บ่อยครั้งเรามักได้ยินหรือคุ้นชื่อมรณสักขีชาวไทยไม่ว่าจะเป็นมรณสักขีทั้ง 7 แห่งสองคอนและเรื่องราวการเป็นมรณสักขีของคุณพ่อนิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง แต่หารู้ไม่ว่ายังมีมรณสักขีชาวไทยอีกท่านหนึ่ง ซึ่งได้เป็น “ประจักษ์พยานแห่งความเชื่อ” ด้วยการพลีชีพในช่วงสงครามกลางเมืองลาว ช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1954-1970 (พ.ศ. 2497-2513) นับเป็นวีรกรรมที่กล้าหาญควรค่าแก่การยกย่องและคริสตังรุ่นหลังควรได้รู้จักประวัติของท่านผู้นี้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการอุทิศตนเพื่อผู้อื่น นอกจากนี้แล้วเหล่าพี่น้องต่างความเชื่อเองก็จะได้เรียนรู้เรื่องราวมรสักขีในฝั่งลาวอันเป็นพื้นที่อันมีประวัติศาสตร์สัมพันธ์กันกับฝั่งอีสานอย่างแนบแน่น เพราะเมื่อก่อนผู้คนในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงเคยเดินทางไปมาหาสู่กัน แต่ในตอนหลังเราถูกขวางกันด้วยเส้นเขตแดนของรัฐชาติสมัยใหม่ 

รูปภาพประกอบด้วย ข้อความ, การ์ตูน, โปสเตอร์, เสื้อผ้า
คำอธิบายที่สร้างโดยอัตโนมัติ
ภาพมรณสักขีทั้ง 17 แห่งลาว ลำดับที่ 8 คือบุญราศีโยเซฟ อุทัย พงศ์ภูมิ ภาพจากซิสเตอร์ Hildegard

ปัจจุบันผู้เขียนมีความเห็นว่าเรื่องราวของบุญราศี (การประกาศเป็นบุญราศี หรือ Beatification เป็นกระบวนการที่พระศาสนจักรโรมันคาทอลิกรับรองว่าบุคคลที่มีชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์เมื่อเสียชีวิตลงและได้รับการเสนอชื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณานั้นเขาได้เดินทางเข้าสู่สรวจสวรรค์แล้ว รวมทั้งสามารถขอพรจากพระผู้เป็นเจ้าแทนมนุษย์ได้) ท่านนี้ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในวงกว้างนัก ผู้เขียนจึงขอพาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับบุญราศีโยเซฟ อุทัย พงศ์ภูมิ (Blessed Joseph Uthai Pongphume) สัตบุรุษวัดนักบุญยอแซฟ บ้านคำเกิ้ม อดีตสามเณรศิษย์เก่าบ้านเณรฟาติมาท่าแร่ เลขที่ 26 เป็นครูคำสอน และเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของคุณพ่อโนแอล เตอะโน ซึ่งทั้งสองท่านได้สิ้นสุดชีวิตลงหลังจากไปเยี่ยมคริสตัง กระทั่งถูกทหารเวียดนามเหนือจับกุมตัวทั้งสองให้ทหารฝ่ายลาว (คอมมิวนิสต์) ใกล้เมืองพะลาน เขตเซโปน แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สันนิษฐานว่าทั้งสองท่านอาจถูกยิงเสียชีวิต วันที่ 29 เมษายน ค.ศ. 1961 (คณะอนุกรรมการหนังสือที่ระลึก, 2563, หน้า 179) จากนั้นในเวลาต่อมาทางสันตสำนัก (Holy See) ได้ประกาศให้ท่านได้กลายเป็นบุญราศีพร้อมกับเพื่อนมรณสักขีอีก 16 องค์ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 2016 ณ มหาวิหารนักบุญเปโตร กรุงโรม ประเทศอิตาลี และมีการจัดพิธีประกาศแต่งตั้งบุญราศีแห่งเมืองลาวทั้ง 17 องค์ ประกอบไปด้วย บาทหลวงคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (M.E.P) 10 องค์ บาทหลวงคณะธรรมทูตแห่งมารีย์นิรมล (O.M.I) 4 องค์ ส่วนอีก 3 องค์ เป็นพระสงฆ์พื้นเมืองชาวลาว 1 องค์และครูคำสอน 2 องค์ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 2016 ณ อาสนวิหารพระหฤทัยแห่งพระเยซูเจ้า นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) โดยพระคาร์ดินัลออร์ลันโด เบลทราน เกวโด (Quevedo Card. Orlando Beltran) คณะธรรมทูตแห่ง มารีย์นิรมล (O.M.I) จากประเทศฟิลิปปินส์ เป็นผู้แทนสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส (คณะอนุกรรมการหนังสือที่ระลึก, 2563, หน้า 177)

