กว่าสองปีที่ผ่านมา ผมได้อุทิศเวลาส่วนหนึ่งให้กับการเขียน “ส่วนเสี้ยว” ประวัติศาสตร์เมืองหนองบัวลำภูในแง่มุมและประเด็นต่างๆ

ที่ผมเรียกว่า “ส่วนเสี้ยว” เพราะประวัติศาสตร์ตอนนี้เป็นเพียงเรื่องเล่าเล็กๆ ที่มองด้วยสายตาอันบริสุทธิ์และปราศจากอคติก็ย่อมรู้ได้ในทันทีโดยไม่ต้องพิเคราะห์ว่า ไม่มีความสลักสำคัญอันใดต่อเมืองหนองบัวลำภูเลย

ทว่า “ส่วนเสี้ยว” ดังกล่าวกลับเป็นเรื่องเล่าที่ดูเหมือนจะโดดเด่นและถูกให้ความสำคัญจากหน่วยงานราชการเป็นพิเศษ เห็นได้จากงานประจำปีของจังหวัดที่ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เพื่อระลึกนึกถึง “ส่วนเสี้ยว” ของประวัติศาสตร์ที่ว่านี้ ทั้งนี้ก็เนื่องด้วยว่า “ส่วนเสี้ยว” ดังกล่าวถูกมองในมุมของประวัติศาสตร์แห่งชาติมาตั้งแต่ต้น “ส่วนเสี้ยว” ดังกล่าวผมกำลังหมายถึง “ตำนานพระนเรศวร” ในพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู

ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่หนองบัวลำภู ถ่ายเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2511  (ภาพจากนิตยสาร “เสรีภาพ” ฉบับที่ 150 ปี 2511)

เรื่องเล่าว่า เมื่อกรุงศรีอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นของหงสาวดี มีสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชครองราชย์เป็นกษัตริย์ คราวหนึ่งพระเจ้าหงสาวดีมีคำสั่งให้กองทัพอยุธยายกพลขึ้นไปสมทบกองทัพหงสาวดีเพื่อตีกรุงศรีสัตนาคนหุต (ล้านช้างเวียงจันทน์) ครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรตามเสด็จไปด้วย พอถึงตำบลหนองบัวเมืองด่านของล้านช้างเวียงจันทน์ พระนเรศวรเกิดเป็นไข้ทรพิษ พระเจ้าหงสาวดีจึงให้ยกทัพกลับ

หลักฐานเก่าแก่ที่สุดของเรื่องเล่านี้คือพงศาวดารฉบับต่างๆ ฉะนั้น ก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นอย่างน้อย เรื่องเล่านี้ย่อมไม่ปรากฏเป็นที่แพร่หลายนัก หากจะรับรู้กันก็คงจะอยู่ในแวดวงเจ้านายและขุนนางเท่านั้น และในแวดวงดังกล่าวก็คงจะรับรู้กันเฉพาะผู้ที่สนใจและได้อ่านพงศาวดารจริงๆ

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่พอจะยืนยันเรื่องนี้ได้คือ เมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จมาตรวจราชการ ณ มณฑลอุดรในปี 2449 (1906) พระองค์ได้สอบถามขุนนางในพื้นที่ว่า หนองบัวลำภูอยู่ที่ไหน เพราะเห็นชื่อปรากฏอยู่ในพงศาวดาร ขุนนางจึงตอบว่าหนองบัวลำภูคือชื่อเก่าของเมืองกมุทธาสัย (ชื่อเมืองหนองบัวลำภูที่ใช้ในขณะนั้น)

นัยหนึ่งก็น่าจะสะท้อนได้ว่า ชนชั้นนำในกรุงเทพฯ ไม่รู้ว่าหนองบัวลำภูกับเมืองกมุทธาสัยคือเมืองเดียวกัน (ทั้งที่ชนชั้นนำในกรุงเทพฯ นั้นเอง สั่งให้ใช้ชื่อนี้) เพราะขนาดกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นยังไม่รู้จัก เป็นแต่เพียงอาจจะสันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในเขตพื้นที่ของมณฑลอุดร จึงได้ตั้งคำถามเรื่องนี้ในพื้นที่ดังกล่าว ดังที่ทรงเล่าในหนังสือ สาส์นสมเด็จ ว่า 

“เรื่องตำบลหนองบัวลำภูนั้น เมื่อหม่อมฉันขึ้นไปตรวจราชการมณฑลอุดร ได้สืบถามว่าอยู่ที่ไหน เพราะเห็นเป็นที่สำคัญมีชื่อในพงศาวดาร…เมื่อหม่อมฉันไป ได้รับคำชี้แจงที่เมืองอุดรว่าหนองบัวลำภูนั้นคือ เมืองกุมุทาสัย…” (หน้า 238-239)

โปรดสังเกตว่าขั้นแรกทรงใช้คำว่า “มณฑลอุดร” ต่อมาจึงใช้คำว่า “เมืองอุดร” หมายความว่า พระองค์น่าจะสันนิษฐานมาก่อนแล้วว่าหนองบัวลำภูหรือ “ตำบลหนองบัว” ตามที่ปรากฏในพงศาวดารนั้นอยู่ในเขตบริเวณของมณฑลอุดร แต่ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน โดยอาจเป็นไปได้ว่าในระหว่างเดินทางไปตามเมืองต่างๆ ในมณฑลอุดร พระองค์ก็จะสืบถามหาเมืองดังกล่าว และต่อมาจึงได้คำตอบนี้ในขณะที่อยู่ “เมืองอุดร” ซึ่งเป็นที่ว่าการของมณฑลอุดร

ขณะเดียวกัน ขุนนางในพื้นที่เองก็ไม่รู้ว่าเมืองกมุทธาสัยหรือหนองบัวลำภูเคยเป็นพื้นที่ที่พระนเรศวรเคยผ่านทัพมาพัก เพราะพงศาวดารน่าจะยังไม่แพร่หลายให้ผู้คนได้อ่านมากนัก ยิ่งขุนนางในพื้นที่ห่างไกลกรุงเทพฯ ก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ หรือถึงจะเคยอ่านก็คงจะไม่ได้สนใจที่จะตีความและค้นหาว่า “ตำบลหนองบัวในจังหวัดเมืองล้านช้าง” ที่ปรากฏในพงศาวดารคือที่ไหน 

เอาเข้าจริง เรื่องนี้สามารถเข้าได้ง่ายนิดเดียว กล่าวคือ ขนาดกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่เป็นถึงเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มากไปกว่านั้นยังเป็นบุคคลในจำนวนไม่กี่คนซึ่งนับได้ ที่สนใจและศึกษาเรื่องราวในพงศาวดารอย่างจริงจัง ก็ยังไม่ทราบว่าเมืองดังกล่าวอยู่ที่ใด มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่บรรดาขุนนางโดยเฉพาะในพื้นที่จะไปประสีประสากับเรื่องดังกล่าว

ดังนั้น กรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงน่าจะเป็นบุคคลแรกที่พยายามสืบค้นหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง และเปิดเผยเรื่องเล่านี้ให้สาธารณะชนได้รับรู้ อย่างน้อยก็บรรดาขุนนางในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม พอเรื่องนี้ถูกเปิดเผยในกาลครั้งนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เกิดผลรูปธรรมอะไรขึ้น มากสุดก็คงจะเป็นเพียงว่าเรื่องราวดังกล่าวได้ถูกรับรู้และเข้าไปประดับในสมองหรือความทรงจำของขุนนางในพื้นที่เท่านั้น

การปรากฏขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมของ “ตำนานพระนเรศวร” ในพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู อันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ตำนานดังกล่าวกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญสุดของหนองบัวลำภูในปัจจุบัน เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อมีการสร้างศาลฯ ในปี 2510 (1967) นี้เอง

ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้คือ พระยาอุดรธานีศรีโขมสาครเขตต์ (จิตร จิตตะยโศธร) ซึ่งในปี 2510 พระยามีชื่อผู้นี้อยู่ในฐานะผู้เฒ่าอดีตข้าราชการบำนาญ เกษียณอายุราชการมานานแล้ว

พระยาอุดรธานีศรีโขมสาครเขตต์ (ภาพจากหนังสือ “เมืองในภาคอีสาน”)

บทความนี้ต้องการจะชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่พระยาอุดรธานีฯ จะกลายมาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการทำให้ “ตำนานพระนเรศวร” ถูกสถาปนาขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมใน จ.หนองบัวลำภู เพราะหากเราสืบย้อนกลับไปดูภูมิหลังของพระยามีชื่อผู้นี้ก็จะหายสงสัยในทันที

ควรอธิบายสักนิดว่า การปรากฏขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมของตำนานพระนเรศวร ณ เมืองหนองบัวลำภูในที่นี้หมายถึง เรื่องเล่าพระนเรศวรมาพักทัพในพื้นที่เมืองหนองบัวลำภูได้กระโดดออกจากพงศาวดารและพระนิพนธ์ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ อันเป็นการข้ามพ้นจินตนาการจากตัวอักษรไปสู่การเห็นตัวตนของพระนเรศวรที่จำแลงแปลงกายออกมาในรูปศาลและอนุสาวรีย์ในปี 2511 (1968) ลักษณะเช่นนี้เพิ่งปรากฏให้เห็นในพื้นที่ต่างจังหวัดของไทยหลังปี 2500 (1957) มานี้เอง โดยเริ่มจากอนุสาวรีย์ที่ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ในปี 2502 (1959) เป็นแห่งแรก (ดู ปิยวัฒน์ สีแตงสุข และชาติชาย มุกสง, 2565, หน้า 7; ปิยวัฒน์ สีแตงสุข, 2566)

บทบาทของพระยาอุดรธานีฯ ต่อการสร้างศาลพระนเรศวรตามที่ปรากฏในประวัติศาสตร์นิพนธ์ฉบับทางการ

ตามที่ปรากฏในประวัติศาสตร์นิพนธ์ฉบับทางการ ต่างก็ระบุไว้ใกล้เคียงกันว่า พระยาอุดรธานีฯ เป็นผู้สร้างศาลพระนเรศวรเมืองหนองบัวลำภูขึ้น ทั้งนี้จะขอยกมาเพียงสองชิ้นหลักดังนี้

หนังสือ วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดหนองบัวลำภู (2544) เป็นที่นิยมอ้างอิงกันในวงวิชาการเมื่อต้องกล่าวถึงหนองบัวลำภู ทั้งนี้ก็เนื่องด้วยว่าเป็นหนังสือที่ถูกเขียนโดยคณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภูเป็นประธานคณะกรรมการ 

หนังสือเล่มนี้ระบุบทบาทของพระยาอุดรธานีฯ ในการสร้างศาลฯ ว่า 

“การที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้เคยเสด็จมาประทับพักแรมที่เมืองหนองบัวลำภูเมื่อ พ.ศ. ๒๑๑๗ นั้น ทำให้ชื่อเมืองหนองบัวลำภูได้จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทย นับเป็นเกียรติประวัติอันดีงามและมีคุณค่ายิ่งนัก ดังนั้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ วีรกษัตริย์ไทยซึ่งมาประทับยังแผ่นดินนี้ พระยาอุดรธานีศรีโขมสาครเขต (จิต จิตตยโสธร) อดีตเจ้าเมืองอุดรธานี ได้ร่วมใจกับชาวหนองบัวลำภูสร้างศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไว้ ณ ด้านตะวันออกริมฝั่งหนองบัวลำภู หน้าที่ว่าการอำเภอเมืองหนองบัวลำภูปัจจุบัน…” (หน้า 252)

หนังสือของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยชื่อ ทรัพยากรการท่องเที่ยวไทยชุดภาคอีสาน : หนองบัวลำภู (2552) จัดพิมพ์ภายใต้โครงการจัดทำหนังสือทรัพยากรการท่องเที่ยวไทย ชุดภาคอีสานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 มีผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นประธานกรรมการอำนวยการ ระบุบทบาทของพระยาอุดรธานีฯ ว่า

“ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ หนองบัวลำภูยังขึ้นกับจังหวัดอุดรธานี พระยาอุดรธานีศรีโขมสาครเขตต์ (จิตร จิตตะยโศธร) ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ลำดับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๔๖๒ – ๒๔๖๘) มีดําริให้สร้างศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงติดตามสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชยกกองทัพมาช่วยพม่ารบลาวที่หนองบัวลำภู” (หน้า 16)

หากพิจารณาข้อความของหนังสือทั้งสองเล่มก็จะเห็นว่ามีลักษณะของข้อมูลที่คล้ายกันอย่างหนึ่งคือ พระยาอุดรธานีฯ เป็นผู้ดำริให้สร้างศาลฯ ขึ้น เพียงแต่เล่มที่สองระบุลงรายละเอียดว่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6

ทั้งนี้ดูเหมือนว่าหนังสือเล่มหลังจะระบุข้อมูลที่คลาดเคลื่อน กล่าวคือ ความจริงแล้วพระยาอุดรธานีฯ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีคนที่ 5 ในช่วงปี 2469-2478 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 7 ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ในช่วงเวลาที่หนังสือเล่มดังกล่าวระบุแท้จริงแล้วคือ พระยาอุดรธานีศรีโขมสาครเขตต์ (ช่วง สุวรรทรรภ) 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหนังสือเล่มแรกระบุอย่างกว้างๆ ว่าพระยาอุดรธานีฯ เป็นผู้สร้างศาลฯ โดยไม่ระบุช่วงเวลา และการที่หนังสือเล่มที่สองระบุข้อมูลลงในรายละเอียดเช่นว่านั้น ส่งผลให้ข้อความของหนังสือเล่มแรก สามารถตีความได้เป็น 2 ความหมายคือ ความหมายแรกอาจหมายถึงตามที่หนังสือเล่มที่สองระบุ นั่นคือ พระยาอุดรธานีฯ สร้างศาลฯ ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7

ความหมายที่สอง อาจจะเป็นการระบุเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่พระยาอุดรธานีฯ ในฐานะผู้กราบบังคมทูลรัชกาลที่ 9 ถึงเรื่องที่พระนเรศวรเดินทัพมาพักที่หนองบัวลำภูจนเป็นเหตุให้มีการสร้างศาลฯ ในเวลาต่อมา 

