จากประวัติศาสตร์หมอลำที่มีมากว่าหลายพันปี ทำให้หมอลำหรือการขับลำกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและผู้คน เดิมทีที่วัฒนธรรมของผู้คนกลุ่มภาษาตระกูลไตจะใช้เสียงป่าวร้องของผู้ขับลำเพื่อสื่อสารกับเทพศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ ขับเคล้าไปพร้อมกับเครื่องดนตรีที่ถูกคิดค้นขึ้นมาจากลำไผ่และถูกพัฒนาให้กลายเป็น “แคน” ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน 

การขับลำประกอบแคนได้ถูกพัฒนาเรื่อยมาจนเกิดความแตกต่างและมีเอกลักษณ์เฉพาะตามรูปแบบของภาษาและเสียงในกลุ่มชาติพันธ์ุของตน ทำให้เสียงร้องและทำนองของการขับลำมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ นอกจากนั้นการขับลำโดย “หมอลำ” ยังมีพัฒนาการเรื่อยมาควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและยุคสมัย ทำให้หมอลำไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนา ปรับเปลี่ยน ประยุกต์ให้เท่าทันกับกระแสสังคม

ในยุคสมัยที่วัฒนธรรมการขับลำได้รับความนิยม และเป็นมากไปกว่าศิลปวัฒนธรรมเพื่อรับใช้ความเชื่อดั้งเดิมของผู้คน หมอลำจึงเกิดขึ้นหลากหลายประเภท เช่น หมอลำพื้น หมอลำผญา หมอลำกลอน หมอลำหมู่ หมอลำเรื่องต่อกลอน หมอลำเพลิน หมอลำซิ่ง ประเภทของหมอลำเหล่านี้ล้วนแล้วแต่พัฒนามาจากการผสมผสานซึ่งกันและกัน แตกต่างไปก็เพียงเพราะทำนองและจังหวะของผู้ขับร้องหมอลำ นอกจากนั้นสิ่งที่ทำให้หมอลำมีความแตกต่าง คือ “สังวาดการลำ” ซึ่งหมายถึงสำเนียงของเสียงร้อง จะมีความแตกต่างเฉพาะในแต่ละพื้นที่ ตัวอย่างเช่น ลำสังวาดอุบล ลำสังวาดกาฬสินธุ์-สารคาม ลำสังวาดขอนแก่น 

อีกหนึ่งประเภทของหมอลำที่มีความน่าสนใจ ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ฟังในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง บริเวณ จ.มุกดาหาร หมอลำประเภทนี้มีประวัติความเป็นมาที่เก่าแก่ไม่แพ้หมอลำประเภทอื่น สอดแทรกเนื้อหาสาระและจังหวะลีลาที่ผสมผสานระหว่างทำนองการขับลำแบบลาวและแนวคิดภายใต้แก่นสารสาระเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ฮีต จาริตสังคม ขนบวิถี และแนวปฏิบัติ เข้าด้วยกัน 

หมอลำประเภทนี้มีชื่อเรียกที่หลากหลายตามแต่ผู้คนจะเรียกขาน คือ หมอลำผญา, หมอลำผญาย่อย, หมอลำผญาย่อยดอนตาล, หมอลำผญาย่อยหัวดอนตาล ปรากฏและกระจุกตัวโดยส่วนใหญ่ในพื้นที่ จ.มุกดาหาร จนกลายเป็นหนึ่งในคำขวัญประจำจังหวัดที่ว่า

“หอแก้วสูงเสียดฟ้า ภูผาเทิบแก่งกะเบา แปดเผ่าชนพื้นเมือง ลือเลื่องมะขามหวาน กลองโบราณล้ำเลิศ ถิ่นกำเนิดลำผญา ตระการตาชายโขง เชื่อมโยงอินโดจีน”

หมอลำผญาย่อยเป็นหมอลำที่มีจังหวะและท้วงทำนองที่ไพเราะ ปัจจุบันได้พัฒนาจากหมอลำคำสอนที่มีจังหวะช้า ปรับเปลี่ยนประยุกต์จนมีจังหวะที่เร็วขึ้นจนกลายเป็น หมอลำผญาซิ่ง หมอลำที่ชวนให้หลายคนอยากลุกขึ้นออกลีลาจ่ายผญาและขยับร่างกายไปพร้อมกับหมอลำที่กำลังแสดงบนเวที

