ในบรรดาเมืองใหญ่ในอีสาน อุบลราชธานีขึ้นชื่อว่ามีความสำคัญและจุดเด่นหลายอย่าง ทั้งเป็นพื้นที่ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจในตัวเมือง ที่สอดคล้องไปกับค่านิยม ‘ร่วมสมัย’ ทำให้คนหันมาสนใจอุบลราชธานี​ ขณะเดียวกัน พื้นที่แห่งนี้มีประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อนการเกิดขึ้นของรัฐชาติในปัจจุบันด้วย โดยเฉพาะการเป็นเมืองศูนย์กลางที่สยามเลือกเข้ามาปฏิรูปการปกครองและขยายอิทธิพลทั่วฝั่งขวาแม่น้ำโขง อันเป็นผลให้เกิดการลุกฮือต่อต้านของ ‘กลุ่มผู้มีบุญ’ หรือ’ ผีบุญ’ ซึ่งทำให้เกิดเหตุการณ์ปราบปรามที่รุนแรงที่สุด นับตั้งแต่สยามเปลี่ยนการปกครองสู่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ 

คำถามสำคัญคือ อะไรทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ทั้งในสายตาของสยามและกลุ่มผู้มีบุญในขณะนั้น

หากอ้างอิงจากงานศึกษา สภาพเศรษฐกิจเมืองอุบลราชธานี พ.ศ. 2335-2460 และ ความเชื่อที่ปรากฏในขบวนการผู้มีบุญ กรณีศึกษากลุ่มองค์มั่น ผู้เขียนมองว่า มีความเป็นไปได้สองประการที่ทำให้อุบลราชธานีเป็นพื้นที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลง คือ หนึ่ง–ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ทำให้อุบลราชธานีมีทรัพยากรต่อการดำรงชีพ สอง–กลุ่มที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานแยกตัวมาจากกลุ่มอำนาจอาณาจักรล้านช้าง ทำให้มีสรรพกำลังทั้งปริมาณคนและวิธีการจัดระบบชุมชน ส่งผลให้เมืองขยายเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถผลิตทรัพยากรบริโภคภายในและแลกเปลี่ยนกับภายนอกได้ ทำให้มีโอกาสพัฒนาไปข้างหน้า เมื่อผู้ปกครองเลือกที่จะเข้าร่วมกับสยามในฐานะประเทศราช ทำให้คนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาแผ่อิทธิพลเหนือชุมชนลุ่มน้ำโขงได้

ในช่วงสยามก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจระบบตลาดด้วยการค้าขายกับต่างชาติ ประเทศราชมีความสำคัญต่อการส่งทรัพยากรมากขึ้น อุบลราชธานี จึงเป็นทั้งแหล่งผลิตและศูนย์กลางรวบรวมทรัพยากรจากเมืองเล็กๆ ส่งให้สยาม ความสำคัญของเมืองแห่งนี้จึงเพิ่มมากขึ้น และก้าวกระโดดกลายเป็นเมืองใหญ่เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคอาณานิคม เนื่องจากฝรั่งเศสเข้ามามีส่วนแบ่งทางอำนาจและเศรษฐกิจในลุ่มน้ำโขง ทำให้สยามกระชับอำนาจด้วยการปฏิรูปการปกครอง และมีอุบลราชธานีเป็นศูนย์กลางการเปลี่ยนแปลงในแถบอีสานตอนใต้ ในที่สุดก็เกิดภาวะกดดันจนนำมาสู่การต่อต้านในที่สุด

ความสำคัญทางภูมิศาสตร์ทำให้ตั้งเป็นชุมชนขนาดใหญ่

อุบลราชธานีมีพื้นที่ติดกับแม่น้ำสำคัญ 3 สาย หนึ่ง-แม่น้ำมูน สอง-แม่น้ำชี สาม-แม่น้ำโขง รวมถึงลำน้ำอย่างลำโดมน้อย ลำเซบก และอื่นๆ การเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำทำให้ประกอบการเกษตร ปลูกข้าวได้ทั้งนาทาม นาทุ่ง และนาแซง เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งก็มีพื้นที่ผลิตเกลือและเลี้ยงสัตว์ได้  

ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรที่เอื้อต่อการดำรงชีวิต ทำให้ชุมชนขนาดใหญ่เติบโตอย่างรวดเร็ว มีผู้คนอพยพมาอาศัยตั้งบ้านอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะในภาวะที่อาณาจักรล้านช้างเกิดความขัดแย้งจนแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มล้านช้างหลวงพระบาง กลุ่มล้านช้างเวียงจันทน์ และกลุ่มล้านช้างจำปาสัก 