บ้านคําเกิ้ม : บ้านเกิดของบุญราศีอุทัยและอดีตศูนย์กลางการแพร่ธรรมในอีสานเหนือ

หลังจากที่กลุ่มมิชชันนารีคาทอลิก คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (Société des Missions Etrangères de Paris : M.E.P.) ได้ไถ่ทาสให้เป็นอิสระและตั้งชุมชนบุ่งกะแทวที่เมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัยนั้น ต่อมาในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1882 (พ.ศ. 2425) มีผู้อาวุโส 2 คน จากเผ่าลาวเทิง ซึ่งเป็นเผ่าเดียวกันกับครอบครัวลาวที่ได้รับการไถ่ทาส กลุ่มลาวเทิงได้เดินทางเข้ามาเชิญให้มิชชันนารีคาทอลิกเดินทางไปสอนศาสนาให้กับพวกตนเนื่องจากมีผู้สนใจอยากเข้าศาสนาเป็นจำนวนมาก นั่นจึงทำให้คุณพ่อกองสตัง ฌอง โปรดม (Constand Jean Prodhomme) นำคุณพ่ออัลเฟรด มารี เทโอฟิล รองแดล (Alfred Marie Theophile Rondel) พร้อมกับครูเณรทองและอดีตทาสที่ได้รับการไถ่จำนวนหนึ่งออกเดินทางเพื่อขึ้นไปสำรวจพื้นที่และประกาศข่าวดีแถบอีสานเหนือตามคำเชื้อเชิญของกลุ่มลาวเทิง โดยกลุ่มมิชชันนารีคาทอลิกเดินทางผ่านเมืองอำนาจเจริญและเมื่อมาถึงเมืองนครพนม ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1883 กลุ่มของคุณพ่อก็ได้พบกับกลุ่มคริสตังเวียดนาม จำนวน 21 คน ที่หนีการเบียดเบียนทางศาสนา (Religious Persecution)  ในสมัยจักรพรรดิตือดึก (ค.ศ. 1847-1883) แห่งราชวงศ์เหงียน ซึ่งคนกลุ่มนี้ได้อาศัยอยู่ที่นครพนมเป็นเวลากว่า 30 ปีมาแล้ว เพราะเจ้าเมืองนครพนมไม่อนุญาตให้กลุ่มคริสตังเวียดนามกลับบ้านเกิด 

สภาพความเป็นอยู่ของคนกลุ่มนี้ส่วนมากเป็นคนยากจน บางคนตกเป็นทาส และถูกกดขี่ขูดรีดจากผู้มีอำนาจ เมื่อกลุ่มของคุณพ่อเดินทางมาถึงเมืองนครพนมก็ได้รับการต้อนรับด้วยความยินดียิ่งจากคริสตังเวียดนาม ต่อมากลุ่มมิชชันนารีก็ต้องเดินทางต่อจนถึงหนองคาย เมื่อได้สำรวจและเรียนรู้สภาพพื้นที่ท้องถิ่นแล้วกลุ่มมิชชันนารีได้เดินทางกลับมาแวะพักที่นครพนมอยู่นานหลายเดือน โดยคุณพ่อโปรดมได้สอนคำสอนให้กับผู้ใหญ่จนได้รับศีลล้างบาป 8 คน และคุณรองแดลโปรดศีลล้างบาปให้เด็ก 5 คน และจัดให้สามีภรรยาอีก 4 คู่ได้รับศีลสมรสอย่างถูกต้อง นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในพื้นที่แถบอีสานตอนบน แต่เนื่องด้วยเวลาในช่วงนั้นใกล้ช่วงที่คุณพ่อโปรดมต้องเดินทางกลับไปกรุงเทพฯ ประจำทุกปีในช่วงเดือนพฤศจิกายนเพื่อรายงานการปฏิบัติหน้าที่ จึงทำให้บรรดามิชชันนารีต้องเดินทางกลับเมืองอุบลฯ (คณะอนุกรรมการหนังสือที่ระลึก, 2563, หน้า 136-137)