“หมอลำผญา” เกิดที่ดอนตาลหรือมีมานานจากฝั่งลาว

“ลำผญา” หรือ “ลำผญาย่อยหัวดอนตาล” ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าหมอลำประเภทนี้มีที่มาอย่างไร ใครเป็นคนริเริ่มการลำ แต่คำบอกเล่าของศิลปินลำผญาย่อยรุ่นเก่าชาวบ้านนาสะโน อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร ที่มีใจความสำคัญว่า ลำผญาย่อยหัวดอนตาล เป็นการลำที่มีมาแต่โบราณ ลักษณะท่วงทำนองและลีลาการลำใกล้เคียงกับการแสดงพื้นบ้านของชาวลาว ที่เรียกว่า ลำบ้านซอก, คอนสวรรค์, สีทันดร, สาละวัน ส่วนการแสดงรูปแบบใดที่ปรากฏก่อนหรือหลังไม่มีหลักฐานชี้ชัด หากแต่มีพัฒนาการมาพร้อมๆ กัน โดยคำบอกเล่าดังกล่าวอาจจะยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า แท้จริงแล้วหมอลำผญาย่อยหัวดอลตาลมีจุดเริ่มต้นจากสิ่งใด

บุญเลื่อม พลเพ็ง อายุ 79 ปี (ในขณะนั้น) หมอลำผญาย่อยดอนตาลรุ่นแรก ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประวัติความเป็นมาของหมอลำผญาย่อยดอนตาลผ่านรายการ ก(ล)างเมือง : หมอลำผญาดอนตาล (6 กันยายน 2559) ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง Thai PBS อย่างน่าสนใจว่า 

“ตนเกิดและโตที่ อ.ดอนตาล ร่ำเรียนการลำผญามาจากแม่ของตนที่เป็นหมอลำผญามาก่อน แต่หากจะสืบสาวราวเรื่องไปตั้งแต่ต้นเค้าบรรพบุรุษ ตนไม่ทราบดีว่าที่มาของหมอลำประเภทนี้เป็นมาอย่างไร คงจะมีประมาณ 100 ปี มาแล้ว คงเกิดขึ้นมาพร้อมกับ อ.ดอนตาล เมื่อก่อนจะเป็นเพียงการ ถาม-ตอบ กันเท่านั้น ก่อนจะเปลี่ยนมาเอ่ยเป็นเสียงลำ 

“หมอลำประเภทนี้มาจากเมืองลาว เขาเรียกว่าลำสีทันดร มาจากเมืองเก่าจำปาสัก คนที่เป็นหมอลำผญาบางคนก็ลำเป็น บางคนก็ลำไม่เป็น ลำสีทันดรจะเปล่งเสียงสั้น แต่คนไทยเราได้เปลี่ยนให้เป็นลำเสียงยาวจึงจะไพเราะ แต่ต้นผญาจริงๆ นั้นเกิดขึ้นจากที่นี่ (จำปาสัก) แต่จะมีแค่การ ถาม-ตอบ จนมีคนนำเอาลำสีทันดรเข้ามาในเมืองไทย 

“ตอนนี้คนที่ลำสีทันดรเป็นก็ได้ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว ต่อมาคนรุ่นหลังได้ปรับเปลี่ยนจากการเปล่งเสียงสั้นให้กลายเป็นเสียงยาว ปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบของตัวเอง จึงเรียกว่าลำผญาย่อยดอนตาลตั้งแต่ตอนนั้นมา และชาว อ.ดอนตาล ส่วนมากจะเดินทางมาจากฝั่งลาว ไม่ใช่คนพื้นถิ่นมาตั้งแต่ดั้งเดิม นี่คือสิ่งที่ตนรับรู้มา” 

บุญเลื่อม พลเพ็ง หมอลำผญาย่อยหัวดอนตาลรุ่นแรก
ภาพ: Thai PBS

ส่วนการศึกษาวิจัยเรื่อง ลำผญาย่อยหัวดอนตาล กรณีศึกษาบ้านนาสะโน อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร ศึกษาวิจัยโดย มัทนา จุลลเกษตร์ พบว่า มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการลำผญาหัวดอนตาล ไว้ว่า เกิดจากกลุ่มคนที่อาศัยอยู่รวมกัน ได้สร้างสรรค์วัฒนธรรมประจำท้องถิ่นขึ้น เมื่อเกิดการแยกย้ายกระจัดกระจายกันของกลุ่มชน เพื่อเสาะแสวงหาแหล่งทำกินที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยมีศิลปวัฒนธรรมลำผญาย่อยติดตัวไป 