กลุ่มพระวอ พระตา และเจ้าคำผง ซึ่งเคยมีสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มล้านช้างเวียงจันทน์และกลุ่มล้านช้างจำปาสัก ได้แยกตัวออกมาเพื่อตั้งบ้านเมืองใหม่ โดยในช่วงที่เกิดความขัดแย้งกับกลุ่มล้านช้างจำปาสัก กลุ่มพระวอและเจ้าคำผงได้นำไพร่พลอพยพมาที่ ‘แจระแม’ ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงแล้วตั้งชุมชนขึ้น โดยส่งจดหมายแจ้งกับนครราชสีมาว่า ยินดีสวามิภักดิ์ให้กับสยาม (ในยุคสมัยกรุงธนบุรี) เพื่อได้รับการคุ้มครองหลังจากเจอความขัดแย้งในล้านช้าง

ทรัพยากรสำคัญของพื้นที่แห่งนี้​ คือ ข้าวและเกลือ ในกระบวนการผลิตนั้นจำเป็นต้องใช้กำลังแรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะเกลือที่ไม่ใช่แค่การผลิตในบ้าน แต่ต้องใช้ระบบชุมชนในการควบคุมการผลิต ซึ่ง ‘บ้านแจระแม’ แห่งนี้ มีระบบ ‘ครัว’ ที่กลุ่มผู้ปกครองมีอำนาจควบคุม ‘ไพร่พล’ ให้สามารถผลิตทรัพยากรบริโภคกันเป็น ‘ครัวเรือน’ ได้ และยังสามารถผลิตเกลือที่มีจำนวนมากเกินการบริโภคในหมู่บ้าน ทำให้สามารถนำไปแลกเปลี่ยนกับชุมชนอื่นๆ ผ่านการคมนาคมขนส่งทางน้ำ ซึ่งเป็นภูมิศาสตร์ของพื้นที่อยู่แล้ว  

‘บ้านแจระแม’ จึงไม่ใช่หมู่บ้านเล็กทั่วไปที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ แต่เป็นหมู่บ้านที่มีระบบระเบียบและกำลังการผลิตขนาดใหญ่ที่เหมาะสมจะขึ้นเป็น ‘เมือง’ ได้จากสภาพแวดล้อม ทรัพยากรที่เอื้ออำนวย และการอพยพตั้งรกรากใหม่ 

ศูนย์กลางรวบรวมส่วยของสยาม

ด้วยศักยภาพของกำลังแรงงาน ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบการปกครองในชุมชน และท่าทีของผู้นำ ที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากสยามในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ 

หลังจากที่เจ้าคำผงได้ยกทัพไปปราบปรามเซียงแก้ว ผู้วิเศษที่ยกกำลังเข้าล้อมเมืองนครจำปาสักไว้ เดิมทีสยามส่งให้พระยาพรหมภักดี เมืองนครราชสีมายกทัพปราบ แต่เจ้าคำผงเข้ามาสู้รบได้สำเร็จก่อนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงทรงยกกระบัตร ‘บ้านห้วยแจระแม’ ขึ้นเป็น ‘เมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัยประเทศราช’ โดยเจ้าคำผงได้รับการเลื่อนยศเป็น เจ้าพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ ปกครองเมืองอุบลราชธานี ที่ได้ขยายพื้นที่จากแจระแมไปยังดงอู่ผึ้ง โดยอุบลราชธานีขึ้นตรงเป็นประเทศราชของสยาม มีภารกิจคือ การส่ง ‘ส่วย’ ให้กับเจ้าสำนักลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แลกกับสยามให้การคุ้มครองและสนับสนุนเจ้าเมืองในพื้นที่ 