แม้รัชกาลที่ 9 เองก็เคยรับสั่งในทำนองที่ว่าพระยาอุดรธานีฯ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อเรื่องนี้อย่างมาก ดังปรากฏข้อมูลจากคลิปวิดีโอที่ลูกหลานของพระยาอุดรธานีฯ จัดทำขึ้นว่า ในปี 2522 (1979) บุตรชายคนหนึ่งของพระยาอุดรธานีฯ ได้เข้าเฝ้ารัชกาลที่ 9 ณ ค่ายเสนีย์รณยุทธ จ.อุดรธานี ครั้งนั้นรัชกาลที่ 9 ทรงมีรับสั่งกับบุตรชายคนดังกล่าวของพระยาอุดรธานีฯ ว่า “ท่านเจ้าคุณมีบุญคุณกับเรามาก” โดยทรงหมายถึงเรื่องที่พระยาอุดรธานีฯ เคยกราบบังคมทูลถึงเรื่องราวของพระนเรศวรกับเมืองหนองบัวลำภู และการกราบบังคมทูลครั้งนี้เองเป็นที่มาของการสร้างศาลฯ

ดูตั้งแต่นาทีที่ 25.09 เป็นต้นไป

ทั้งนี้หากอยู่บนฐานของความหมายที่สอง ข้อเท็จจริงเรื่องที่มาของการสร้างศาลก็จะต่างออกไปอีกแบบที่หนึ่ง นั่นคือ การสร้างศาลฯ เป็นผลอันเนื่องมาจาก “การเมืองของการต่อต้านคอมมิวนิสต์” ในยุคสงครามเย็น

ผมเห็นด้วยกับความหมายที่สองมากกว่า เพราะเท่าที่พบหลักฐาน ต่างก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าศาลถูกสร้างในปี 2511 โดยมีการวางแผนและแต่งตั้งคณะกรรมการสร้างในปี 2510 อย่างไรก็ตาม ผมขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ จะไม่แวะข้างทางเพื่ออธิบายเหตุผลและแสดงหลักฐานในเรื่องนี้ เพราะดูจะนอกประเด็นหลักของบทความมากจนเกินไป

ทั้งนี้แม้ว่าศาลฯ จะถูกสร้างขึ้นในยุคสมัยใดก็ตาม สิ่งที่ระบุเหมือนกันทั้งหมดคือ พระยาอุดรธานีฯ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ ถึงขั้นที่กษัตริย์ยกย่องว่าเป็นผู้ “มีบุญคุณ” อย่างไรก็ตาม ดังเคยกล่าวมาแล้วว่าหากเราสืบย้อนกลับไปดูภูมิหลังของพระยามีชื่อผู้นี้ เราก็จะหายสงสัยในบทบาทดังกล่าว

“เมืองในภาคอีสาน” ที่มาของข้อมูล

ก่อนอื่นขอชี้แจงสักเล็กน้อยว่า ข้อมูลที่จะนำมาเขียนต่อจากนี้ ผมได้มาจากหนังสือ เมืองในภาคอีสาน ซึ่งตีพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาอุดรธานีฯ ณ วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2516 

หนังสือ “เมืองในภาคอีสาน” พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาอุดรธานีฯ ณ วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี วันที่ 9 ธันวาคม 2516 (ภาพจากหอสมุดแห่งชาติ)

ในหนังสือเล่มดังกล่าวได้เรียบเรียงประวัติของพระยาอุดรธานีฯ ไว้ โดยแบ่งเป็นสองส่วน 

ส่วนแรกใช้ชื่อหัวข้อว่า “พระยาอุดรธานี (จิตร จิตตะยโศธร) เล่าชีวประวัติตามที่ลูกหลานชาวยโสธรร้องขอ” (หน้า 1-21) เป็นส่วนที่พระยาอุดรธานีฯ ได้เล่าประวัติของตนเองตามที่ลูกหลานชาวยโสธรร้องขอ โดยพระยาอุดรธานีฯ จะเล่าแล้วให้ลูกหลานจดบันทึกเป็นตอนๆ ไป วันละเล็กละน้อย ส่วนนี้มีข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตของพระยาอุดรธานีฯ ค่อนข้างละเอียดมาก

ส่วนที่สองใช้ชื่อหัวข้อว่า “ประวัติพระยาอุดรธานี ศรีโขมสาครเขตต์ (จิตร จิตตะยโศธร)” (หน้า 23-26) เป็นการรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวและการงานโดยสังเขป ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด แต่ก็มีข้อมูลบางประการที่น่าสนใจเช่นกัน ผมเข้าใจว่าส่วนนี้เป็นการรวบรวมเรียบเรียงขึ้นมาใหม่โดยลูกหลานของพระยาอุดรธานีฯ เมื่อจะมีการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้

เนื่องจากไม่มีคำบรรยายว่าภาพนี้พระยาอุดรธานีฯ กำลังทำอะไร แต่ผมสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภาพที่พระยาอุดรธานีฯ กำลังเล่าประวัติของตนเอง โดยมีลูกหลานนั่งสัมภาษณ์และจดบันทึกไว้ (ภาพจากหนังสือ “เมืองในภาคอีสาน”)

เริ่มต้นที่ “วัดศรีธรรมาราม”

พระยาอุดรธานีฯ เล่าประวัติของตนเองโดยเลือกที่จะเริ่มต้นจากประวัติวัดศรีธรรมาราม จ.ยโสธร โดยเล่าว่า เดิมวัดนี้มีชื่อว่า “วัดธรรมะหายโศรก” ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดสร่างโศรก” ซึ่งเป็นชื่อที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ประทานชื่อใช้ตั้งแต่ปี 2449 ครั้งเสด็จมาตรวจราชการมณฑลอีสาน ต่อมาจึงถูกเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “วัดศรีธรรมาราม” อย่างที่ใช้ในปัจจุบัน

พระยาอุดรธานีฯ แสดงความคิดเห็นว่า การเปลี่ยนชื่อบ่อยๆ เช่นนี้มีข้อเสียในทางประวัติศาสตร์ อย่างน้อยก็เสียอนุสรณ์แห่งความเคารพต่อท่านที่ริเริ่มสร้างวัดขึ้นมา

ย้อนหลังไปประมาณ 100 ปี มีพระภิกษุ 2 รูปได้เข้ามาศึกษาพระธรรมวินัย ณ สำนักของสมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทธสิริ) วัดโสมนัสวิหาร พระสองรูปดังกล่าวรูปหนึ่งมีนามว่า “พระเกตุโร (เกตุ)” อีกรูปมีนามว่า “พระคัมภีโร (มี)”

พระเกตุโร มีนิสัยเคร่งในพระธรรมวินัยมาก ภายหลังได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์แห่งคณะสงฆ์ธรรมยุตเมืองยโสธร ได้รับสมณศักดิ์ที่ พระครูญาณวิสุทธิคุณ ส่วนพระคัมภีโร เป็นผู้เปรื่องปราชญ์ในทางพระปริยัติและมีนิสัยชอบสนุก

ต่อมาเมื่อพระทั้งสองเล่าเรียนได้ 5-6 พรรษาก็ได้ชักชวนกันกลับมาภาคอีสาน ทว่าไม่ได้กลับไปบ้านเกิด แต่ได้ไปพำนักที่เมืองยโสธร แล้วตั้งสำนักสงฆ์อยู่ ณ ที่ซึ่งเป็นวัดศรีธรรมารามในปัจจุบัน จากนั้นท่านทั้งสองก็ได้ชักชวนให้พระภิกษุสามเณรจากที่ต่างๆ มาก่อตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุตขึ้น อันเป็นการเจริญรอยตามสำนักเรียนที่ทั้งสองได้ไปศึกษามา วัดศรีธรรมารามจึงเป็นวัดแห่งแรกที่ประดิษฐานนิกายธรรมยุตในเมืองยโสธร