จนทำให้เกิดการแพร่กระจายวัฒนธรรมลำผญาไปสู่ท้องถิ่นใกล้เคียง โดยผสมผสานวัฒนธรรมลำผญาดั้งเดิมกับลักษณะของภาษาท้องถิ่นที่มีความเป็นเอกลักษณ์และแตกต่างกัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมลำผญาแบบเดิม ไปสู่ลำบ้านซอก คอนสวรรค์ สีทันดร และสาละวัน ซึ่งมีลักษณะท่วงทำนองการลำที่ใกล้เคียงกับลำผญาย่อยหัวดอนตาล แตกต่างกันเพียงภาษาประจำถิ่น สำเนียง ลีลาในการออกเสียง และการเอื้อนเสียงที่สั้นยาวต่างกัน

“ลำผญา” มีที่มาจาก “ผญา” ภาษิตคำสอนของชาวลาวอีสานหรือผู้คนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะเป็นคำพูดที่มีความคล้องจองและมีจังหวะหนักเบา มีการใช้ผญาเพื่อร้องลำเกี้ยวกันระหว่างชายหญิงในโอกาสงานบุญงานประเพณี โดยมีการจ่ายผญา พูดผญา และการแก้ผญา โต้ตอบเชิงปัญญา ทำให้แต่ละฝ่ายต้องเฟ้นหาคำตอบเพื่อเอาชนะกัน ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ถามเป็นหมอลำฝ่ายชาย ส่วนหมอลำฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายตอบ ทำผู้ฟังได้รับทั้งความรู้ ความคิด สติปัญญา และความสนุกเพลิดเพลินประกอบเครื่องดนตรีอย่างแคน พิณ โหวด และฉิ่ง

ขั้นตอนก่อนวาดท่า แล้วจึงออกลีลาผญาย่อย

ขนบธรรมเนียมประเพณีความเชื่อในเรื่องของภูตผีวิญญาณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยังคงปรากฏให้เห็นผ่านพิธีกรรมก่อนการแสดงในวัฒนธรรมของชาวอีสาน ที่มีความเชื่อในคุณครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ เมื่อมีการแสดงก็จะต้องมีการบูชาครูด้วยเครื่องสักการะ โดยหัวหน้าคณะหรือผู้ที่มีอาวุโสที่สุดในคณะจะเป็นผู้จัดเตรียมอุปกรณ์ในการแต่งเครื่องคายให้ครบ พิธีกรรมนี้เรียกว่าการ “ยกอ้อ ยอคาย” ก่อนการแสดงทุกครั้งผู้แสดงและนักดนตรีทุกคนจะต้องปฏิบัติร่วมกัน

ปรีชา พิณทอง ปราชญ์คนสำคัญแห่งแผ่นดินอีสานได้อธิบายไว้ในหนังสือ ประเพณีโบราณไทยอีสาน ไว้ว่า

“ของยกครู ไม่ว่าแต่ครูธรรมดาสามัญ แม้พระบรมครูคือ พระพุทธเจ้า เมื่อเราเข้าไปไม่ว่าในกรณีใดๆ จะต้องมีเครื่องสักการะ คือดอกไม้ธูปเทียนติดมือไปด้วย หากไม่มีก็มือสิบนิ้ว กราบแล้วยกมือขึ้นไหว้ท่าน เพียงเท่านี้ก็ถือเป็นการเคารพเทิดทูนครูไว้ในฐานะสูง สําหรับการเรียนมนต์ก็ต้องมีของบูชาครูด้วยของบูชาครูนั้นแล้วแต่ครูจะสั่ง

“ของบูชาครูทั่วไปได้แก่ขัน 5 และ ขัน 8 โดย ขัน 5 เต็มยศจะประกอบด้วยข้าวตอก 5 คู่ ดอกไม้ 5 คู่ ประทีป 5 คู่ เทียน 5 คู่ ส่วนขัน 8 ก็เพิ่มเป็น 8 คู่ แล้วเพิ่มซิ่นผืน แพรวา เหล้าก้อง ไข่หน่วยซวย 4 ขันหมากเบ็งซ้ายขวา ส่วนเงินแล้วแต่ครูจะสั่ง ของทั้งหมดนี้เรียกว่า คาย”