ผลการสำรวจครั้งนี้ทำให้คุณพ่อโปรดมมองเห็นลู่ทางในการขยายลู่ทางในการขยายเขตงานเผยแผ่ศาสนาคริสต์มายังนครพนม หลังปัสกา ค.ศ. 1884 (พ.ศ. 2427) คุณพ่อโปรดม คุณพ่อฟรังซัวส์ มารีย์ ซาเวียร์ เกโก (François Marie Xavier Guégo) ครูเณรทันและครูเณรชื่นออกเดินทางจากเมืองอุบลฯ ไปยังนครพนมด้วยขบวนเกวียน เมื่อมาถึงมุกดาหารพวกท่านได้ขนสัมภาระลงเรือและส่งครูเณรชื่นและเกวียนกลับอุบลฯ ส่วนคุณพ่อโปรดม คุณพ่อเกโกและครูเณรทันได้นั่งเรือพายขึ้นไปจนถึงนครพนม คุณพ่อเกโกได้อยู่กับกลุ่มคริสตังที่นครพนม ระยะหนึ่ง (คณะอนุกรรมการหนังสือที่ระลึก, 2563, หน้า 139) ดังที่ระบุในเอกสารใบบอกเมืองนครพนมว่า “…มีชาวญวนในนครพนมที่ไม่ได้เข้าศาสนาในบาทหลวงทั้งชาย หญิง รวม 132 คน การสอนศาสนาแก่คนญวนเหล่านี้ ไม่มีปัญหาอุปสรรค ในด้านภาษาแต่อย่างใด ทั้งนี้ เพราะใช้ภาษาญวน ในระยะนั้นมิชชันนารีทั้งสองท่านเริ่มเรียนภาษาญวนจนสามารถพูดได้…” (กองจดหมายเหตุแห่งชาติ, 2428 อ้างในพรรณี สิงหะสุริยะ ยุวดี ตีปนียากรและอำนาจ พลไชยชา, 2542, หน้า 80) 

ต่อมาคุณพ่อเกโกร่วมกับคุณพ่อยอร์ช ดาแบง (Georges Dabin) ทั้งสองท่านได้รวบรวมคริสตังที่อาศัยอยู่ทางทิศเหนือของนครพนม ก่อนจะมีการหารือกันย้ายไปตั้งหมู่บ้านอยู่ห่างจากตัวเมืองนครพนมไปทางเหนือ ประมาณ 3 กิโลเมตร โดยคุณพ่อทั้งสองท่านร่วมกับคริสตังจึงร่วมใจกันถางป่าและตั้งหมู่บ้านคำเกิ้มขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1885 (พ.ศ. 2428) และต่อมาชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงรวมทั้งจากต่างพื้นที่ก็ได้มาสมัครเรียนคำสอนมากยิ่งขึ้น (วิทยาลัยแสงธรรม, 2533, หน้า 283)