ประมาณ 5-6 ปีต่อมา พระคัมภีโรได้ลาสิกขา แล้วไปแต่งงานกับหญิงสาวชาวยโสธรคนหนึ่งชื่อ “อำคา” แม้ว่าพระคัมภีโรหรือนายมีจะลาสิกขาแล้ว แต่เมื่อว่างจากการทำไร่ทำนา นายมีก็จะใช้เวลานั้นสอนพระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุสามเณร และเป็นหัวหน้าในการทำบุญในเมืองยโสธร เจ้าเมืองกรมการสมัยนั้นพร้อมกันยกย่องแต่งตั้งตามประเพณีนิยมพื้นเมืองในเวลานั้นให้เป็น “ท้าวชัยบัณฑิต” 

ถือกำเนิด

เมื่อนายมีและนางอำคาแต่งงานได้ราวปีเศษ ก็ได้ให้กำเนิดลูกชายในวันอังคาร ที่ 25 พฤษภาคม 2429 (1886) เด็กชายคนนั้นมีนามว่า “จิตร” หรือก็คือพระยาอุดรธานีฯ นั่นเอง

เมื่อเด็กชายจิตรมีอายุราว 4-5 เดือน นายมีผู้บิดาก็เสียชีวิตลง ล่วงมาได้ประมาณ 3 ปีเศษนับจากนั้น นางอำคาก็ได้แต่งงานใหม่และมีลูกเกิดอีก 3-4 คน เด็กชายจิตรมีอายุได้ 6-7 ขวบ ในฐานะพี่คนโตก็จะต้องรับภาระหน้าที่เลี้ยงดูน้องๆ และช่วยครอบครัวทำมาหาเลี้ยงชีพตามวิถีในชนบท

พอเด็กชายจิตรมีอายุย่างเข้า 8-9 ขวบ บรรดาน้องๆ ก็โตพอที่จะช่วยนางอำคาผู้แม่ได้แล้ว นางอำคาจึงนำเด็กชายจิตรไปฝากพระที่วัดศรีธรรมาราม เพื่อให้ได้เรียนหนังสือ ต่อมาเมื่อจิตรมีอายุย่างเข้า 12 ปี ก็ได้บวชเป็นสามเณร

อยากเป็นขุนนาง

สามเณรจิตรบวชได้ราว 2 ปี พระอาจารย์ที่วัดก็ได้นำเข้าไปเรียนบาลีไวยากรณ์ ณ สำนักวัดสุปัฏนาราม จ.อุบลราชธานี ในเวลานั้นเริ่มมีการจัดการศึกษาในมณฑลหัวเมืองใหม่ๆ มีพระญาณรักขิต (สิริจันโท จันทร์) (ภายหลังได้สมณศักดิ์พระราชาคณะเจ้าคณะรองที่ “พระอุบาลีคุณูปมาจารย์”) เป็นเจ้าคณะมณฑล สามเณรจิตรศึกษาอยู่ปีเศษก็สอบบาลีไวยากรณ์ได้

พระยาอุดรธานีฯ เผยว่า เวลาศึกษาอยู่ที่อุบลฯ นั้น ไม่ได้พำนักอยู่ที่วัดสุปัฏนาราม แต่จะพำนักอยู่ที่วัดกุรุรัตน์ ซึ่งอยู่ห่างจากวัดสุปัฏนารามราว 3 กิโลเมตร เมื่อฉันเพลเสร็จต้องรีบเดินไปสำนักเรียน การเรียนจะเริ่มตั้งแต่บ่าย 1 โมง เลิกบ่าย 4 โมง 

ทางไปกลับระหว่างสองวัดต้องเดินผ่านกองบัญชาการข้าหลวงสำเร็จราชการต่างพระองค์ หลังเลิกเรียนซึ่งเป็นเวลาเดียวกับช่วงที่ขุนนางข้าราชการเลิกงานพอดี ทำให้สามเณรจิตรได้พบเจอขุนนางคนหนึ่งที่ทำงาน ณ กองดังกล่าวเดินสวนทางกันแทบทุกวัน สมัยนั้นขุนนางจะแต่งตัวนุ่งผ้าม่วง สวมถุงน่องรองเท้า สวมหมวก กั้นร่ม เมื่อสามเณรจิตรพบเห็นก็มีความรู้สึกว่า “ภาคภูมิหรูหราสวยงาม”

วันหนึ่ง ขณะเดินทางกลับวัดกุรุรัตน์ สามเณรจิตรได้พูดกับพระอาจารย์ว่า ขุนนางผู้นี้สวยมาก พระอาจารย์จึงบอกสามเณรจิตรว่า ขุนนางผู้นี้บวชเป็นมหาอยู่กรุงเทพฯ แล้วสึกออกมารับราชการ ถ้าเณรอยากเป็นขุนนางก็ต้องเรียนให้ได้เป็นมหา คำพูดของพระอาจารย์นี้เองทำให้สามเณรจิตรอยากเป็นขุนนาง 

เป็นเสมียน

เมื่อสามเณรจิตรมีอายุย่างเข้า 17 ปีจึงได้กลับมาอยู่วัดศรีธรรมารามตามเดิม และต่อมาก็ได้ลาสิกขา เมื่อสึกออกมาหลวงยศเยศรามฤทธิ์ (ตา เนติโพธิ์) ซึ่งเป็นลุง มีตำแหน่งเป็นกรมการเมืองยโสธร ได้พานายจิตรไปทำงานเป็นเสมียน

ระยะต่อมาทางการได้เริ่มก่อตั้งโรงเรียนสอนภาษาไทยขึ้นตามจังหวัดต่างๆ ส่วนในเมืองยโสธรตั้งโรงเรียนบริเวณบ้านพักข้าหลวงประจำเมือง แต่ก็ยังไม่มีครูสอน ผลสุดท้ายข้าหลวงประจำเมืองจึงสั่งให้นายจิตรมาเป็นครู และยังกำชับทำนองขู่ด้วยว่าถ้าไม่รับจะต้องเสียส่วย 4 บาท และถ้าไม่มีเงินเสียส่วยก็จะต้องถูกบังคับให้ไปใช้งานหลวง 15 วัน นายจิตรจึงจำใจรับเป็นครูคนแรกของเมืองยโสธร แต่ก็ไม่มีเงินเดือน เพียงแต่ยกเว้นให้ไม่ต้องเสียส่วย

เข้ากรุงเทพฯ

ในปีที่นายจิตรเป็นครูซึ่งมีอายุย่างเข้า 18 ปีนั่นเอง เมื่อออกพรรษามีพระจากอุบลฯ 2 รูปเดินทางมายโสธร เข้าพักที่วัดศรีธรรมาราม โดยมีเป้าหมายจะเดินทางไปกรุงเทพฯ พระอาจารย์ที่เคยพาไปเรียนที่วัดสุปัฏนารามได้เรียกนายจิตรไปพบแล้วบอกว่า “แกจะเป็นครูอยู่อย่างนี้ เงินเดือนก็ไม่ได้ ถ้าแกอยากเป็นขุนนาง แกต้องลงไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ให้ได้เป็นมหา” ด้วยความที่อยากเป็นขุนนางเป็นทุนเดิม นายจิตรจึงตกลงใจที่จะเดินทางไปกรุงเทพฯ พร้อมกับพระทั้ง 2 รูปนั้น

นายจิตรเมื่ออายุ 18 ปี (ภาพจากหนังสือ “เมืองในภาคอีสาน”)