องค์ประกอบของเครื่องคาย

เช่นเดียวกับหมอลำผญาย่อยที่จะต้องมีการกราบไหว้บูชาครูเช่นกันกับหมอลำประเภทอื่นๆ โดยการนำพิธีของหัวหน้าคณะหรือผู้ที่มีอาวุโสที่สุดในคณะ จากนั้นจึงจะมีการป่าวสวดคาถาเฉพาะที่จะทำให้การแสดงในค่ำคืนนี้ราบรื่นไปได้ด้วยดี และทำให้ผู้แสดงออกศิลป์แสดงได้อย่างเต็มที่สิ่งนี้เรียกว่า “อ้อ” 

จากการศึกษาวิจัยประเด็นหมอลำผญาย่อยดอนตาล ของ มัทนา จุลลเกษตร์ นอกจากจะชี้ให้เห็นถึงประวัติความเป็นมาของหมอลำผญาย่อยดอนตาล ในการศึกษายังอธิบายถึงกระบวนการในการแสดงลำผญาย่อยดอนตาลตลอดทั้งคืนไว้ว่า ก่อนจะทำการแสดงหลังจากทำพิธีไหว้ครู ขั้นตอนต่อไปจะเริ่มทำการ ลำไหว้ครู เพื่อเป็นการถวายเสียงร้องแก่ครูและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ จากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงถัดไปของการแสดง และนี่คือตัวอย่างกลอนลำในช่วงลำไหว้ครู 

“…โอน้อละจั่งว่าสาธุเด้อฉันสิยอมือน้อม
จอมคุณนั่นทุกสิ่งให้มาสิงเสกซ้อนยามข้าสิว่ากลอน
เดี๋ยวนี้ขออย่าได้เดือดร้อนในบ่วงนั้นกลอนถาม
ให้มันงามนั้นตาคนบาดห่าลำยืนฟ้อน
เป็นว่าจังหวะลำหรือฟ้อนตอนเดินนั่นเหินย่าง
อย่าสู่คาอย่าสู่ค้างสมองข้าให้เลื่อนไหล…
…เดียวนี้คุณพระจอมไตรแก้วแววไวนั่นใสส่อง
เป็นกระบองนั่นส่องให้บาดลำแก้กล่าวกลอน
บอกว่าคุณอิศวรอยู่บนฟ้าเมฆลาให้เหลิงล้ำ
ธรณีนั่นนาคน้ำสิยอไหว้นั่นใส่เศียร…”

ในช่วงแรกจะเป็น ลำแจ้งจุดประสงค์ เป็นกลอนลำที่ใช้แสดงต่อจากลำไหว้ครู เป็นการชี้แจ้งเหตุผลที่มาที่ไปของการแสดง เช่น แสดงในงานอะไร ใครเป็นเจ้าภาพผู้จ้างมา ส่วนช่วงถัดมาคือช่วง ลำถามข่าว เนื้อหาสาระของลำถามข่าว เป็นเรื่องของการซักถาม ทุกข์ – สุข ของอีกฝ่าย โดยส่วนมากการลำถามข่าว จะเริ่มต้นโดยหมอลำผญาที่เป็นฝ่ายชายในลักษณะการเกี้ยวพาราสี ตัวอย่างกลอนลำ เช่น

“…หนูนั้นมีนามชั้น สันใดอยู่อ้ายแหน่ 
ทั้งพ่อแม่พี่น้อง ของเจ้าอยู่จั่งใด 
บ้านของน้องนั้นอยู่ใต้ หรือว่าอยู่นั้นทางเหนือ 
มาทางเรือหรือรถ ขี่ยนต์ยานย้าย
แม่นนางเดินเดียวย้าย หรือหลายคนเป็นหมู่ 
มากับตัวหรือว่าชู้ บ่ทันฮู้อ้ายจั่งถาม
ท้ายเอยท้ายน้องหลาม เตบรรนางเอย…”

เมื่อหมอลำผญาฝ่ายชายกล่าวจบ ฝ่ายหญิงจึงกล่าวโต้ตอบในลักษณะการซักถามถึงชื่อ ที่อยู่ ว่ามาจากที่ใด และกำลังจะเดินทางไปที่ใด

ต่อมาคือช่วง ลำเกี้ยว หลังจากที่หมอลำฝ่ายชายและฝ่ายหญิงว่ากลอนถามข่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะได้มีการว่ากลอนเกี้ยวพาราสีโต้ตอบกัน ลักษณะกลอนลำชนิดนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากเนื้อหาของกลอนลำมีความสนุกสนาน ว่ากลอนแก้กันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน มักมีความหมายสองแง่สองง่ามส่วนใหญ่เป็นเรื่องของเพศ 