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1881 เป็นต้นไปอีสานเหนือในเวลานั้นการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ได้ขยายตัวเป็นวงกว้าง ทำให้สามารถจัดตั้งชุมชนคริสตังในหมู่บ้านต่างๆ โดยมีศูนย์กลางของการเผยแผ่ศาสนาสองแห่งคือศูนย์ท่าแร่ สกลนคร สำหรับการเผยแผ่ศาสนาทางภาคตะวันตกของอีสาน และศูนย์คำเกิ้ม นครพนม สำหรับการเผยแผ่ศาสนาทางภาคเหนือของอีสานรวมทั้งตามลำน้ำโขง ซึ่งพื้นที่ในแถบศูนย์คำเกิ้มผู้ที่เข้ามานับถือคริสต์ส่วนใหญ่จะเป็นคนญวน คนลาวและทาส (พรรณี สิงหะสุริยะ ยุวดี ตีปนียากรและอำนาจ พลไชยชา, 2542, หน้า 100) ข้อมูลจากหนังสือสืบสานพันธกิจและตามรอยธรรมทูต (2563, หน้า 140) ระบุว่า “ช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1881-1889 (พ.ศ. 2424-2432) มิชชันนารีได้ตั้งชุมชนคริสตังขึ้นในภาคอีสานและลาวได้ทั้งหมด 55 หมู่บ้าน โดยเกิดจาก ศูนย์บุ่งกะแทว อุบลฯ 15 หมู่บ้าน ศูนย์ท่าแร่ สกลนคร 9 หมู่บ้าน และศูนย์คำเกิ้ม นครพนม 31 หมู่บ้าน” แม้จะไม่มีตัวเลขว่าแต่ละหมู่บ้านนั้นมีคริสตังเป็นจำนวนเท่าใด แต่ที่หมู่บ้านซึ่งเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่ศาสนา อย่างเช่น บ้านคำเกิ้ม ในปี พ.ศ. 2435 มีคริสตังทั้งหมดจำนวน 1,500 คน และหมู่บ้านท่าแร่มีคริสตัง จำนวน 1,916 คน (เกลาดีอุส บาเย, 2527, หน้า 99 อ้างใน พรรณี สิงหะสุริยะ ยุวดี ตีปนียากรและอำนาจ พลไชยชา, 2542, หน้า 83) 

Don Daniele: โบสถ์เก่าคำเกิ้ม
วัดนักบุญยอแซฟ คำเกิ้ม หลังที่ 2 ซึ่งอุทัย พองพูมได้รับศีลล้างบาป – ภาพจากคุณพ่อดาเนียล ขวัญ ถิ่นวัลย์

วัดนักบุญยอแซฟ คำเกิ้มเป็นวัดคาทอลิกลำดับที่ 3 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สร้างขึ้นต่อจากวัดแม่พระนฤมลทิน บุ่งกะแทว อุบลราชธานี (ค.ศ. 1898) และวัดมหาพรหมมีคาแอล ท่าแร่ สกลนคร (ค.ศ. 1906) ซึ่งวัดคำเกิ้มหลังแรกสร้างขึ้นตั้งแต่ปีแรกของการก่อตั้งหมู่บ้าน เป็นวัดไม้ชั่วคราว ต่อมาในปี ค.ศ. 1904 (พ.ศ. 2447) คุณพ่อเฟรสแนลได้สร้างบ้านพักพระสงฆ์ขึ้นพร้อมกับวัดหลังใหม่ถาวรผนังก่ออิฐถือปูน หลังคามุงด้วยไม้ ได้เริ่มก่อสร้างปี ค.ศ. 1904 และได้รับการเสกเปิดวัดในวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ. 1907 (พ.ศ. 2450) ต่อมาวัดหลังเก่าที่ท่าแร่และบุ่งกะแทวถูกรื้อเพื่อสร้างวัดหลังใหม่ จึงเหลือแค่เพียงวัดคำเกิ้ม ซึ่งกลายเป็นวัดคาทอลิกที่เก่าแก่ที่สุดในอีสานและยังคงเป็นสัญลักษณ์ความทรงจำเกี่ยวกับยุคมิสซังลาวที่หลงเหลือเพียงแห่งเดียว (ขวัญ ถิ่นวัลย์, 2560, ออนไลน์)