พระยาอุดรธานีฯ เล่าว่า นางอำคาผู้เป็นแม่ได้ให้เงินนายจิตรติดตัวมา 8 บาท ขณะนั้นค่ารถไฟจากนครราชสีมาถึงกรุงเทพฯ 6 บาท จึงตั้งใจจะเก็บเงินส่วนที่แม่ให้ติดตัวมานั้นเป็นค่ารถไฟ แต่เมื่อเดินทางจากยโสธรมานครราชสีมาเป็นเวลาหลายวัน บางวันก็รู้สึกหิวโหยเป็นกำลัง จึงได้แบ่งเงินที่ติดตัวมาด้วยนั้นซื้อขนมกินวันละเล็กละน้อย จนทำให้เงินหมดไป 3 บาท เหลือเพียง 5 บาท

เมื่อถึงนครราชสีมานายจิตรจึงจำใจต้องบอกกับพระทั้ง 2 รูปว่าให้เดินทางล่วงหน้าไปก่อน ส่วนตนจะขอหางานทำที่โคราชเพื่อให้ได้เงินพอเสียค่ารถไฟแล้วจึงจะตามไปทีหลัง เผอิญขณะที่พูดอยู่นั้น มีคหบดีคนหนึ่งได้ฟังอยู่ด้วยแล้วรู้สึกสงสารจึงให้เงิน 1 บาท เมื่อเงินครบ 6 บาทพอค่ารถไฟ นายจิตรจึงได้เดินทางไปกรุงเทพฯ ในวันนั้นเลย ไม่ต้องอยู่ทำงานหาเงินที่โคราชเสียก่อน

เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ พระอาจารย์ที่มาด้วยกันได้นำนายจิตรไปฝากไว้ที่วัดโสมนัสวิหารตามคำสั่งของพระอาจารย์ที่ยโสธร ในเวลานั้นที่วัดโสมนัสวิหารมีพระเปรียญชาวอีสานอยู่รูปหนึ่งชื่อ พระอาจารย์มหาทอง เป็นคนกาฬสินธุ์ นายจิตรจึงได้อยู่ในความดูแลของพระมหาทองนับแต่นั้น 

ชีวิตที่วัดโสมนัสวิหาร

การศึกษาเล่าเรียนภายในวัดโสมนัสวิหารเวลานั้นไม่มีอะไร มีเพียงจ้างคฤหัสถ์ชื่อ อาจารย์มหาวงศ์ มาเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม มีพระเล่าเรียนอยู่เพียง 2-3 รูปเท่านั้น นายจิตรอยากเข้าเรียนกับเขาบ้างก็เข้าไม่ได้ เพราะไม่มีเงินซื้อหนังสือและเครื่องแต่งกาย ทำให้ได้เป็นเพียงศิษย์วัดเท่านั้นไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนอะไร

ด้วยความไม่ได้เรียนนั่นเอง ทำให้นายจิตรมีเวลาว่างมาก ในเวลากลางคืนหลังจากที่พระอาจารย์จำวัดแล้ว เขาจึงได้แอบว่ายน้ำข้ามคลองไปฟังเพลงฉ่อยยายแจ่มที่ตลาดนางเลิ้งทุกคืน นานเข้าก็ไม่ได้เพียงแต่ไปฟังเพลง ที่ตลาดนางเลิ้งมีโรงบ่อนเล่นโปกำอยู่ด้วย แรกๆ นายจิตรก็ดูเขาเล่นเฉยๆ พอหลายวันเข้าก็นึกอยากลองดู วันหนึ่งมีอัฐอยู่ในกระเป๋า 7-8 อัฐ จึงลองแทงดู ปรากฏว่ามีโชคได้เงินบาทกว่า วันต่อๆ มาก็ลองแทงอีกได้บ้างเสียบ้าง แต่ผลสุดท้ายก็หมดตัว ในที่สุดเมื่อไม่มีเงินก็ต้องเอาผ้าม่วงหางกะรอกที่นางอำคาให้ติดตัวมาไปจำนำ ได้เงินราว 3-4 บาท แต่ก็เอามาเสียให้กับโปกำจนหมดสิ้น

พอเป็นเช่นนั้น พระอาจารย์ทองจึงให้นายจิตรไปนั่งฟังมหาวงศ์สอนพระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุสามเณร แต่นายจิตรก็ไม่ได้เข้าเรียนด้วย เพียงแต่ไปนั่งฟังเฉยๆ 

ปีต่อมา นายจิตรเกิดทะเลาะชกต่อยกับลูกศิษย์ของพระอาจารย์ทองอีกคนหนึ่งชื่อนายไว นายไวได้ไปฟ้องพระอาจารย์ทอง ผลสุดท้ายพระอาจารย์ได้ตัดสินให้นายจิตรเป็นคนผิด จึงไล่ให้ออกจากวัด แรกทีเดียวนายจิตรก็คิดว่าพระอาจารย์ไม่ได้ไล่จริง จึงอยู่รับใช้ท่านตามเดิมจนได้ 7 วันท่านก็ยังไล่อยู่ จึงเห็นว่าถูกไล่จริง

ชีวิตที่วัดบวรนิเวศวิหาร

โชคดีที่เวลานั้นนายจิตรได้ทราบว่ามีพระภิกษุชาวยโสธรอยู่รูปหนึ่งชื่อ พระมหาอินทร์ จำพรรษาอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร นายจิตรจึงได้เข้าไปขออาศัยอยู่ด้วย ท่านมหาอินทร์ก็ยินดีรับ นายจิตรจึงได้ไปอาศัยอยู่วัดบวรนิเวศฯ นับแต่นั้นมา อย่างไรก็ตาม เมื่อไปอยู่วัดบวรนิเวศฯ แล้ว เป็นเวลาเกือบปีก็ยังไม่ได้เข้าเรียนแต่อย่างใด

เมื่อมหาอินทร์เห็นว่านายจิตรใช้ชีวิตอยู่เปล่าๆ จึงให้นายจิตรไปนั่งฟังพระภิกษุสามเณรเรียนพระปริยัติธรรมอยู่ข้างบันไดพระตำหนักที่ทำการเรียนการสอน ขณะนั้นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงลงสอนเอง 

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (ภาพจากกรมศิลปากร)

นายจิตรนั่งฟังอยู่อย่างนั้นราว 5-6 เดือน วันหนึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทอดพระเนตรเห็นจึงมีรับสั่งถามว่า “นั่นเด็กมาจากไหน” มหาอินทร์จึงกราบทูลถึงที่มาของนายจิตร พระองค์จึงมีรับสั่งว่า “ถ้ามันชอบเรียนทางวัด ก็บวชให้มันเสียซิ แกไม่มีผ้าไตร มาเบิกไปจากฉัน” 

จากนั้นราวเดือนเศษนายจิตรก็ได้บวชเป็นสามเณรและได้เข้าเรียนพระปริยัติธรรมร่วมกับพระภิกษุสามเณรรูปอื่นๆ ต่อมาเมื่อมีการจัดสอบพระปริยัติธรรมที่วัดพระแก้ว สามเณรจิตรก็ได้เข้าร่วมสอบด้วยและสอบได้เปรียญ 3 ประโยค

