ซีรีส์ สาธุ Netflix กระแสเงินในกระแสศรัทธา พุทธพาณิชย์วิทมาร์เก็ตติ้ง

คำเตือน: บทความชิ้นนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์เพื่อขยายความและวิเคราะห์

ในโลกของความเป็นจริงที่รุดหน้าอย่างรวดเร็วในช่วงหลังการปรินิพพานของพระพุทธเจ้ากว่า 2500 ปี ปฏิเสธไม่ได้ว่าสายธารของทุนก็ไหลบ่าไปทั่วทุกวงการ รวมไปถึงในกิจการของวัดวาอาราม แน่นอนว่าทุกอย่างในโลกปัจจุบันบริบทของสังคมนั้นแตกต่างจากสมัยพุทธกาลอย่างสิ้นเชิง ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนในโลกทุนนิยมอย่างเสียมิได้ วัดเองก็เป็นหนึ่งในองค์กรที่ต้องใช้เงินในตัวขับเคลื่อนไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบำรุงต่างๆ ล้วนแล้วมาจากศรัทธาของพุทธศาสนิกชนผู้หวังทำนุบำรุงพุทธศาสนา 

ซีรีส์เรื่อง สาธุ อย่างที่อธิบายมาตอนต้น เรื่องนี้จะขยายขอบเขตของเส้นทางเงินใต้ความศรัทธาให้เห็นผ่านตัวละคร 3 ตัว เดียร์  เกม วิน วัยรุ่นผู้อับจนหนทางเพราะเป็นหนี้จากการกู้ยืมมาลงทุนทำงาน Start up แต่มันก็เจ๊งไม่เป็นท่า เพื่อให้หาเงินทันเวลาใช้หนี้ พวกเขาตัดสินใจลงมาเล่นกับเม็ดเงินใต้ร่มศรัทธาโดยที่พวกเขาไม่รู้ว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะที่ตามมาอย่างคาดไม่ถึง  

 ศรัทธา เงินตรา สาธุ

“ประเทศนี้ถ้าคนมีความเครียดหรือมีปัญหา มึงคิดว่าคนไปหาจิตแพทย์หรือไปวัดมากกว่ากัน”

ถ้อยคำของ วิน ( เจมมี่เจมส์ – ธีรดนย์ ศุภพันธ์ภิญโญ ) หนึ่งในตัวละครหลักของซีรีส์ สาธุ ที่ตั้งคำถามกับเพื่อนก่อนที่จะพาวัยรุ่นสร้างตัวอีก 2 คน คือเกม (พีช – พชร จิราธิวัฒน์) และ เดียร์ (แอลลี่ – อชิรญา นิติพน) 3 วัยรุ่นสร้างตัวที่ธุรกิจเจ๊งชั่วข้ามคืน จากที่จะได้เป็นเศรษฐีใหม่ตั้งแต่วัยรุ่น กลายเป็นว่าพวกเขาต้องหาเงินหลายสิบล้านเพื่อใช้หนี้ที่นำมาลงทุนผ่านการกู้นอกระบบ โดยมีอัตราดอกเบี้ยแพงหูฉี่และเวลาที่บีบเข้ามาทุกเข็มวินาที  นั่นนำมาสู่การตัดสินใจลงมือทำธุรกิจที่เล่นกับความศรัทธาของคน ด้วยการจับวัดมาเป็นตัวสร้างเงิน

เกม (พีช – พชร จิราธิวัฒน์) เดียร์ (แอลลี่ – อชิรญา นิติพน) และ วิน ( เจมมี่เจมส์ – ธีรดนย์ ศุภพันธ์ภิญโญ ) ภาพจาก Netflix

เอาเข้าจริงเมื่อเราเดินออกจากหน้าประตูบ้าน และเลือกวัดสักวัดหนึ่งเพื่อที่จะไปสังเกตในทุกมิติให้ครอบคลุม จะเห็นว่า ปัจจุบันเราก็แยกตัววัดออกจากตัวเงินได้ยากมาก เพราะบริบทของสังคมจริงนอกจอหนัง ทุนนิยมมันแทรกซึมไปทุกมิติ ถ้าไม่มีคนไปทำบุญ วัดก็อยู่ไม่ได้ ซึ่งการมองวัดเป็นองค์กรธุรกิจอย่างหนึ่งหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่ามันแล้วแต่มุมมองที่จะเลือกมอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายคนก็มองว่ามันคือธุรกิจเต็มรูปแบบ

สาธุ คือ Original Series ของสตรีมมิ่งชื่อดังอย่าง Netflix กำกับโดย วัฒนพงศ์ วงศ์วรรน นำแสดงโดย แอลลี่ – อชิรญา นิติพน เจมมี่เจมส์ – ธีรดนย์ ศุภพันธ์ภิญโญ พีช – พชร จิราธิวัฒน์ ที่พึ่งสตรีมไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ตัวซีรีส์สร้างกระแสการวิเคราะห์และถกเถียงบนสื่อออนไลน์เป็นอย่างมาก ในฐานะที่ผู้เขียนคลุกคลีกับวัดมาตั้งแต่วัยเยาว์ จึงคิดว่าอดใจไม่ได้ที่จะละเลงคีย์บอร์ดถึงมันสักหน่อย ในมิติด้านมืดที่ซีรีส์ได้ถ่ายทอดรวมไปถึงเรื่องดีงามที่ซีรีส์เองก็ฉายให้เห็นถึงสัจจธรรม