ชีวิตของบุญราศีโยเซฟ อุทัย พงศ์ภูมิ

บุญราศีโยเซฟ อุทัย พงศ์ภูมิ (Blessed Joseph Uthai Pongphume) เกิดที่หมู่บ้านคําเกิ้ม  ต.อาจสามารถ อ.เมือง จ.นครพนม จากหลักฐานเอกสารศีลล้างบาปทำให้ทราบว่าอุทัย พงศ์ภูมิ ได้รับศีลล้างบาปวันพระคริสตสมภพวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1933 (พ.ศ. 2476) ณ วัดนักบุญยอแซฟคำเกิ้มแต่ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าท่านบุญราศีเกิดเมื่อไหร่เนื่องจากไม่มีพบหลักฐานเกี่ยวกับตัวท่าน สันนิษฐานว่าท่านอาจจะเกิดก่อนปี ค.ศ. 1933 (อนุชา ไชยเดช, 2560, หน้า 11) โดยเป็นบุตรของเปาโล เครือกับอันนา ผาน พองพูม

outhay-2
บุญราศียอแซฟ อุทัย พองพูม ชาวคำเกิ้ม – ภาพจาก : martyrsoflaos.wordpress.com

จากคำบอกเล่าของบัวผัน วงษ์ษาหรือยายคำแสน ซึ่งเป็นน้องสาวคนเล็กของบุญราศีอุทัย พองพูม โดยได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับชีวประวัติของบุญราศียอแซฟ อุทัย พองพูมลงในนิตยสารคาทอลิกรายเดือน อุดมศานต์ ฉบับเดือนธันวาคม 2560 (อนุชา ไชยเดช, 2560, หน้า 11) ทำให้เราทราบว่า “บุญราศีอุทัย พองพูม เป็นลูกคนที่ 10 ในจำนวนพี่น้อง 22 คน แต่ว่าส่วนใหญ่เสียชีวิตตั้งแต่เป็นเด็ก บิดาของท่านคือ เปาโล เครือ พองพูม เคยเป็นเณรที่บ้านเณรบางช้าง ต.บางยี่รงค์ อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม รุ่นใกล้กับพระสังฆราชมิแชล มงคล ประคองจิต เพราะคุ้นเคยและรู้จักกันเป็นอย่างดี เมื่อกลับมาบ้านได้พบรักกับอันนา ผาน และได้แต่งงานกันไม่กลับเข้าบ้านเณรอีก แต่ได้สร้างครอบครัวและใช้วิชาความรู้ที่เคยเรียนที่บ้านเณร ทำหน้าที่ครูคำสอนที่วัดคำเกิ้มและช่วยงานพระศาสนจักรอย่างเต็มกำลังความสามารถ เนื่องจากบุตรธิดาของครูเครือกับอันนาผาน พองพูม ส่วนใหญ่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้น เมื่อให้กำเนิดเด็กชายอุทัย พองพูม เดือนธันวาคม ค.ศ. 1933 (พ.ศ. 2476) ครูเครือ พองพูมได้นำบุตรชายไปล้างบาปที่วัดกับคุณพ่อโนแอล เตอโน เจ้าอาวาสในขณะนั้นและมอบให้เป็นลูก โดยคุณพ่อได้มอบให้ซิสเตอร์เวโรนิกาจากอารามเชียงหวาง ประเทศลาวซึ่งประจำที่วัดคำเกิ้มเป็นคนเลี้ยง” 

ชีวิตในวัยเด็ก

อุทัย พงศ์ภูมิเติบโตท่ามกลางบรรยากาศแห่งความยากลำบากทั้งจากฐานะความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นและจากภัยของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเวลานั้นอุทัยอายุประมาณ 7 ขวบ ก็ต้องพบกับการเบียดเบียนทางศาสนาในประเทศไทย ซึ่งบรรดาพระสงฆ์ต่างชาติถูกขับไล่ออกนอกประเทศ ทำให้ไม่มีพระสงฆ์เหลือในหมู่บ้าน ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 และการเบียดเบียนศาสนาสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) โยเซฟ อุทัยโตขึ้นจนมีอายุได้ 12 ปี เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความเชื่อศรัทธาและความประพฤติเรียบร้อยอีกทั้งยังมีความเฉลียวฉลาด เขาจึงถูกส่งเข้าไปเรียนที่บ้านเณรเล็ก ซึ่งจากข้อมูลของยายคำแสน ยืนยันว่าบุญราศีอุทัยเข้าศึกษาที่บ้านเณรบางนกแขวก โดยเรียนอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 6 ปีจนจบชั้นมัธยม แต่กลับไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันว่าบุญราศีอุทัยได้เข้าศึกษาที่บ้านเณรบางนกแขก จึงทำให้ข้อมูลช่วงนี้ยังไม่ชัดเจนนัก (อนุชา ไชยเดช, 2560, หน้า 12) ผู้เขียนจึงสันนิษฐานตามข้อมูลที่ปรากฏจากการค้นคว้าของคุณพ่อขวัญ ถิ่นวัลย์ เจ้าอาวาส วัดนักบุญยอแซฟ ดอนทอย-หนองสนุก จ.สกลนคร พบว่าในเอกสารทะเบียนรายชื่อสามเณรฟาติมาได้ระบุว่า ยอแซฟ อุทัย พองพูม ปี ค.ศ. 1947 เป็นสามเณรรุ่นแรก เลขที่บ้านเณร ลำดับที่ 26 จากหลักฐานจึงเป็นไปได้ว่ายอแซฟ อุทัย พองพูมเข้าศึกษาต่อที่บ้านเณรฟาติมา สกลนคร