ชื่อเสียงโด่งดังไปถึงเจ้านาย

ในปีเดียวกันนั้น มีเจ้านายพระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 คือ สมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ทรงบรรพชาเป็นสามเณร ตามธรรมเนียมวัดบวรนิเวศฯ นั้น เวลาเข้าพรรษาจะมีการสอนธรรมะด้วยวิธีการแต่งกระทู้ธรรมแล้วให้มาอ่านเสนอต่อหน้าคณะกรรมการ พระยาอุดรธานีฯ เล่าว่า สามเณรจิตรกับสามเณรเจ้าฟ้าอัษฎางค์โดยมากจะผลัดกันได้ที่ 1 ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้ชื่อของสามเณรจิตรดังขึ้นไปถึงรัชกาลที่ 5 ดังที่วันหนึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ มีรับสั่งกับสามเณรจิตรว่า “นี่ เณรจิตร ชื่อแกดังถึงพระพุทธเจ้าหลวงแล้วนะ ว่าเป็นคู่แข่งขันแต่งกระทู้ธรรมกับทูลกระหม่อม”

ในปี 2447 (1904) รัชกาลที่ 6 สมัยยังทรงดำรงพระยศมกุฎราชกุมาร ทรงผนวชและจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศฯ สามเณรจิตรขณะนั้นเป็นมหา 4 ประโยคถูกสั่งให้เข้าเฝ้าถวายตัวรับใช้

ต่อมาในปี 2449 สามเณรจิตรมีอายุครบบวช สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ โดยมีมกุฎราชกุมาร (รัชกาลที่ 6) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นเจ้าภาพ และทรงเสด็จมาประทานผ้าไตร ณ อุโบสถวัดบวรนิเวศฯ ด้วยพระองค์เอง เมื่อบวชแล้วพระมหาจิตรก็สอบไล่ได้ประโยค 5 และ 6 ตามลำดับ

พระมหาจิตร (ภาพจากหนังสือ “เมืองในภาคอีสาน”)

เมื่อบวชได้ 4 พรรษา สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ได้สั่งให้พระมหาจิตรทำหน้าที่เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมให้กับพระภิกษุสามเณรภายในวัด โดยจะได้นิตยภัตรประทานวันละ 1 บาท 

พระมหาจิตรทำหน้าที่ครูได้เป็นอย่างดี จนมีอยู่วันหนึ่ง สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงยกย่องพระมหาจิตรต่อหน้าพระภิกษุสามเณรหลังสวดมนต์เสร็จว่า “พระมหาจิตรเป็นผู้ที่แบ่งเบ่าภาระไปจากฉันในการสอนพระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุสามเณร ไม่ใช่แต่วัดบวรนิเวศฯ แม้วัดอื่นๆ ก็มาเรียนด้วย นับว่าได้ทำหน้าที่ในทางพระศาสนาตามสมควร กิจการงานของวัด ที่มีอาณัติต้องระดมพระภิกษุมาช่วยปฏิบัติ สำหรับพระมหาจิตรแล้วแต่สมัครใจ”

“พระเผือก” ในสมัยรัชกาลที่ 6 

พระมหาจิตรยังคงเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมเรื่อยมา โดยไม่ได้ทำการสอบประโยคที่สูงขึ้นแต่อย่างใด สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ มีรับสั่งให้มหาจิตรสอบประโยค 7, 8 และ 9 โดยทรงเสนอว่าจะเป็นผู้สอนเอง แต่มหาจิตรก็ได้แต่นั่งนิ่งฟังรับสั่งเพียงเท่านั้น ทำให้มหาจิตรยังคงเป็นพระมหาประโยค 6 อยู่ตามเดิมจนลาสิกขา

แต่ถึงกระนั้นพระมหาจิตรก็ยังเป็นที่ได้รับการยกย่องจากบรรดาเจ้านายอยู่เสมอ ดังมีเรื่องซึ่งเล่าไว้ในคำไว้อาลัยโดยสุวิชช์ จิตตะยโศธร (หน้า 40) ว่า ขณะที่เมืองยโสธรขึ้นสังกัดมณฑลลาวกาว มีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เป็นข้าหลวงใหญ่ต่างพระองค์ 

ครั้งหนึ่งกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์อยากได้พระราชาคณะไปประจำมณฑลลาวกาว รัชกาลที่ 5 จึงได้นิมนต์พระมหาจิตรจากวัดบวรนิเวศฯ ให้ไปพบกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ที่วังสงัด ในเมืองอุบลฯ เพื่อดูตัวว่าจะพอพระทัยหรือไม่ พอพระมหาจิตรไปถึงก็ได้พูดคุยสนทนากันเป็นที่พอใจ แต่ในใจของมหาจิตรนั้นต้องการจะสึกออกมารับราชการมากกว่า จึงไปขอคำปรึกษากับนางอำคาผู้เป็นแม่ ก็ได้คำตอบว่า “แล้วแต่อัธยาศัย” เวลาต่อมามหาจิตรก็ได้ลาสิกขา จึงไม่ได้รับเป็นพระราชาคณะ

เรื่องที่มหาจิตรได้รับการยกย่องจากบรรดาเจ้านายนั้น นอกจากเรื่องข้างต้นแล้ว ยังมีเรื่องที่พระยาอุดรธานีฯ เป็นคนเล่าเองว่า เมื่อมหาจิตรบวชได้ 4 พรรษา รัชกาลที่ 6 ก็ขึ้นครองราชย์ ตามธรรมเนียมโบราณ เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ ก็จะมีของประดับพระบารมี

เวลานั้นที่ จ.นครสวรรค์ จับได้ช้างเผือก ลิงเผือก และกาเผือก ประดับพระบารมี บรรดาเจ้านายทั้งหลายก็ได้เสด็จไปชมของประดับพระบารมีดังกล่าว สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ก็เสด็จไปด้วย ทำให้มหาจิตรได้ตามเสด็จในฐานะเลขานุการส่วนพระองค์

ในขณะที่เจ้านายเป็นต้นว่า พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวร์วรฤทธิ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สมเด็จฯ กรมพระสวัสดิวัฒนวิศิษฐ์ ฯลฯ ชมของประดับพระบารมีอยู่นั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ได้ผินพระพักตร์มารับสั่งกับมหาจิตรว่า “นี่แน่ มหาจิตร รัชกาลนี้เครื่องประดับพระบารมี ช้างเผือก ลิงเผือก กาเผือก ก็ได้แล้ว ยังขาดแต่พระเผือก เจ้านายเห็นพร้อมกันว่า แกควรจะเป็นพระเผือกสำหรับราชการนี้” 

พระยาอุดรธานีฯ เผยว่า เมื่อได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกตกใจ ได้แต่นั่งนิ่ง เพราะรู้สึกว่าเป็นการเกินวาสนา

ลาสิกขา

เมื่อย่างเข้าพรรษาที่ 5 พระมหาจิตรก็คิดอยากจะสึก เพราะต้องการจะไปเรียนกฎหมาย แรกๆ ก็ไม่กล้าเข้าไปกราบทูลสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ เนื่องจากสำนึกในพระกรุณาธิคุณ แต่ด้วยความต้องการสึกเข้ามาเร้าใจหนักขึ้น จึงตัดสินใจกราบทูลลาสิกขา แต่สุดท้ายพรรษานั้นก็ไม่ได้สึกเพราะสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงให้กลับไปคิดดูให้ดีก่อน 

ต่อมาเมื่อออกพรรษาที่ 6 จึงได้กราบทูลลาสิกขาอีกครั้ง ครั้งนี้พระองค์ทรงอนุญาต มหาจิตรจึงได้ลาสิกขาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2455

