป็นศิลปินในสังกัด แกรมมี่ โกลด์ คือ อัลบั้มชุดที่ 16 ปริญญาเจ็บ วางจำหน่ายเมื่อปี 2558 โดยช่วงนั้นเป็นช่วงหลังจากการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. สิทธิเสรีภาพของคนในสังคมถูกจำกัดมากขึ้น มีการใช้มาตาร 112 และ 116 เพื่อจำกัดสิทธิในการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน นอกจากนี้ยังมีการใช้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ในการเอาผิดฝ่ายที่วิจารณ์รัฐบาลอีกด้วย 

ด้านสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยจากรายงานภาวะเศรษฐกิจไทย ปี 2558  โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานว่าแรงขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจมาจากการใช้จ่ายในประเทศ ทั้งการใช้จ่ายภาครัฐที่เร่งเบิกจ่ายตลอดปีพร้อมกับการออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ และการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้เพราะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากรายได้ครัวเรือนที่นอกเหนือจากภาคการเกษตรที่ปรับสูงขึ้นจากปี 2557 ส่งผลให้การแต่งเพลงที่สะท้อนมุมมองทางสังคมมีความยากขึ้น แนวเพลงจึงใช้การบรรยายถึงผู้หญิงในเรื่องความรักในหลากหลายมิติแทน

เมื่อมีการพัฒนาทางเทคโนโลยีมากขึ้น อัลบั้มชุดที่ 16 ปริญญาเจ็บ จึงมีการนำเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาเสริมในเนื้อเพลง ตัวอย่างเพลงที่อธิบายลักษณะทางสังคมสมัยใหม่ได้อย่างชัดเจนเพลงหนึ่ง คือ เพลงปริญญาเจ็บ จากการตีความผ่านเนื้อหาของบทเพลงทำให้พบว่าเนื้อหาของเพลงได้สื่อถึงปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดสถานภาพและบทบาทของผู้หญิงในช่วงปี 2558 หลายเรื่อง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ความรัก และสภาพแวดล้อมทางสังคม โดยเพลงได้อธิบายปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจว่า ทั้งคู่สามารถเก็บเงินซื้อบ้าน ซื้อรถได้ เป็นผลมาจากการที่พวกเขานั้นพลัดถิ่นมาแสวงหาความมั่งคั่งในเมืองใหญ่ในช่วงแรก ดังเนื้อเพลงที่ว่า “เดินฝ่าความจน ทนต่อความท้อจนพอลืมตา บ้านรถสู้จนได้มา แต่ฮักเดินสวนทางไป” 

ส่วนปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางสังคม มีการพูดถึงการใช้แอฟพลิเคชั่น Line เพื่อการติดต่อสื่อสาร ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี ทำให้การติดต่อสื่อสารง่ายขึ้น ดังที่ปรากฏในเนื้อเพลงท่อนหนึ่งว่า “ผู้หญิงในไลน์เอิ้นอ้ายเดินออกไปนอกประตู จะเรียกว่ากิ๊กหรือชู้คนเป็นคู่ก็มีน้ำตา” และสุดท้ายปัจจัยด้านความรัก จากตอนแรกที่ทั้งสองคนนั้นรักกันจนสามารถมีทรัพย์สินร่วมกันได้ กลับต้องหยุดชะงักเพราะฝ่ายชายนั้นมีชู้ สร้างความทุกข์ใจแก่ฝ่ายหญิงเป็นอย่างมาก เธอทำได้เพียงหวังให้ฝ่ายชายกลับมาเป็นดังเดิม โดยจะเห็นได้จากเนี้อหาเพลงที่ว่า “คนเคยหาตังค์ให้เก็บ ทุกวันหาความช้ำให้ มีรถคันงาม ต้องใช้ขับตามดูแฟนนอกใจ” และ “อีกนานเท่าใด จะกลับมาเป็นคนดีที่รอ” 

ถึงแม้ว่าจะมีการทำเพลงมาแล้วหลายอัลบั้ม แต่ปัญหาเรื่องชายเป็นใหญ่ในสังคมไทยยังถูกถ่ายทอดผ่านบทเพลงให้เห็นอยู่เรื่อยมา ตัวอย่างเพลงที่กล่าวถึงปัญหานี้ในอัลบั้มชุดที่ 16 ปริญญาเจ็บ คือ เพลงเมียบ่ได้แต่ง สะท้อนในมุมของฝ่ายหญิงที่ยอมอดทนอยู่กับฝ่ายชาย ถึงแม้จะโดนนอกใจ และไม่สนใจสถานะทางสังคม แต่สิ่งที่ทำให้เธออดทนต่อเรื่องเหล่านี้ไว้ นั่นคือเหตุผลเรื่องความรัก ดังเนื้อเพลงที่ว่า “เมียบ่ได้แต่งคนนี้ มันเสียใจ ฟังข่าวลืออ้ายมีใคร ก็มีน้ำตา อยู่กินบ่มีสินสอด แต่ยอมให้กอดเรื่อยมา ช่วยเคารพกัน ในการเป็นภรรยา ด้วยการรักษา ฮักเดียวให้น้องแหน่…” แสดงถึงอำนาจของเพศชายที่เหนือกว่า ถึงขั้นที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของเพศหญิงได้