ถัดจากนั้นจะเป็นช่วง ลำตำนาน – นิทาน เป็นกลอนลำที่จะทำการลำหลังจากที่ว่ากลอนเกี้ยวจบ กลอนลำชนิดนี้นิยมใช้ในหมู่ของผู้เฒ่าผู้แก่เนื่องจากเนื้อหาของลำตำนาน นิทาน มักให้คติสอดแทรก ศีลธรรม จริยธรรมและนำเสนอเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ ชวนให้ติดตามเข้าใจง่าย ผู้ใหญ่จึงมักใช้อบรมสั่งสอนลูกหลานโดยการให้ฟังลำผญา ตัวอย่างกลอนลำ เช่น 

“…โอ๋นอแก้มเอ้ยแก้มเจ้าใหม่ๆ สมัยไทยเจริญเด้อ
หนอแม่เพิ่นว่าไทยเจริญแล้วอย่าลืมเเนวนั่นมูลเก่า
วัฒนธรรมนั่นแต่เค้ารักษาไว้อย่าสู้ไล
โอ้น้อพากันอนุรักษ์ไว้อันซิ่นหมี่นั้นแพรไหม
มรดกนั่นของไทยโสร่งไหมนั่นแพรด้าม
คนงามให้มันงามคือเค้ามุลของเฮาอย่าให้เสี่ยม
อย่าให้สูญอย่าให้เซามูลเค้าตั้งแต่เดิม
เดี๋ยวนี้เพิ่นว่าสูนั่นมื้อนี่หลงลืมลายผ้าสโร่ง
บ่าวบ้านทองลืมแล้วบ้อซออู้นั่นปี่แคน…”

ต่อมาคือช่วง ลำเบ็ดเตล็ด เป็นกลอนลำทั่วไปที่มีความหมายในการส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรมลำผญา ต่อต้านยาเสพติด ลำอวยพร ส่วนช่วงสุดท้ายคือ ลำลา เป็นกลอนลำที่ในการแสดงช่วงสุดท้ายเป็นการกลอนลำกล่าวลาและขอบคุณท่านผู้ชม 

“ผมหอม สกุลไทย” ศิลปินหมอลำผญาย่อยดอนตาลผู้มีชื่อเสียงแห่งบ้านนาสะโน

ศิลปินหมอลำผญาที่มีชื่อเสียงทั้งในอดีตและปัจจุบันที่ยังคงสืบสานอนุรักษ์หมอลำประเภทนี้ไว้ ได้แก่ หมอลำสำอางค์ อุณวงศ์ หมอลำเสถียรพร อินพรหมมา หมอลำเสมอ จตุพล หมอลำประสานศิลป์ ส่งเสียง หมอลำแสวง อินทร์ใหม่ เป็นต้น โดยปัจจุบัน ณ บ้านนาสะโน ต.นาสะเม็ง อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร ยังคงมีหมอลำที่มีความรู้ความสามารถในการลำผญา และเป็นเจ้าของคณะหมอลำผญาย่อยที่รู้จักกันเป็นอย่างดี คือ หมอลำผมหอม สกุลไทย

หมอลำผมหอม สกุลไทย ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง ประเภทหมอลำผญาย่อย ปี พ.ศ. 2554 เธอเป็นหมอลำผญาย่อยที่มีชื่อเสียง มีผลงานและได้รับรางวัลมากมายสร้างความภาคภูมิใจให้กับตนและวงการหมอลำ อย่างในปี พ.ศ. 2528 เธอได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศไทยร่วมแสดงในงานศิลปวัฒนธรรมเอเชีย ครั้งที่ 11 ณ ประเทศฮ่องกง 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 เธอได้รับรางวัลผู้มีผลดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม (สาขาศิลปะการแสดง) จากสำนักงานการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เขตการศึกษาที่ 10 และในปี พ.ศ. 2550 เธอได้เดินทางไปเผยแพร่ศิลปะการแสดงหมอลำผญาย่อยหัวดอนตาล ผ่านรายการ “มองอีสาน” ศิลปินพื้นบ้านสานสังคม เทิดไท้องค์ราชัน “ลำผญาพื้นบ้าน” ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประไทย NBT นอกจากนั้นเธอยังได้รับการประกาศยกย่องให้ “หมอลำผญา” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประจำปี พ.ศ. 2552

ผมหอม สกุลไทย หมอลำผญาย่อยดอลตาล
ภาพ: MixMohlum “หมอลำสัมมะปิ”