“ลูกคนสุดท้อง” ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

วันรุ่งขึ้นหลังจากลาสิกขา ราชปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทยชื่อ พระยามหาอำมาตยาธิบดี (เส็ง วิริยศิริ) ได้มาหานายจิตรที่กุฏิโดยมิได้นัดหมาย โดยพระยามหาอำมาตย์ฯ ตั้งใจจะมาถามนายจิตรว่าหลังจากนี้จะทำงานอะไร ที่ไหน ซึ่งนายจิตรก็ไม่รู้จะทำอะไร เพราะตั้งใจจะเรียนกฎหมายและระหว่างเรียนก็จะสมัครทำงานเป็นเสมียน 

พอนายจิตรตอบตามความตั้งใจเช่นนี้ พระยามหาอำมาตย์ฯ จึงบอกนายจิตรว่า กรมพระยาดำรงราชานุภาพในฐานะเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มีความประสงค์ที่จะให้นายจิตรไปทำงานที่กระทรวงมหาดไทย โดยถ้าตกลงที่จะทำงาน วันพรุ่งนี้ก็ให้ไปเฝ้าที่วัง พอวันรุ่งขึ้นนายจิตรก็ไปเฝ้า และได้งานทำนับแต่นั้นมา

พระยาอุดรธานีฯ สมัยหนุ่ม (ภาพจากหนังสือ “เมืองในภาคอีสาน”)

นายจิตรเริ่มต้นทำงานในตำแหน่ง “นักการ” คือ มีหน้าที่คอยรับส่งหนังสือ และต่อมาก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น “รองเวรกรมสำรวจ” ทำหน้าที่ใกล้ชิดติดต่อกับเสนาบดีและปลัดทูลฉลองโดยตรง

ต่อมากรมพระยาดำรงราชานุภาพมีรับสั่งให้นายจิตรไปทำงานที่วังทั้งวันเสาร์และอาทิตย์มิได้หยุด มีหน้าที่เปรียบเป็นเลขานุการส่วนพระองค์และตามเสด็จเวลาทรงออกตรวจราชการตามหัวเมืองต่างๆ จนใครๆ ก็กล่าวกันว่าเป็น “เงาติดตามพระองค์”

ด้วยความที่ได้ติดตามใกล้ชิดกรมพระยาดำรงราชานุภาพนี้เอง ทำให้ในปี 2456 (1913) นายจิตรได้ปฏิบัติ “ราชการพิเศษ” (คำตามหนังสือ) กล่าวคือ รัชกาลที่ 6 เสด็จไปทรงสักการะเจดีย์ที่สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นเจดีย์ที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพเพิ่งมีมติสรุปว่าเป็นเจดีย์เกี่ยวเนื่องจากสงครามยุทธหัตถีของพระนเรศวรและพระมหาอุปราชา 

ครั้งนั้นกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระธิดา และนายจิตรในฐานะเลขานุการ ได้ตามเสด็จไปด้วย ระหว่างเดินทางกรมพระยาดำรงราชานุภาพจะนิพนธ์ประกาศสังเวยพระเจดีย์ยุทธหัตถีไปด้วย หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัยเล่าว่า บทนิพนธ์บางแห่งถ้าไม่สละสลวยพอ ก็จะทรงหารือนายจิตรๆ ก็จะทูลเสริมให้มีอรรถรสซาบซึ้งขึ้น ครั้งเมื่อไปถึงที่พักนายจิตรก็จะเป็นคนคัดพิมพ์ และกรมพระยาดำรงราชานุภาพก็จะตรวจแก้ไขเพิ่มเติมอีกครั้ง

ทั้งนี้จำเป็นต้องกล่าวไว้ที่นี้ด้วยว่า ข้อมูลเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในส่วนที่พระยาอุดรธานีฯ เป็นคนเล่าเอง แต่อยู่ในส่วนของลูกหลานของพระยาอุดรธานีฯ เขียนสรุปขึ้น โดยอ้างชื่อหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ แต่ไม่ระบุถึงแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจนว่าได้ข้อมูลมาจากไหน

อย่างไรก็ตาม ผมได้สำรวจนิพนธ์ของหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัยที่เล่าถึงเรื่องนี้แล้วพบว่า ลูกหลานของพระยาอุดรธานีฯ ค่อนข้างจะสรุปเกินเลยไปสักนิด

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัยเขียนเล่าเรื่องนี้ไว้ในหนังสือรวมบทกวีที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงแต่งขึ้นต่างกรรมต่างวาระกัน หนังสือดังกล่าวชื่อ พระกวีนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตีพิมพ์ในปี 2487 (1944) ในวาระครบรอบ 1 ปีการสิ้นพระชนม์ของผู้นิพนธ์ การรวบรวมพิมพ์ครั้งนี้หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัยได้เขียนคำอธิบายประกอบในแต่ละบทกวี

ในส่วนที่เกี่ยวกับการแต่งบทสังเวยพระเจดีย์ยุทธหัตถี หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัยเล่าว่า รัชกาลที่ 6 โปรดให้กรมพระยาดำรงราชานุภาพแต่งขึ้น แต่เนื่องจากไม่มีเวลา จึงแต่งในระหว่างเดินทางบนหลังม้า โดยจะเรียกนายจิตรหรือเวลานั้นได้รับบรรดาศักดิ์ที่ ขุนพินิจอักษร มาให้จดตามที่ทรงบอกไปบนหลังม้า เมื่อถึงที่พักนายจิตรก็จะนำบทเท่าที่แต่งได้บนหลังม้าในวันนั้นไปคัดพิมพ์ต่อจากที่แต่งเสร็จของวันก่อนๆ จากนั้นก็จะทรงเรียกตัวนายจิตรให้อ่านที่แต่งไว้ตั้งแต่ต้นแล้วท่านก็ทรงบอกต่อ เป็นเช่นนี้ทุกวันจนจบ (หน้า 50-51)

จะเห็นว่าตามคำบอกเล่าของหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัยนั้น พระยาอุดรธานีฯ เพียงแต่ทำหน้าที่เป็นคนจดตามที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพบอกเท่านั้น ส่วนประเด็นทรงหารือเรื่องทำให้ภาษามีความสละสลวยขึ้นตามที่ลูกหลานของพระยาอุดรธานีฯ ระบุไว้ ไม่มีปรากฏในเรื่องที่หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัยเล่า นอกเสียจากว่าแหล่งอ้างอิงที่ลูกหลานของพระยาอุดรธานีฯ ใช้จะคนละชิ้นกับที่ผมใช้อ้างนี้

กล่าวโดยรวมแล้ว นายจิตรได้เรียนรู้หลายๆ สิ่งจากกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ ขยัน เป็นที่โปรดปรานอย่างมาก กรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยรับสั่งว่า “แกเป็นลูกคนสุดท้องของฉัน (หมายถึงเลขานุการประจำพระองค์) ฉันเลี้ยงลูกมานานและหลายคนแล้ว โดยมากเป็นใหญ่เป็นโต ต่อไปนี้เห็นจะต้องหยุดเสียที เพราะเหนื่อยมาก” 

ในปี 2456 นายจิตรได้รับพระราชทานนามสกุลจากรัชกาลที่ 6 ว่า “จิตตะยโศธร” 

รัชกาลที่ 6 พระราชทานนามสกุล “จิตตะยโศธร” (ภาพจากหนังสือ “เมืองในภาคอีสาน”)