พระสงฆ์ อินฟลูเอนเซอร์ของผู้มีพระภาคฯ

จุดที่น่าสนใจในเรื่องอีกอย่างคือการใช้ พระ เป็นตัวดึงดูดคน ตัวของพระเอง ก็ถูกนำมาใช้เป็นการเล่าของเกมธุรกิจนี้อย่างแยบยลเรื่องราวชี้ให้เห็นพระดล (ปั๊บ -พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข หรือ ปั๊บ POTATO) พระวัดป่าหนุ่ม รูปหล่อ เทศน์ดี น้ำเสียงเย็นใจ หนึ่งในตัวละครที่สร้างเงินให้กับแก๊งค์กัลยาณมิจ โดยที่ในเรื่องพระเองก็ไม่ได้รู้ตัวว่าถูกใช้งานอยู่ สิ่งที่ซีรีส์แทรกเข้ามาอย่างหนึ่งที่คิดว่าเราหาดูได้ยากในหน้าสื่อนั่นคือการประกอบสร้างของพระวัดป่าและพระวัดบ้าน ซึ่งมีคาแร็คเตอร์ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ปั๊บ – พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข รับบทเป็น พระดล

เมื่อพระดลถูกเชื้อเชิญให้เข้ามาอยู่ในวัดบ้าน วิถีปฏิบัติทำให้พระป่าหนุ่มนั้นไม่คุ้นชินกับแสงสี กิจกรรมที่วัดบ้านทำ หรือแม้กระทั่งการทำสังฆกรรมแยกกัน ในฉากที่พระเอกชัย (เพชร – เผ่าเพชร เจริญสุข) เป็นผู้นำทำสังฆกรรมได้บอกกับพระดลว่า “แนวปฏิบัติขอให้ทำตาม ยกเว้นท่านที่บางข้อ เพราะต่างนิกายกัน” คิดว่าเป็นจุดเล็กๆ ที่คนตามเรื่องศาสนามาระยะหนึ่งอย่างเราว่า ควรค่าต่อการใส่เข้ามา เพราะมันชวนคิดได้หลายมิติมากของการมีนิกาย 2 นิกายในพุทธไทย รวมถึงแนวปฏิบัติที่ค่อนข้างต่างกัน มันชวนตั้งคำถามไปถึงว่า แล้วสรุปนิกายไหนดี และการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบคืออะไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆ การเทศน์ดีของพระดลนั้นสร้างเม็ดเงินให้มหาศาลกับธุรกิจที่ดำเนินไปในเรื่อง

เผ่าเพชร เจริญสุข รับบทเป็น พระเอกชัย ภาพจาก Netflix

กลับมาที่เรื่องราวของพุทธพาณิชย์ ตัวหนังก็ชวนตั้งคำถามอีกว่า การหาเงินของพวกเขานั้นมันควรค่าที่จะได้หรือเป็นการหลอกคนเข้าจริงๆ กันแน่ อย่างการทำพอดแคสท์เทศน์พระดล ของเดียร์ ฝ่าย PR วัด ซึ่งเผยแพร่สู่สาธารณะ ซึ่งมีประโยคของเจ้าอาวาสวัดป่าต้นสังกัดพระดลกล่าวกับพระดลว่า “ผมฟังพอดแคสท์ท่านแล้วนะ ท่านเทศน์ได้ดีเลยนะ” ในมุมมองหนึ่งการทำเนื้อหาสู่สาธารณะนี้ก็เป็นกลวิธีของการตลาดของเหล่ามิจสหายทั้ง 3 แต่นั่นมันก็ปลอบประโลมโลกและคัดง้างเหตุผลถึงการทำไปเพื่อเงินได้มีน้ำหนักมากพอ

วัตถุมงคล

ไม่ใช่เพียงเรื่องพอดแคสท์เท่านั้นที่มีเหตุผลมาคัดง้างในการทำการตลาดของทีมมิจสหาย วัตถุมงคล การทำทุกอย่างให้ป็นเม็ดเงินล้วนแล้วแต่มีเหตุผลประกอบสร้างเพื่อให้คนได้เข้าถึง ยกตัวอย่างตอนที่พระดลไม่เห็นด้วยเรื่องการปลุกเสกวัตถุมงคลเพราะอยู่ในสายวัดป่าจึงมองของพวกนี้เป็นของไร้สาระ และความคิดชุดนี้ก็ถูกโต้กลับจากเดียร์ว่า 