ประวัติชีวิตบนเส้นทางสายลำผญาย่อย เธอเล่าว่าแรกเริ่มเดิมทีตนได้ร่ำเรียนวิชาหมอลำกลอนเป็นสิ่งแรก ตอนอายุ 11 ปี กับ หมอลำบุญเพ็ง ไฝผิวชัย (ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงหมอลำ ประจำปี พ.ศ. 2540) โดยร่ำเรียนเป็นระยะเวลา 8 เดือน และหลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2511 เธอได้ทำหน้าที่เป็นหมอลำประจำสถานีวิทยุ เสียงลาวสันติสุข สถานีวิทยุของชาวอเมริกา ที่เมืองสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยได้รับเงินค่าตอบแทน 700 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม ขณะที่เดินทางไปเป็นหมอลำที่ประเทศลาวก็พบว่าที่นั่นเองก็มีการลำผญาเหมือนกันกับการลำผญาย่อยดอนตาลของประเทศไทย แต่ที่นั่นจะเรียกลำคอนสะหวัน เป็นทำนองลำผญาเหมือนกันแต่ที่นั่นจะเรียกทำนองนี้ว่าทำนองคอนสะหวัน

ในเวลาต่อมา เธอได้เดินทางกลับภูมิลำเนาเดิมเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกร และพบว่าผู้เฒ่าผู้แก่ในเขตพื้นที่ อ.ดอลตาล เอง ก็มีการลำผญาเช่นกัน ตนจึงเกิดแรงบันดาลใจขึ้นว่า “ถ้าเราไม่สืบทอดและรักษาสิ่งนี้ไว้ ต่อไปก็จะไม่มีใครมาสืบทอด” และจึงเริ่มศึกษาจากหมอลำรุ่นเก่าในหมู่บ้านและกลายเป็นหมอลำผญาย่อยอย่างจริงจังตั้งแต่ พ.ศ. 2512 เป็นต้นมา ส่วนบุคคลที่ชวนให้ติดตามไปลำด้วยเป็นท่านแรกคือ หมอลำสีนวล พรหมเสนา และต่อมาคือหมอลำเลื่อม ศรีลาศักดิ์

ผมหอม สกุลไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ถึงความแตกต่างระหว่างหมอลำกลอนและหมอลำผญาไว้อย่างน่าสนใจว่า

“หมอลำผญาจะใช้ทำนองลำที่ช้ากว่าหมอลำกลอน การเอื้อนเสียงก็จะแตกต่างกัน กลอนลำจะมีความแตกต่างกัน โดยจะใช้คำผญาโบราณมาเป็นกลอนลำ ยกตัวอย่างเช่น 

…นางเอยพอแต่เหลียวเห็นหน้า อยากว่าจาถามข่าว น้องหล่าอ้ายอยากถามข่าวน้องถามข่าวทางป่า ถามข่าวนาถามหาทางข้าว ถามข่าวทางตัวเจ้าแม่นมีผัวแล้วหรือบ่…

กลอนนี้จะเป็นกลอนของหมอลำฝ่ายชายเป็นคนถามฝ่ายหญิง และหมอลำฝ่ายหญิงก็จะขานตอบกลับไปว่า

…ฟังสาก่อนอ้ายบ่าวหมอลำเอ่ย อ้ายมาถามข่าวน้ำน้องสิบอกทางปลา พัดแต่เป็นหนองสาดอกบ่มีปลาบ้อน น้องนี่ปอดอ้อยซ้อยเสมออ้อยกลางกอ กาบกะบ่ห่อหน่อน้อยกะบ่ซอน ชู้กะบ่ซ่อน ผัวน้องหากบ่มี เด้ออ้ายบ่าวหมอลำเอ้ย… เป็นกลอนผญาโต้ตอบกัน” 

ด้านเนื้อหาของกลอนลำ ผมหอม สกุลไทย อธิบายว่า จะเป็นผญาโบราณ เช่น อ้ายเอ้ย…เจ้าผู้ได้ขี่ช้างกั้งฮ่มเป็นพญา เจ้าอย่าลืมชาวนาผู้ขี่ควายคอนกล้า อ้ายได้เป็นอัญญาแล้ว อย่าลืมนางผู้ลูกไพร่ เจ้าได้เป็นใหญ่แล้วอย่าลืมน้องราษฎร ผญาเหล่านี้ล้วนเกิดการร่ำเรียน จดจำ และผ่านความคิดในขณะที่ลำ ณ ตอนนั้น เป็นไหวพริบเฉพาะของหมอลำฝ่ายชายและหมอลำฝ่ายหญิง 

