“เมื่อก่อนลูกหลานก็จะถูกผลักออกไปทำงานในเมือง ทำงานต่างจังหวัด เพราะในหมู่บ้านไม่มีอะไรให้พวกเขาทำ ค่าแรงในการทำงานก็น้อยไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายในครัวเรือน แต่พอพ่อแม่มาทำงานที่นี่ ลูกก็ได้มาทำงานด้วย ทำให้ครอบครัวหนึ่งมีรายได้เพิ่มขึ้น อาจจะเป็นสองเท่าหรือสามเท่าแล้วแต่ครัวเรือน” อ้อม ปาณิศา อุปฮาด ทายาทรุ่นปัจจุบันของแบรนด์ เหล้าคูน เล่าถึงวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและแนวทางการตลาดแบบพึ่งพาตนเอง

เหล้าคูนได้จัดเวิร์คช็อปการผลิตสุรากลั่น ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่สามแล้ว ณ บ้านโนนเชือก ต.บ้านขาม อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น โดยในครั้งนี้ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษในระหว่างกิจกรรม พร้อมได้เรียนรู้แนวทางการทำธุรกิจของอุตสาหกรรมในระดับชุมชน 

The Isaan Record ได้ชวนอ้อมลูกสาวแท้ๆ ของพ่อสวาท อุปฮาด ผู้เป็นทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์เหล้าคูน มาพูดคุยถึงแนวทางการทำธุรกิจของผู้ประกอบการตัวเล็กๆ แต่หัวใจใหญ่ ที่มีวิสัยทัศน์ในการยกระดับเศรษฐกิจในชุมชน

หลักการทำการตลาดแบบพึ่งพาตนเองของเหล้าคูน

“พื้นที่ตรงนี้ที่เราอยู่เป็นพื้นที่ภัยพิบัติน้ำท่วมซ้ำซาก เป็นที่แรกในขอนแก่นที่โดนน้ำท่วมและเป็นที่สุดท้ายที่น้ำลด จึงเกิดเป็นธนาคารเมล็ดพันธุ์ในชุมชน เพื่อเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ข้าว ผลไม้ และสมุนไพรพื้นบ้านต่างๆ เอาไว้ใช้เองในกลุ่มสมาชิก เรามองว่านี่แหละคือความยั่งยืนในการสร้างแบรนด์ เพราะเราควบคุมคุณภาพวัตถุดิบที่ผลิตเองได้มันเลยเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของเรา”

“เป็นล้านเลยเหรอพี่” วลีนี้คงจะไม่ใช่แค่มีมในอินเทอร์เน็ต หากแต่เป็นยอดขายต่อเดือนของเหล้าคูน อ้อมเล่าว่ามีบางเดือนที่พีคมากๆ ส่วนแบ่งของเหล้าคูนก็อยู่ประมาณเดือนละห้าหมื่นบาทกับสมาชิกในตอนนั้นที่มาทำด้วยกันยี่สิบกว่าคน ซึ่งยังไม่รวมถึงสมาชิกหุ้นส่วนรายย่อยของแบรนด์ที่ในปัจจุบันมีมากถึง 67 คน

นอกเหนือจากการสร้างงานสร้างอาชีพเหล้าคูนก็มีส่วนในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนในชุมชน “พอได้เงินปันผลกันแล้ว บางคนก็เอาไปจ่ายเป็นค่าเทอมให้ลูก เอาไปซ่อมหลังคา ซื้อข้าวของเครื่องใช้เข้าบ้าน มันอาจจะไม่ได้เป็นเม็ดเงินมหาศาล แต่ก็ทำให้คนในชุมชนมีชีวิตที่ดี ได้อยู่กับครอบครัว ดูแลกันไปตามประสา ไม่ต้องถูกผลักดันให้ออกไปทำงานในเมืองใหญ่” คำพูดเหล่านี้ของอ้อมย้ำชัดถึงคุณค่าทางเศรษฐกิจระดับชุมชนที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนท้องถิ่น

การส่งออกคือเป้าหมายในอนาคตของเหล้าคูน

“เราอยากเอาสุราชุมชนออกไปแข่งขันกับตลาดโลก เรามองว่าสุราชุมชนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง เราใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นที่เฉพาะแถวบ้านเรา เช่น ข้าวและผลไม้ที่ใช้หมักก็ไม่เหมือนที่ไหนๆ แม้แต่น้ำที่ใช้กลั่นเหล้าก็ใช้แหล่งน้ำที่เป็นตาน้ำบริสุทธิ์ในชุมชนละแวกใกล้เคียง สูตรเหล้าของเราผ่านการคัดเลือกจากการจดบันทึกเป็นร้อยสูตร ตรงนี้แหละคือสิ่งที่ต่างชาติยังไม่มีแล้วเราเอาไปสู้เขาได้”

อ้อมพูดทิ้งท้ายเหมือนเป็นการเปรยว่าตอนนี้เหล้าคูนอยู่ในช่วงของการทดลองหลายอย่าง มีสูตรเหล้าแช่ผลไม้อีกกว่ายี่สิบสูตรที่ใกล้เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งในระหว่างการเวิร์คช็อป ทีมงานมีโอกาสลิ้มลองเหล้าแช่ผลไม้รสชาติต่างๆ และอยากเป็นหนึ่งเสียงในการบอกเล่าเรื่องราวของคนตัวเล็กๆ

ช่วงหนึ่งของการเวิร์คช็อป พ่อสวาท ได้พูดถึง พ.ร.บ.สุรา พ.ศ.2493 ว่า “พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาในช่วงรัฐบาลเผด็จการ มันเลยให้อำนาจกับส่วนกลางในการปราบปรามสุราที่ผลิตในท้องถิ่น ทำให้องค์ความรู้ ภูมิปัญญาในการผลิตสุราชุมชนทั้งช่วงนั้นและก่อนหน้านั้นถูกดอง จำนองจองจำในคุกเป็นร้อยปี ยิ่งช่วงที่มีการกวาดล้างอย่างหนักประมาณปี พ.ศ.2515-2517 ตอนนั้นผมต้มสุราขายในละแวกหมู่บ้าน เห็นพี่น้องร่วมอาชีพโดนทำลายอุปกรณ์ต้มเหล้า ผมเห็นน้ำตาของพวกเขา ซ้ำยังเห็นว่าบ้านนี้เมืองนี้มันขาดความเป็นธรรมแค่ไหน ผมแค้น แค้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”  อ้อมเล่าเสริมว่า ถึงแม้ปัจจุบันจะมีกฎกระทรวงการผลิตสุราออกมาตั้งแต่ปี 2565 แต่ก็ยังไม่เอื้อต่อธุรกิจขนาดเล็ก การขอใบอนุญาตรับรองต่างๆ กับกรมสรรพสามิตก็มีความล่าช้า ทำให้เสียเวลาเสียโอกาสตรงนั้นไปพอสมควร

หมุดหมายสำคัญต่อจากนี้ของเหล้าคูน นอกจากการแข่งขันกับตลาดโลกคงจะเป็นการต่อสู้กับกฎหมายที่เอื้อต่อผู้ประกอบการรายใหญ่ และกรุยทางให้กับผู้ประกอบการรายย่อยได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก เหมือนอย่างที่เหล้าคูนได้สร้างความมั่นคงให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านโนนเชือกนั่นเอง

image_pdfimage_print