“หลวงพี่เป็นพระวัดป่าอาจจะมองเรื่องนี้เป็นเรื่องไร้สาระ แต่ถ้ามองกลับกัน สิ่งเหล่านี้มันทำให้คนที่ไม่สนใจในศาสนาเลยได้เข้ามาสนใจในพุทธศาสนาบ้าง และไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจพระธรรมอย่างลึกซึ้ง วัตถุพวกนี้อาจจะเป็นก้าวแรกของการดึงคนมาสนใจในศาสนา” 

เช่นกันกับตัววัตถุมงคลเองสามารถสร้างมูลค่าคือความศรัทธาที่จะเกิดขึ้นกับคนที่พร้อมจะเชื่อในสิ่งนั้น ผู้คนไม่ได้สนใจว่าวัตถุนั้นจะมีที่มาที่ไปอย่างไร แต่ถ้าหาก Story telling (เรื่องเล่า) ถูกประกอบสร้างขึ้นมาหนักแน่นและน่าหลงไหลพอ ผู้คนล้วนแล้วที่จะเลือกวางคำถามทั้งปวงที่มีต่อวัตถุมงคลลง  

มือที่มองไม่เห็นกำลังเล่นงานคุณ

ส่วนที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ มือที่มองไม่เห็นในเกมธุรกิจศรัทธานี้ 3 กัลยาณมิจไม่ใช่ที่สุดของห่วงโซ่อาหาร ใช่ ซึ่งซีรีส์ที่ปูมาเกือบ 4 Ep พยายามทำให้เราเห็นถึงความชาญฉลาดของเด็กรุ่นใหม่ แต่นั่นเป็นเพียงการเดินหมากโดยมือที่มองไม่เห็น คนคุมเกมที่แท้จริงนั้นอาจจะเป็นใครก็ได้ซึ่งจะไม่เฉลยในบทความนี้ แต่อยากสรุปในส่วนนี้พอสังเขปอีกรอบว่า ซีรีส์เปิดตัวและทำให้เราเข้าใจว่ามันคือการท่องโลกด้านมืดข้างหลังวัดและใช้วัดเป็นธุรกิจผ่าน 3 ตัวละครที่เข้ามาบริหารแต่ความเป็นจริงมันซับซ้อนและซ่อนเงื่อนกว่านั้น อิทธิพลอะไรบางอย่างที่พวกเขาไม่เคยรู้ตัวกำลังเป็นเงามืดที่คอยสอดส่อง รวมถึงรากโคนที่แท้จริงของปัญหาไม่ใช่เพียงเด็ก 3 คนเข้ามาแสวงหาผลกำไรจากวัด แต่มันยังมีหลายสิ่งที่มืดดำมากกว่านั้น สิ่งที่ใส่เข้ามานั้นทำให้ซีรีส์มีมิติและตอกย้ำความมืดดำที่มีอยู่ในสังคมได้อย่างน่าคิดตาม

การดำเนินเรื่องราวนั้นค่อนข้างที่จะทำให้มองเห็นความไม่เที่ยง แตกดับ และสัจธรรม ไม่แน่ใจว่าหลายคนมองการดำเนินเรื่องเป็นอย่างไร แต่สำหรับตัวผู้เขียนที่สังเกตและมองในมุมหนึ่ง การเกิดขึ้น และดับไปมีอยู่ตลอดเวลา ทั้งในต้นเรื่องเองที่กลุ่มกัลยาณมิจทั้ง 3 กำลังจะประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ก็เจ๊งในชั่วข้ามคืน รวมถึงการลงทุนทำเงินให้วัด เจริญถึงขีดสุด แต่ก็ต้องถูกล้มกิจการไปเพราะเข้าข่ายการฟอกเงิน สิ่งนี้ก็ชี้ให้เห็นถึงการแตกดับและกรรมจัดสรรอยู่พอสมควร แต่หนังก็ไม่ได้ทิ้งอะไรให้เป็นข้อคิดว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว อยู่ที่ผู้ชมจะพิจารณาเอาเอง

ทิ้งท้ายสำหรับการเล่าสู่กันฟังว่า สิ่งที่ 3 กัลยาณมิจกำลังทำและดำเนินไปนั้นเป็นแน่นอนในสายตาของคนดูมันคือมารศาสนา หากินกับความศรัทธาของคน แต่หากมองย้อนกลับไปถึงกระบวนการที่ทำให้พวกเขาล้มละลายเข้าตาจน หาทางออกในกระบวนการยุติธรรมไม่ได้จากหนี้นอกระบบที่กู้ยืม ทำให้ต้องใช้ช่องโหว่ในศาสนาหาเงินมาใช้หนี้ สิ่งนี้คือต้นตอของปัญหาที่ทำให้มหากาพย์ฉาวโฉ่นี้เกิดขึ้นหรือไม่ หรือมันควรจบแค่การสอบสวนแค่การใช้วัดเป็นที่หากิน โดยไม่ต้องสืบสาวราวเรื่องถึงที่ไปที่มาว่า เพราะอะไรตัวละครทั้ง 3 ถึงตัดสินใจทำแบบนี้ลงไป นั่นก็คงเป็นคำถามที่ชวนคิดวิเคราะห์กันต่อไป

image_pdfimage_print