การสถาปนาให้อุบลราชธานีเป็นเมืองมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลประโยชน์ระบบการเก็บส่วยของสยาม เนื่องจากส่วยมาพร้อมระบบการจัดการประชากรและทรัพยากรแบบใหม่ นั่นคือ การเปลี่ยนระบบ ‘ครัว’ มาสู่ระบบ ‘เลก’ อันหมายความว่ากำหนดการส่งส่วยนั้นขึ้นอยู่กับจำนวน ‘เลก’ หรือการลงทะเบียนของประชากรในพื้นที่ นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ ยิ่งมีคนมาก ยิ่งทำให้ได้ส่วยมากขึ้น โดยคนที่อยู่ในพื้นที่ต้องใช้แรงในการผลิตมากขึ้น จากเดิมที่ต้องผลิตเพื่อบริโภคและส่งต่อในชุมชนเท่านั้น  แต่ในเมื่อต้องส่งส่วยให้กับทางสยามด้วย จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิต จุดนี้เองที่ทำให้เมืองอุบลราชธานีมีความสำคัญและเป็นสัญลักษณ์ต่อการขยายอิทธิพลของสยามบนลุ่มน้ำโขง 

การมีอำนาจนำในเมืองลุ่มน้ำโขง ไม่ใช่แค่เพราะความยินดีของเจ้าเมืองอุบลฯ ที่ต้องการเชื่อมสัมพันธ์กับสยามเท่านั้น แต่กลุ่มอำนาจต่างๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ล้านช้าง และกัมพูชา ต่างก็เจอปัญหาการเมืองภายในจนไม่สามารถมีกำลังแผ่อิทธิพลมาได้ และแม้ล้านช้างและเวียดนามเคยพยายามจะสู้รบกับสยามบ้าง แต่ก็ไม่อาจต้านทานอำนาจนำของกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำให้เมืองเหล่านี้มีบทบาทลดลงในช่วงที่สยามกำลังรุ่งเรือง 

ท่ามกลางการกุมอำนาจนี้ สยามยังสนับสนุนให้คนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเข้ามาตั้งบ้านเมืองในฝั่งขวา เพื่อให้มีประชากรเพิ่มขึ้น กำลังส่วยก็จะมากขึ้น เมื่อคนเข้ามาตั้งรกรากจำนวนมากก็จะยกบ้านนั้นขึ้นเป็นเมือง และในที่สุดหัวเมืองเหล่านี้ต้องส่งส่วยให้สยามผ่านอุบลราชธานี เช่น เมืองแสนปาง เมืองทองคำใหญ่ เมืองเชียงแตง เมืองสีทันดร เมืองลำเนาหนองปรือ เมืองเขมราฐ เมืองโขงเจียม เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม แม้ส่วยจะมีความสำคัญอย่างมาก สยามก็ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการปกครองของอุบลราชธานีและพื้นที่อื่นๆ มากนัก อำนาจการปกครองยังเป็นของเจ้าเมือง อีกทั้งด้วยพื้นที่อันห่างไกลจากส่วนกลางกรุงเทพ ทำให้สยามเข้ามาควบคุมอย่างยากลำบาก เจ้าเมืองจึงยังคงระบบวัฒนธรรมล้านช้างเอาไว้อย่างเหนียวแน่น สะท้อนให้เห็นผ่านการตั้งตำแหน่งทางการเมืองตามระบบอาญาสี่ นั่นคือ เจ้าเมือง  อุปฮาด ราชวงศ์ และราชบุตร 

จึงกล่าวได้ว่า สยามมีอำนาจนำและได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์ทางทรัพยากรและศูนย์กลางในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง แต่ไม่ได้มีอำนาจที่แท้จริงต่อการปกครองส่วนอื่นๆ แต่อย่างใด

ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจระบบตลาดในยุคอาณานิคม

การค้าทางทะเลที่เริ่มต้นในช่วงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวครองราชย์นั้น ทำให้สยามเริ่มเขยิบเข้าสู่เศรษฐกิจแบบระบบตลาด โดย ‘ส่วย’ ของประเทศราช ไม่ได้เป็นเครื่องแสดงความเคารพต่ออำนาจของสยามเท่านั้น แต่เป็นทรัพยากรสำคัญในการค้า เช่น ‘เร่ว’ ซึ่งเป็นสินค้าที่สยามค้าขายกับจีน ทำให้เจ้าสำนักลุ่มน้ำเจ้าพระยาเรียกร้องให้ประเทศราชส่งเร่วเป็นส่วยจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การเก็บส่วยแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรหรือเงินตราก็ล้วนเป็นผลประโยชน์ที่เจ้าเมืองอุบลราชธานีได้รับผลตอบแทน 1 ใน 3 ของส่วยที่เก็บได้ 