ในปัจจุบันศาสตร์และศิลป์แขนงนี้ยังคงมีผู้สนใจอยากมาศึกษาเล่าเรียนอยู่เช่นกัน โดยเธอเล่าว่าลูกศิษย์ชุดแรกจะเป็นหลานสาวของตนเอง ต่อมาจะเป็นรุ่นเล็ก ซึ่งกำลังศึกษาอยู่เพียงแค่ระดับชั้นมัธยมศึกษปีที่ 6 และยังมีรุ่นที่เด็กไปกว่านั้นอีกในระดับประถมศึกษาปีที่ 2-3 โดยส่วนใหญ่ผู้ที่สนใจมาเรียนลำมักจะเริ่มมาจากความชื่นชอบเป็นการส่วนตัว ชอบการลำใส่พิณ แคน และกลอง ซึ่งจะให้จังหวะที่สนุกสนาน ในการร่ำเรียนไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนเสียงดี แต่ต้องจดจำกลอนลำให้ได้ เข้าใจคำสอนในบทผญานั้นๆ และต้องมีใจรักที่จะเรียนรู้

“ผญาซิ่ง” พัฒนาการจากหมอลำคำสอน ที่ชวนลุกขึ้นฟ้อนย่อนม่วนๆ

ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป จังหวะดนตรีและลีลาวาทะศิลป์ของหมอลำก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย การรับเอาวัฒนธรรมดนตรีแบบตะวันตกเข้ามาในวัฒนธรรมดนตรีท้องถิ่น ทั้งจังหวะ ทำนอง และเครื่องดนตรี ได้ผสมผสานกันจนเกิดกลายเป็นแนวดนตรีแบบใหม่ มีความเร็ว สนุกสนาน ผสานเคล้าระหว่างเครื่องดนตรีพื้นเมืองอย่างพิณ แคน โหวต ฯลฯ และเครื่องดนตรีต่างประเทศอย่างเบส กีตาร์ กลอง แซ็กโซโฟน คีย์บอร์ด ฯลฯ

เช่นเดียวกับหมอลำ ที่ต้องพัฒนาปรับเปลี่ยนเพื่อให้เท่าทันกับกระแสของแนวดนตรีสมัยใหม่และความต้องการของท่านผู้ฟัง อย่างการพัฒนาของ หมอลำซิ่ง ที่มีต้นกำเนิดมาจาก หมอลำกลอนซิ่ง ที่ดัดแปลงมาจาก หมอลำกลอน อีกที เป็นการนำลำกลอนพื้นบ้านมาปรับเข้ากับจังหวะสมัยใหม่ มีการประยุกต์จากจังหวะและทำนองเดิมของเพลงพื้นถิ่นให้เข้ากับจังหวะเพลงลูกทุ่งกระแสนิยม

โดยการนำดนตรีพื้นเมืองดั้งเดิม เช่น พิณ แคน มาปรับใช้ให้เข้ากับดนตรีสากลด้วยการเพิ่มคีย์บอร์ดไฟฟ้า กีตาร์ เบส กลองชุด แซกโซโฟน และเล่นเพลงร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้รูปแบบการแต่งกายก็จะเปลี่ยนไปเช่นกัน โดยหมอลำฝ่ายหญิงจะแต่งกายแบบนุ่งสั้น แสดงคู่กับหมอแคนที่มีลีลาการใช้เอวอย่างช่ำชอง และคณะหางเครื่องสาวน้อยแรกรุ่น สื่อสารด้วยวาจาหยาบโลน ส่อถึงเรื่องเพศ

เช่นเดียวกับหมอลำผญาย่อยที่มีพัฒนาการจนกลายเป็น หมอลำผญาซิ่ง สืบเนื่องมาจากการรับเอาวัฒนธรรมดนตรีสากลเข้ามา ทำให้หมอลำผญาจากเดิมที่มีจังหวะและทำนองที่ช้า กลายเป็นจังหวะที่สนุกสนานและเนื้อหาเกี่ยวกับภาษิตคำสอนถูกใช้ลดน้อยลง และถูกปรับเปลี่ยนให้มีลักษณะคล้ายกับหมอลำซิ่ง คือการใช้คำหยาบโลน มีเนื้อหาเรื่องเพศที่ชัดเจนมากขึ้น