ตำแหน่งหน้าที่และบรรดาศักดิ์

ในวันที่ 15 มิถุนายน 2455 นายจิตรได้เข้ารับราชการอย่างเป็นทางการในกรมสำรวจ กระทรวงมหาดไทย หลังจากนั้นก็ได้เจริญเติบโตในหน้าที่ราชการมาตามลำดับดังนี้

  • 15 กรกฎาคม 2455 รองเวรกรมสำรวจ
  • 17 พฤศจิกายน 2456 นายเวรกรมสำรวจ
  • 8 เมษายน 2457 เป็นผู้รั้งปลัดกรม กรมสำรวจ
  • 15 พฤศจิกายน 2457 ปลัดกรม กรมสำรวจ
  • 30 เมษายน 2460 ปลัดกรม กองบัญชาการ ตำแหน่งเลขานุการกระทรวง
  • 12 มิถุนายน 2465 ปลัดกรม กรมการเมือง
  • 27 ธันวาคม 2467 ปลัดมณฑลอุดร
  • 1 เมษายน 2469 รั้งตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี
  • 24 พฤศจิกายน 2469 ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี
  • 1 ตุลาคม 2478 ข้าหลวงประจำจังหวัดปัตตานี
  • 1 เมษายน 2480 ข้าหลวงประจำจังหวัดภูเก็ต
  • 1 มกราคม 2481 ข้าหลวงประจำจังหวัดสงขลา
  • ต่อมาเนื่องจากสุขภาพไม่สมบูรณ์ จึงได้ลาออกจากงานราชการรับบำนาญ เมื่อปลายปี 2481
  • นายจิตรได้รับบรรดาศักดิ์ตามลำดับดังนี้
  • 17 สิงหาคม 2456 ขุนพินิจอักษร
  • 28 ธันวาคม 2458 หลวงพิพิธสุนทร 
  • 20 ธันวาคม 2462 พระยศสุนทร
  • 8 พฤศจิกายน 2474 พระยาอุดรธานีศรีโขมสาครเขตต์

ถึงแก่อนิจกรรม

หลังลาออกจากงานราชการ พระยาอุดรธานีฯ ได้ลงหลักปักชีวิตของตนเองกับครอบครัวอยู่ที่ จ.อุดรธานี จนในวาระสุดท้าย พระยาอุดรธานีฯ ป๋วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ ได้ทำการรักษาอยู่นานหลายเดือนก็ถึงแก่อนิจกรรม ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2516 ศิริรวมอายุได้ 88 ปี

บทสรุป

แน่นอนทีเดียวว่าการที่พระยาอุดรธานีฯ ได้อยู่รับใช้ใกล้ชิดบุคคลสำคัญอย่าง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ผู้ซึ่งรัชกาลที่ 5 ไว้วางพระราชหฤทัยให้จัดการเรื่องการศึกษาตามหัวเมืองต่างๆ ภายใต้นโยบายการปฏิรูปการศึกษาของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพที่เป็นปัญญาชนต้นแบบเรื่องเล่า “ตำนานพระนเรศวร” ฉบับทางการ ย่อมส่งผลให้พระยาอุดรธานีฯ ได้รับอิทธิพลจากบุคคลเหล่านี้อย่างไม่ต้องสงสัย 

ดังที่พระยาอุดรธานีฯ กล่าวสรุปในตอนท้ายของการเล่าประวัติตนเองว่า “เล่ามาถึงตอนนี้ มีข้อที่ควรคิดอยู่อย่างหนึ่ง…ลูกหลานคงจะเห็นว่า ชีวิตของตาที่ตกระกำลำบากเกือบๆ จะเสียคนจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว บังเอิญถูกไล่จากวัดโสมนัสวิหาร ซัดเซเข้าไปในร่มโพธิ์ร่มไทร (วัดบวรนิเวศวิหาร) อาศัยพระบารมีแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ปกเกล้าฯ จึงรักษาตัวตลอดรอดฝั่งมาได้ พระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ย่อมฝั่งอยู่ในส่วนลึกแห่งหัวใจของตาตลอดมา” 

มิพักต้องกล่าวถึงการได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ “สั่งสม” ตัวบทเรื่องเล่า “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ อย่างการได้ตามเสด็จไปสักการะสังเวยเจดีย์ยุทธหัตถีที่สุพรรณบุรี ร่วมถึงการได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีนานนับสิบปี และต่อมาก็ได้ลงหลักปักชีวิตช่วงบั้นปลายในจังหวัดดังกล่าว ตลอดจนการได้เป็นเขยเมืองหนองบัวลำภู เหล่านี้ย่อมทำให้พระยาอุดรธานีฯ ได้ซึมซับเรื่องเล่าพระนเรศวรมาพักทัพที่หนองบัวลำภูในฐานะอำเภอหนึ่งของ จ.อุดรธานี อย่างเต็มที่

ด้วยเหตุดังกล่าวมาทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดที่พระยาอุดรธานีฯ จะกลายเป็น “ตัวละครเอก” ของการสร้างศาลฯ ในบทบาทผู้กราบบังคมทูลรัชกาลที่ 9 ถึงเรื่องเล่า “ตำนานพระนเรศวรเมืองหนองบัวลำภู” จนนำมาสู่ข้อสรุปของประวัติศาสตร์นิพนธ์ฉบับทางการว่าพระยามีชื่อผู้นี้เป็น “ผู้สร้างศาลฯ ขึ้น” แม้รัชกาลที่ 9 เองยังทรงมีรับสั่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ท่านเจ้าคุณมีบุญคุณกับเรามาก”

เอกสารอ้างอิง

  1. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. (2552). ทรัพยากรการท่องเที่ยวไทย ชุดภาคอีสาน : หนองบัวลำภู. กรุงเทพฯ : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย.
  2. กรมศิลปากร. (2516). เมืองในภาคอีสาน. กรุงเทพฯ : พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาอุดรธานี (จิต จิตตะยโศธร) ณ ฌาปนสถาน วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี.
  3. คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุฯ. (2544). วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดหนองบัวลำภู. กรุงเทพฯ : กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกรมศิลปากร.
  4. “ประวัติพระยาอุดรธานีศรีโขมสาครเขตต์ (จิตร จิตตะยโศธร)” ใน Youtube, https://www.youtube.com/watch?v=4jhB2bG5pgA.
  5. ปิยวัฒน์ สีแตงสุก. (2566). นเรศวรนิพนธ์ : การเมือง อนุสาวรีย์ และประวัติศาสตร์เรื่องแต่ง. กรุงเทพฯ : มติชน.
  6. ปิยวัฒน์ สีแตงสุก และชาติชาย มุกสง. (2565). “การประกอบสร้างเรื่องเล่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชให้เป็นความทรงจำร่วมใหม่ของท้องถิ่นหนองบัวลำภูภายใต้กรอบโครงการประวัติศาสตร์ราชาชาติไทย ทศวรรษ 2500-2510” ใน ภูมิภาคนิยม และท้องถิ่นนิยมสมัยใหม่ ในโลกไร้พรหมแดน, กิตติพงษ์ ประพันธ์ (บรรณาธิการ), หน้า 3-38. กรุงเทพฯ : สยามปริทัศน์.
  7. หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล. (2487). “คำอธิบายบทสังเวยพระเจดีย์ยุทธหัตถี” ใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. พระกวีนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, หน้า 50-51. ม.ป.ท. : สำนักพิมพ์อุดม. 

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. (2504). สาส์นสมเด็จ เล่ม ๖. พระนคร : องค์การค้าของคุรุสภา.

image_pdfimage_print