อันที่จริง เจ้าเมืองผู้ปกครองน่าจะได้ผลประโยชน์มากกว่านั้น เนื่องจากสยามไม่สามารถเช็กตัว ‘เลก’ หรือจำนวนประชากรที่แท้จริงได้ และฝ่ายผู้ปกครองในพื้นที่ก็ได้ปิดบังตัวเลขที่แท้จริงเอาไว้ด้วย ในขณะที่จำนวนประชากรพื้นที่อุบลราชธานีก็เพิ่มมากขึ้น เช่น พ.ศ. 2400 มีประชากรเพิ่มขึ้น 17,535 คน 

สยามจึงพยายามเข้ามาตรวจจำนวนประชากร และเร่งรัดให้มีการส่งส่วยให้ตรงเวลายิ่งขึ้น แต่ก็ไม่สามารถจัดการได้อย่างเบ็ดเสร็จ เนื่องจากอำนาจในการควบคุมพื้นที่ยังเป็นของเจ้าเมืองท้องที่อยู่ สิ่งเหล่านี้เป็นพลังทางการปกครองอย่างหนึ่งของเจ้าเมือง ประกอบกับอุบลราชธานีเป็นศูนย์กลางรวบรวมส่วยจากเมืองอื่นๆ ทำให้เจ้าเมืองมีอำนาจในการควบคุมและเลือกดึงทรัพยากรจากพื้นที่อื่นๆ มาส่งเป็นส่วยให้สยามได้ด้วย 

นอกจากนี้ เมื่อเป็นเมืองศูนย์กลางและคนอพยพมาอยู่เป็นจำนวนมากขึ้น การผลิตในพื้นที่เองก็มีกำลังมากขึ้นเช่นกัน ผลผลิตของอุบลราชธานีจึงนำไปค้าขายแลกเปลี่ยนกับเมืองใกล้เคียงได้ โดยเฉพาะหัวเมืองที่ทรัพยากรต่างกัน เช่น พื้นที่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงอย่าง เมืองจำปาสัก เมืองอัตปือ เมืองพิน ไม่สามารถผลิตเกลือได้ จึงมีความต้องการเกลือจากฝั่งขวาแม่น้ำโขงเป็นอย่างมาก 

ในทศวรรษ 2410-2460 การเป็นตลาดใหญ่และมีกำลังซื้อ ทำให้ชาวตะวันตกต้องการเข้ามาสำรวจและซื้อขายสินค้าในอุบลราชธานีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการซื้อสัตว์พาหนะ ซึ่งเป็นที่ต้องการของต่างชาติอย่างมาก ยังมีชาวจีนที่เข้ามาปักหลักค้าขายถ้วยชามและข้าทาส  ชาวกุลาที่เข้ามาค้าขายผ้า ไหมดิบ มีด เครื่องเงิน โดยชาวกุลาต้องการเขาสัตว์ ของพื้นเมือง และสัตว์พาหนะ

ปี 2423 ฝรั่งเศสเริ่มแผ่อิทธิพลเข้าสู่อินโดจีน ซึ่งกินพื้นที่เมืองที่ต้องส่งส่วยให้สยาม จึงเกิดการสั่นคลอนส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจการค้า การเข้ามาของฝรั่งเศสจึงทำให้สำนักลุ่มน้ำเจ้าพระยากังวลต่อการขยายอิทธิพลฝรั่งเศสเหนือฝั่งขวาแม่น้ำโขง จึงเกิดการปฏิรูปการปกครอง โดยมีหัวเมืองใหญ่เป็นศูนย์กลางในการกระจายการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอุบลราชธานีเป็นหนึ่งในศูนย์กลางแห่งมณฑลทางตอนใต้ของฝั่งขวาแม่น้ำโขง (หรืออีสานใต้ในปัจจุบัน)  

โดยหลักการเบื้องต้นของการปรับระบบการปกครองให้เป็นปึกแผ่นเดียวกันกับสยาม คือ การส่งข้าราชการและชนชั้นนำสยามเข้ามาปกครอง แบ่งเขตพื้นที่เป็นมณฑลเทศาภิบาล มีเมืองเอก โท ตรี และมีลำดับการปกครองในแต่ละหัวเมือง มีการจัดตั้งกองทหาร โดยกำหนดให้มีการเกณฑ์ชายฉกรรจ์เข้ามาเป็นทหารปีละ 800 คน โดยฝึก 3 เดือนบนพื้นที่กลางเมือง เปลี่ยนระบบเงินตราให้เป็นแบบสยาม ปรับการจัดส่วยใหม่ ผ่านทั้งการกำหนดอัตราการเก็บส่วยไปจนถึงการเร่งเก็บส่วยอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น 