เรื่องของการพลัดถิ่นยังคงมีให้เห็นในยุคปัจจุบันหลายบทเพลง ในอัลบั้มชุดที่ 16 ปริญญาเจ็บก็เช่นกัน ยังคงมีเรื่องราวการพลัดถิ่นของคนชนบทเพื่อเข้ามาเป็นแรงงานให้เห็นอยู่ เช่นเพลงข้าวเหนียวเสียงแคน ซึ่งจากการตีความเนื้อหาของเพลงทำให้ทราบว่า ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ เป็นผลทำให้คู่รักของหญิงสาวต้องพลัดถิ่นจากบ้านเกิดเพื่อเข้าไปทำงาน เพราะในเมืองมีแหล่งสร้างอาชีพที่มากกว่าชนบท ดังเนื้อหาเพลงที่ว่า “ฝ้ายผูกแขน ผูกให้อ้ายก่อนไปสู้งาน ฝ้ายขาวที่ฟั่น ผูกใจห่วงใยฮักแก่น” รวมไปปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางสังคมในเพลงที่ได้อธิบายความแตกต่างของเมืองและชนบทอย่างเห็นได้ชัดว่า ชนบทยังเป็นพื้นที่เนินทุ่งนา ส่วนสภาพแวดล้อมภายในเมืองนั้นคือพื้นที่ที่มีความเจริญทางเทคโนโลยี ดังที่ปรากฏในเนื้อเพลงว่า “เทียวทางผ่านหัวนาดอน หวนวันสัญญาฟ้าแจ้ง” และ “ย่านมีไผมาแทรกแซง อยู่ดงออนไลน์”

ภาพปกอัลบั้มชุดที่ 16 ปริญญาเจ็บ พ.ศ.2558

บทสรุปของทั้งสองปริญญา

ภาพรวมของอัลบั้ม ลูกทุ่งสาวบ้านดอน ชุดที่ 1 ปริญญาใจ พบว่า สภาพแวดล้อมทางเศรษกิจในปี 2543 ในช่วงนั้นเศรษฐกิจภายในประเทศกำลังฟื้นตัว การเข้ามาแสวงหาความมั่งคั่งในเมืองใหญ่จึงเป็นที่นิยมของคนในชนบทในขณะนั้น เพราะเชื่อว่าหากเข้ามาแล้วจะนำพาชีวิตไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  ในด้านสภาพแวดล้อมทางสังคมยังถือว่ามีความเป็นชนบทมากกว่าสังคมเมือง สังเกตจากการบรรยายสภาพแวดล้อมท้องถิ่นในเพลง จะเห็นได้ว่ายังคงเป็นสังคมเกษตรกรรมอยู่ ความเป็นเมืองหรือความเจริญยังไม่กระจายไปยังพื้นที่มาก อิทธิพลของครอบครัวเป็นตัวมีส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิตของผู้หญิง การที่จะมีความรักต้องปรึกษาครอบครัว และครอบครัวอาจเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันในการใช้ชีวิต เพราะครอบครัวมักจะตั้งความหวังไว้กับพวกเธอ ด้านความรักมีทั้งสมหวังและผิด ความรักที่สมหวัง คือ ความรักที่ต่อสู้ดิ้นมาด้วยกันจนประสบผลสำเร็จในชีวิต ส่วนความรักที่ผิดหวังมีมาจากหลายสาเหตุ เช่น การไม่รู้ว่าเขามีคนรัก การถูกหลอกให้รอ การที่คนรักไปแต่งงานกับคนอื่น และสุดท้ายเรื่องของการศึกษาผู้หญิงในยุคนั้นยังได้รับการศึกษาไม่ค่อยสูงมาก ทำให้ต้องออกมาทำงานเป็นผู้ใช้แรงงานเพื่อหาเงินเลี้ยงตนและครอบครัว เป็นสาเหตุที่ทำให้พลัดถิ่นมาเจอเรื่องราวต่างๆ

ส่วนอัลบั้ม ชุดที่ 16 ปริญญาเจ็บ หลังปี 2557 ได้เกิดการรัฐประหารขึ้น เศรษฐกิจในประเทศเติบโตเพียง 2.8 % ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยมาก ผลงานเพลงที่สื่อออกมาจึงแสดงออกในเชิงของการให้กำลังใจในการทำงาน เช่น เพลงส่งฮักส่งแฮง  ส่วนด้านภาพแวดล้อมทางสังคมมีการพูดถึงการพัฒนาของเทคโนโลยี สังเกตจากเนื้อหาที่พบเห็นในบทเพลง ทำให้การติดต่อสื่อสารเกิดขึ้นโดยง่าย เพลงในช่วงนี้ไม่ได้สื่อถึงอิทธิพลของครอบครัวที่มีผลต่อเรื่องความรัก เพราะด้วยสภาพทางสังคมที่เปลี่ยนไป และการแต่งเพลงส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปยังเรื่องของความรักแทน ครอบครัวที่พบส่วนใหญ่จะเป็นครอบครัวของฝ่ายหญิงที่หญิงแต่งงานแล้วออกเรือนมากกว่า  เนื้อหาเพลงในอัลบั้มนี้ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงความรักที่ไม่สมหวัง การถูกนอกใจ และความรักของคนที่ต่อสู้มาด้วยกันมากกว่า ส่วนเรื่องของการศึกษาไม่มีการพูดถึงอย่างชัดในอัลบั้มนี้ ส่วนมากจะเป็นการพูดถึงชีวิตการทำงานถึงแม้จะมีการเปรียบความรักเหมือนการเรียนปริญญา แต่ก็เป็นปริญญาที่ไม่ได้นำมาซึ่งความสำเร็จ นำไปสู่ความทุกข์ใจและความหวาดระแวงแทน

image_pdfimage_print