फ़ोटो के बारे में कोई जानकारी नहीं दी गई है.
ภาพถ่ายนักเรียน บ้านเณรฟาติมา รุ่นแรก และทางขวามือคือรายชื่อสามเณร – ภาพจากคุณพ่อดาเนียล ขวัญ ถิ่นวัลย์ เจ้าอาวาสวัดวัดนักบุญยอแซฟ ดอนทอย-หนองสนุก
फ़ोटो के बारे में कोई जानकारी नहीं दी गई है.

จุดหักเหของชีวิต

หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษา อุทัย พองพูมได้ออกจากบ้านเณรกลับมาใช้ชีวิตที่คำเกิ้ม เนื่องจากแม่และบรรดาพี่ทุกคนเสียชีวิต อุทัยจึงต้องกลับมาช่วยงานครอบครัวในการดูแลดูแลบิดาและน้องชายน้องสาว 4 คน ซึ่งยังเล็กๆ รวมทั้งนำประสบการณ์จากการเป็นอดีตสามเณรในการช่วยงานที่วัดนักบุญยอแซฟคำเกิ้ม ด้วยการเป็นผู้นำการภาวนา ร้องเพลงในวัด อ่านบทอ่าน และเป็นครูคำสอนในชุมชนคำเกิ้ม 

หนึ่งปีถัดมาอุทัยก็ได้พบรักและแต่งงานกับมารีอา คำตัน ทองคำ ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1953 (พ.ศ. 2496) แต่หลังจากผ่านไปได้เพียงปีเดียวนั้นภรรยาของอุทัยก็ได้เสียชีวิตลงในขณะที่กำลังคลอดให้กำเนิดบุตรสาว และต่อมาบุตรสาวมีอายุเพียง 3 เดือนต่อมาก็ได้เสียชีวิตลงเช่นกัน นั่นจึงทำให้บุญราศีอุทัยได้ทบทวนเส้นทางกระแสเรียกในชีวิตของตนเองใหม่ อุทัยจึงตัดสินใจออกจากหมู่บ้านและอุทิศตนให้กับพระสังฆราชมีคาแอล มงคล ประคองจิต แห่งสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง (ค.ศ. 1953-1958) ด้วยการเป็นครูคำสอนเต็มเวลา (อนุชา ไชยเดช, 2560, หน้า 12)

เมื่อคุณพ่อโนแอล เตอโน  (Fr. Noël Tenaud) บาทหลวงคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (Missions Étrangères de Paris; M.E.P) ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดคำเกิ้ม เมื่อคุณพ่อได้เป็นอุปสังฆราชมิสซังท่าแขกที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) จึงทำให้คุณพ่อโนแอลต้องการบุคลากรเข้ามาช่วยในเขตพื้นที่มิสซังใหม่ เมื่อคุณพ่อโนแอลก็ได้มาเยี่ยมบ้านคำเกิ้ม อุทัยจึงได้ตัดสินใจติดตามคุณพ่อเตอโนไปช่วยงานเป็นครูคำสอนที่มิสซังท่าแขก แขวงสะหวันนะเขตในเดือนเมษายน ค.ศ. 1961 (พ.ศ. 2504) เนื่องจากอุทัยมีประสบการณ์เคยผ่านการศึกษาและอบรมที่บ้านเณร ทำให้อุทัยได้ทำหน้าที่เป็นครูคำสอนและเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของคุณพ่อโนแอล 