ช่วงของการแสดงจะเน้นที่ช่วง ลำเกี้ยว เป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นช่วงที่สนุกสนาน เห็นถึงฝีไม้ลายมือของการต่อสู้กันระหว่างหมอลำฝ่ายชายและหมอลำฝ่ายหญิง เช่น การหยิบยกประเด็นสำคัญขึ้นมาหนึ่งประเด็นและให้ทั้งสองฝ่ายสร้างข้อถกเถียงเพื่อเอาชนะกัน การเกี้ยวหรือการหยอกล้อกันในเชิงชู้สาว การโอ้อวดสรรพคุณของตน เป็นต้น นอกจากนั้นยังพบว่ามีการใช้คำ สอย เพื่อตอบโต้ท้าทายหมอลำฝ่ายตรงข้าม สร้างความสนุกสนานระหว่างผู้แสดงและผู้รับชม

“สอย” คือการขานรับด้วยการร้องคำสัมผัสสั้นๆ ร้องรับต่อท้ายกลอนเมื่อลําจบแต่ละกลอน ความหมายของคําสอยทั่วไปจะเน้นเรื่องเพศโดยเฉพาะ และมักจะใช้ถ้อยคําตรงๆ ชัดเจน ไม่มีการอ้อมค้อม ซึ่งการสอยจะไม่มีรูปแบบและกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว ทั้งเรื่องสัมผัส จํานวนวรรค จังหวะ และท่วงทํานอง เพราะการสอยเป็นเพียงการร้องคั่นจังหวะตอนหมอลําลําจบกลอนหนึ่งๆ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศในการฟังให้สนุกสนานยิ่งขึ้น ส่วนรูปแบบของกลอนสอยนั้นจะต้อง ขึ้นด้วยคําว่า “สอย…สอย” เหมือนกันหมด ตอบโต้กันไปมาระหว่างหมอลำฝ่ายหญิงและหมอลำฝ่ายชาย ตัวอย่างเช่น 

“สอย…สอย พี่น้องฟังสอย
ถามข่าวอ้ายถามข่าวขอขอ
ถามคอ คอ ค่อยอยู่ดีบ่ คอค้อ 
ถามว่าโคยเจ้าเสียกพ่อว้อหรือว่าบานเปิ่งเซิ่ง”

ลักษณะโดยรวมและรูปแบบการแสดงที่คล้ายกันกับหมอลำซิ่ง ทำให้การแต่งกายของหมอลำผญาซิ่งถูกปรับเปลี่ยนเช่นเดียวกัน จากเดิมที่การแต่งกายจะมีลักษณะมิดชิดตามขนบธรรมเนียมการแต่งกายของสตรีอีสาน ถูกปรับเปลี่ยนให้มีลักษณะของการนุ่งสั้น คล้ายกันกับ หมอลำกกขาขาว มีการเพิ่มเข้ามาของหางเครื่อง ออกลีลาท่าเต้นด้วยท่าทางวาบหวิวที่มากไปกว่าการฟ้อนรำแบบเดิม ทั้งหมดนี้คือการปรับเปลี่ยนและประยุกต์ขึ้นเพื่อความทันสมัยของหมอลำผญา แต่อย่างไรก็ตามหมอลำผญาซิ่งก็ยังคงรูปแบบของช่วงการแสดงไว้ดังเดิม แต่มีการลดทอนบางช่วงบางตอนลงและเน้นช่วงที่ให้ความสนุกสนานแก่ผู้ชมมากที่สุด 

จากหมอลำผญาย่อยที่พัฒนามาเป็นหมอผญาซิ่ง ได้ชี้ให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวของคนอีสานให้เข้ากับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยอาศัย “หมอลำ” รากเหง้าทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างสรรค์รูปแบบการนำเสนอขึ้นมาใหม่ และสามารถกำหนดอนาคตของตนเอง ผู้คน สังคม วัฒนธรรมท้องถิ่น ได้อย่างเท่าทันกับกระแสสังคมโลก ซึ่งไม่เพียงแต่หมอลำผญาย่อยหรือหมอลำซิ่งเท่านั้นที่มีพัฒนาการปรับเปลี่ยนประยุกต์ขึ้นเพื่อให้สอดรับกับกระแสนิยมของวัฒนธรรมดนตรี แต่หมอลำและศิลปะการแสดงประเภทอื่นๆ ก็มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สนองกับความต้องการของผู้คนในแต่ละยุคสมัยและกระแสสังคมโลกที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง

แหล่งข้อมูล: 

มัทนา จุลลเกษตร์. (2548). ลำผญาย่อยหัวดอนตาล กรณีศึกษาบ้านนาสะโน อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร. ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยดุริยางควิทยา. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

image_pdfimage_print