ภายใต้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ มีข้าหลวงต่างพระองค์ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์เข้ามารับหน้าที่กำกับและควบคุมการปฏิรูป ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกๆ ที่ชนชั้นนำสยามในระดับพระเจ้าน้องยาเธอเข้ามาปกครองพื้นที่ห่างไกล ส่งผลไปถึงอำนาจของเจ้าเมืองลดลง เกิดข้อขัดแย้งทางวัฒนธรรมระหว่างคนลุ่มน้ำเจ้าพระยาและคนลุ่มน้ำโขง 

ภารกิจหนึ่งของข้าหลวงต่างพระองค์คือ การปราบปรามโจรผู้ร้ายที่เป็นอุปสรรคต่อการขนส่งทางการค้า ซึ่งในขณะนั้นไม่ได้มีเพียงสยามและคนในท้องที่เข้ามาค้าขายในอุบลราชธานี แต่มีชาติตะวันตกที่เข้ามาเกี่ยวข้องในระบบเศรษฐกิจนี้ด้วย และเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวตะวันตกที่เข้ามาค้าขายในศูนย์กลางอุบลราชธานีใช้เป็นข้ออ้างในการจัดแทรกแซงกิจการบ้านเมืองและยึดครองที่ดิน สยามจึงต้องปราบปรามโจรอย่างเด็ดขาดและรุนแรงที่สุด เพื่อไม่ให้สูญเสียอำนาจการปกครองไป 

แต่หลังจากสยามต้องยอมให้กับอิทธิพลฝรั่งเศสฝรั่งเศสบนพื้นที่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ในวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ส่งผลให้เป็นอุปสรรคการค้าและการแลกเปลี่ยนระหว่างคนฝั่งซ้ายและฝั่งขวาแม่น้ำโขง เนื่องจากคนฝั่งซ้ายก็ไม่สามารถเคลื่อนมาแลกเปลี่ยนสินค้าในฝั่งขวาได้ ด้วยเหตุปัจจัยนี้ อุบลราชธานีก็ได้เพิ่มความสำคัญในฐานะศูนย์กลางที่จะต้องดูแลเมืองโดยรอบมากขึ้น โดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลางในการปฏิรูปการปกครองเพื่อกระชับอำนาจเข้าสู่สยาม 

การเป็นเมืองใหญ่ของอุบลราชธานีและเป็นศูนย์กลางที่อยู่ใกล้กับอาณาเขตแม่น้ำโขง ยังทำให้ฝรั่งเศสเข้ามาตั้งกงสุลในอุบลราชธานี และสื่อสารกับสยามผ่านข้าหลวงต่างพระองค์ที่มาปกครองพื้นที่นี้ด้วย ดังที่มีการส่งสำเนาโทรเลขของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์รายงานต่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ดังนี้

สำเนาโทรเลข

11 เมษายน ร.ศ.121

กรมหลวงดำรง กรุงเทพฯ

บ่ายนี้กงสุลมาพูดเรื่องจะเรียกทหารมาช่วยจับจลาจลในที่ 25 กิโลเมเตอรว่าหม่อมฉันตกลงเห็นด้วยกันในเช้า หม่อมฉันตอบว่าเห็นด้วยกันในชั้นปฤกษากันจะช่วยกันจับ การช่วยกันจับเต็มใจเห็นด้วยแต่เมื่อจะทำอย่างไร-จะต้องตกลงกันทีหลัง ส่วนเขาเห็นจะให้พร้อมกันในที่ 25 กิโลเมเตอร หม่อมฉันเห็นให้พร้อมใจกันให้เขาช่วยจับทางฝั่งตวันออก แลในลำน้ำโขง สยามจะเข้าจัดการจับคนฝั่งโน้นโดยแขงแรง ที่สุดความเห็นเถียงมิตกลงกัน เขาก็ขอชวนให้ส่งความเห็นยังกรุงเทพฯ แล้วแต่กรุงเทพฯ จะว่ามาเปนอันตกลงกัน แล้วก็เลยพูดเรื่องอื่น

(เซนพระนาม) สรรพสิทธิ

ภาพเขียนผนังศึกโนนโพธิ์ วัดบูรพา บ้านสะพือ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี

ภาวะกดดันในการปฏิรูปการปกครองและกำเนิดจุดยุทธศาสตร์การต่อต้าน

หากย้อนมองตั้งแต่การเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการผลิตอาหารบริโภคในครัวเรือน มาสู่การลงแรงให้มากขึ้นเพื่อผลิตส่วยให้กับสยาม ชาวบ้านจึงต้องแบกภาระส่วนหนึ่งเอาไว้เพื่อให้ได้ผลผลิตตามที่ผู้ปกครองกำหนด อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ก่อนฝรั่งเศสจะเข้ามา ชาวบ้านทั้งสองฝั่งยังสามารถไปมาหาสู่ แลกเปลี่ยนผลผลิตกันได้ ซึ่งช่วยทุ่นแรงให้หาส่วยมาส่งได้ตามกำหนด แรงกดดันจึงไม่มากเท่ากับช่วงที่ฝรั่งเศสขีดเขตแดนให้เข้มข้นขึ้น เนื่องจากคนสองฟากไม่สามารถค้าขายกันได้แบบเดิม

ภาวะกดดันยิ่งทวีคูณขึ้นอีกเมื่อสยามเรียกอัตราการเก็บส่วยใหม่ และกำหนดให้ส่งส่วยให้ครบและเคร่งครัด ทำให้ชาวบ้านต้องเร่งลงแรงและกำลังในการผลิตและหาทรัพยากรมาจ่ายส่วยตามกำหนด  

ประกอบกับการปฏิรูปในส่วนอื่นๆ ของสยาม​ ไม่ว่าจะเป็นด้านศาสนา–การเข้ามาของธรรมยุติกนิกาย ซึ่งราชสำนักสยามสนับสนุนให้วัดในอุบลราชธานีปรับเปลี่ยนวิถีปฏิบัติจาก ‘พระครองลาว’ ซึ่งมีวัตรปฏิบัติตามวัฒนธรรมล้านช้างมาสู่การทำตามกำหนดของคณะสงฆ์ธรรมยุติก ประเพณีและความเชื่อที่ยึดตามวัฒนธรรมล้านช้างบางส่วนถูกสั่งห้ามปฏิบัติ เช่น การนับถือผี นอกจากนี้ยังมีการปราบปรามโจรด้วยความรุนแรงด้วย แต่ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงที่เกิดการควบคุมอย่างเข้มงวด แต่พื้นที่ฝั่งซ้ายที่ฝรั่งเศสเข้ามาปกครองก็เกิดความลำบากของคนพื้นที่อย่างมาก สิ่งเหล่านี้ก่อตัวให้เกิดการรวมตัวของขบวนการผู้มีบุญที่ใช้หลักศาสนาและความเชื่อขับเคลื่อนเป็นความหวังให้ผู้คนเข้าร่วม 

การแสดงศิลปะสด (Performance Art) เมื่อวันที่ 3-4 เมษายน 2566 เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ผู้มีบุญ

ในกรณีเหตุการณ์ผู้มีบุญอีสาน ปี 2444 นั้น ซึ่งมีกลุ่มองค์มั่นนำชาวบ้านที่เข้าร่วม โดยมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและเดินทางข้ามมายังเมืองเขมราฐ เกษมสีมา และหยุดพักที่บ้านสะพือ อำเภอตระการพืชผล ก่อนจะเตรียมยกทัพเข้าเมืองอุบลราชธานี 

เหตุที่ทำให้กลุ่มองค์มั่นเลือกเส้นทางเข้าเมืองอุบลราชธานี เนื่องจากมีเป้าหมายล้มล้างอำนาจของผู้นำในขณะนั้น ซึ่งอุบลราชธานีเป็นศูนย์กลางการปฏิรูปการปกครองของสยามและมีข้าหลวงต่างพระองค์จากสยามเดินทางมาปกครองด้วย จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยกลุ่มผู้มีบุญองค์มั่นได้กำหนดผู้นำที่จะขึ้นปกครองแทนสยาม หากขบวนการผู้มีบุญสามารถต่อสู้จนชนะได้ 

อย่างไรก็ตาม การต่อสู้กับสยามอยู่บนบริบทที่ฝั่งกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพิ่งก่อตั้งกองทัพสมัยใหม่ ซึ่งได้ต้นแบบมาจากยุโรป ทำให้มีสรรพกำลังอาวุธที่ต่างจากการรวมตัวของชาวบ้านและกลุ่มผู้มีบุญ ทำให้เกิดเหตุการณ์ปราบปรามที่รุนแรงที่สุดบนพื้นที่โนนโพธิ์ บ้านสะพือในที่สุด

​​

image_pdfimage_print