ภารกิจที่อุทัยได้รับมอบหมายจากคุณพ่อนั้น คือการเยี่ยมเยียนให้กำลังใจคริสตชนตามหมู่บ้าน และให้ความช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน เจ็บป่วยตามหมู่บ้านต่างๆ โดยเฉพาะที่บ้านป่งกิ่ว เมืองหนองบก แขวงคำม่วน ซึ่งบ้านป่งกิ่ว บึงหัวนาและดงหมากบ้าเป็นหมู่บ้านของชนเผ่าโส้ที่เก่าแก่ ซึ่งได้รับการช่วยเหลือดูแลมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อ ซาเวียร์ เกโก เมื่อ ค.ศ. 1887 (พ.ศ. 2430) จากการที่อุทัยได้รับผิดชอบหน้าที่อภิบาลหลายประการ จึงทำให้อุทัยกับชาวบ้านท้องถิ่นมีความผูกพันเป็นอย่างมาก (อนุชา ไชยเดช, 2560, หน้า 12) 

หลังจากนั้นอุทัย พองพูม กับคุณพ่อโนแอล เตอโนได้เดินทางไปบุกเบิกงานเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ณ เมืองเชโปน ซึ่งในพื้นที่นี้ไม่มีคริสตชนเลยแม้แต่คนเดียว เดือนเมษายน ค.ศ. 1961 (พ.ศ. 2504) ครูอุทัย พองพูม คุณพ่อโนแอล เตอโน และเยาวชนจากบ้านป่งกิ่วคนหนึ่งได้ไปเยี่ยมหมู่บ้านคริสตชนสำรอง ทั้งสามคนนั่งรถยนต์จากสะหวันนะเขตมุ่งหน้าไป เขตเซโปนใกล้เมืองพะลาน เมื่อเห็นว่าสถานที่บริเวณนั้นไม่มีความปลอดภัย จึงคิดจะกลับไปสะหวันนะเขต แต่แล้วพวกท่านก็ไม่ได้กลับมา สันนิษฐานว่าทั้งสองท่านอาจถูกยิงเสียชีวิต ทั้งสองท่านจึงได้กลายเป็นมรณสักขีและได้รับการแต่งตั้งเป็นบุญราศีในคราวเดียวกัน (อนุชา ไชยเดช, 2560, หน้า 13)

บทสรุป

จากเรื่องราวชีวิตและวีรกรรมแห่งความเชื่อของโยเซฟ อุทัย พองพูมก็ทำให้เราได้เรียนรู้และเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจว่าในบรรดาบุญราศีแห่งเมืองลาว 17 องค์นั้น มีคนที่เกิดเติบโตในแผ่นอีสานได้เป็นส่วนหนึ่งในบรรดาบุญราศี เท่ากับว่า ณ ตอนนี้เรามีบุญราศีชาวไทยรวมทั้งหมด 9 องค์ ซึ่งทั้ง 9 ท่านก็มีชีวิตอยู่ในช่วงที่ไล่เลี่ยกัน ผู้เขียนมีความเห็นว่าสำหรับอนุชนคริสตังรุ่นหลัง ควรศึกษาทำความเข้าใจและเรียนรู้ชีวิตของเหล่าบุญราศีเพื่อเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตตามพระวาจาของพระ นอกจากประเด็นความศรัทธาในทางศาสนาแล้ว ผู้เขียนมีความเห็นว่าเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเช่นนี้ ควรที่จะมีการศึกษาให้มากยิ่งขึ้น และควรค่าแก่การเปิดพื้นที่ให้ผู้คนในสังคมได้รับรู้ ซึ่งผู้เขียนมองว่าเรื่องราวเหล่านี้ยังคงจำกัดอยู่ในพื้นที่การรับรู้เฉพาะในแวดวงคริสตัง ดังนั้น บทความชิ้นนี้จึงต้องการสร้างพื้นที่การรับรู้เรื่องราวของบุญราศีโยเซฟ อุทัย พงศ์ภูมิให้ได้รับรู้ในวงที่กว้างขวางยิ่งขึ้น และเป็นการเตือนใจถึงผู้มีอำนาจไม่ว่าจะรัฐไหนๆ ก็ตาม ขอให้ท่านจงตระหนักถึงเสรีภาพในการนับถือศาสนา รัฐบาลลาวควรหาโอกาสออกมาขอโทษกับสิ่งที่ได้กระทำลงไปในอดีตรวมทั้งรัฐบาลไทยที่ได้เคยกระทำการเบียดเบียนทั้งศาสนาคริสต์ อิสลามและความเชื่ออื่นๆ เมื่อใดก็ตามที่ผู้มีอำนาจพยายามประหัดประหารผู้ที่มีความเชื่อแตกต่างจากรัฐ ความเชื่อที่ถูกปิดกั้นนั้นก็จะค่อยๆ เบ่งบานท่ามกลางใจของผู้คนในสังคม

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อ้างอิง

  • กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสาร ร.5 ม.2 1 ก. ใบบอกเมืองนครพนม วัน 3 7/10 ค่ำ ปีกุล สัปตศก 1247. 15 กันยายน 2428 อ้างในพรรณี สิงหะสุริยะ ยุวดี ตีปนียากรและอำนาจ พลไชยชา. (2542). แกะรอยมิสชันนารีฝรั่งเศสแพร่ธรรม ภาคอีสาน. ม.ป.ท. : ม.ป.ท.
  • เกลาดีอุส บาเย. (2527). ประวัติการเผยแผ่ศาสนาในภาคอีสานและลาว. (เกี้ยน เสมอพิทักษ์, ผู้แปล).    อ้างในพรรณี สิงหะสุริยะ ยุวดี ตีปนียากรและอำนาจ พลไชยชา. (2542). แกะรอยมิสชันนารีฝรั่งเศสแพร่ธรรม ภาคอีสาน. ม.ป.ท. : ม.ป.ท.
  • ขวัญ ถิ่นวัลย์. (2559). บุญราศีลาวชาวไทย อุทัย พองพูม. Blogspot. เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม  พ.ศ. 2559. สืบค้นจาก https://dondaniele.blogspot.com/2016/12/blog-post.html
  • ขวัญ ถิ่นวัลย์. (2560). โบสถ์เก่าคำเกิ้ม. Blogspot. เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560. สืบค้นจาก https://dondaniele.blogspot.com/2017/03/blog-post_31.html
  • ขวัญ ถิ่นวัลย์. (2560). บุญราศียอแซฟ อุทัย พองพูม. Blogspot. เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม    พ.ศ. 2560. สืบค้นจาก https://dondaniele.blogspot.com/2017/03/blog-post_34.html.
  • คณะอนุกรรมการหนังสือที่ระลึก. (2563). สืบสานพันธกิจและตามรอยธรรมทูตที่ระลึก 100 ปี มรณกรรมสองธรรมทูตผู้บุกเบิก. สกลนคร: ห้างหุ้นส่วนจำกัดสมศักดิ์การพิมพ์ กรุ๊ป
  • พรรณี สิงหะสุริยะ ยุวดี ตีปนียากรและอำนาจ พลไชยชา. (2542). แกะรอยมิสชันนารีฝรั่งเศสแพร่ธรรม ภาคอีสาน. ม.ป.ท. : ม.ป.ท.
  • วิทยาลัยแสงธรรม. (2533). ประวัติพระศาสนจักรคาทอลิกไทย สมัยกรุงศรีอยุธยา-สังคายวาติกันที่ 2           (พ.ศ. 2098-พ.ศ.2508). กรุงเทพฯ : วิทยาลัยแสงธรรม
  • อนุชา ไชยเดช. (2560). “มิตรภาพแห่งความเชื่อ ศรัทธา ลาว-ไทย…. ใช่เชื่อมแค่แม่น้ำโขง”.                     นิตยสารคาทอลิกรายเดือน อุดมศานต์. ธันวาคม 2560. หน้า 8-23
image_pdfimage_print