ITEM ผู้มีบุญ เรื่องราวของอาวุธ ใบลาน แลอาภรณ์ เศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์ในวาระผีบุญ

นับตั้งแต่ พ.ศ.2444 เป็นเวลากว่า 123 ปีมาแล้ว หลังจากเหตุการณ์ “กบฏผู้มีบุญ” หรือ “ผีบุญ” ศึกโนนโพธิ์ บ้านสะพือ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านมานับร้อยปี แต่เรื่องราวของขบวนการผู้มีบุญหรือผีบุญนี้ก็ไม่ได้เลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คนเสียทั้งหมด

วันที่ 3- 4 เมษายน พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา กลุ่ม Ubon Agenda และเครือข่าย ได้จัดกิจกรรมระลึกถึงขบวนการผู้มีบุญ มีการทำบุญถวายเพลอุทิศแด่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ศึกโนนโพธิ์ พูดคุยถึงความคืบหน้าโครงการก่อตั้งอนุสรณ์สถานศึกโนนโพธิ์ และมีกิจกรรมเสวนาหลากหลายเรื่องราวของขบวนการผู้มีบุญ

ณ ร้านกาแฟส่งสาร  บรรยากาศของการเสวนาในร้านกาแฟส่งสารเป็นไปอย่างเรียบง่าย ผู้เสวนาและผู้ฟังผลัดเปลี่ยนถกถามบอกเล่าถึงเรื่องราวของขบวนการผู้มีบุญในพื้นที่อุบลราชธานี ทั้งแง่มุมประวัติศาสตร์ของเมืองอุบลราชธานี ประสบการณ์การค้นคว้าของตนเอง และแรงบัลดาลใจสร้างผลงานศิลปะที่มาจากขบวนการผู้มีบุญ แต่มีอีกประเด็นที่น้อยคนนักจะพูดถึงนั้นก็เรื่องราวของ ITEM สิ่งของต่างๆ ของขบวนการผู้มีบุญ

อภิรักษ์ สร้อยสวิง หนึ่งในผู้เสวนาที่ความสนใจเกี่ยวกับวัตถุโบราณ ได้หยิบยกเอาของสะสมมา บอกเล่าถึงเรื่องราวขบวนการผู้มีบุญที่เขาศึกษา เขาได้บรรยายถึงสิ่งของที่เขานำมาเเสดง อาวุธที่ชาวบ้านใช้สู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ อาวุธของชาวบ้านที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็น ดาบใบตัด หอก และปืนไฟ โดยเฉพาะปืนไฟที่ต้องใช้เวลาบรรจุกระสุนค่อนข้างนานขาดความต่อเนื่อง กลับกันเจ้าหน้าที่รัฐมีอาวุธปืนที่ทันสมัยกว่าและมีปืนใหญ่ใช้ในการต่อสู้ ทำให้ได้เปรียบมากและเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ชนะขบวนการผู้มีบุญ 

ภาพของสะสมของอภิรักษ์ที่นำมาแสดงในร้านส่งสาร ภาพ: กิตติพล ไทยงามศิลป์

หลังจากการพูดถึงเรื่องของอาวุธ อภิรักษ์ได้เล่าถึงเหรียญโบราณ เงินฮาง เงินฮ้อย ที่ใช้กันในภาคอีสาน และลุ่มแม่น้ำโขง เงินตราโบราณนี้จะใช้น้ำหนักของเนื้อเงินเป็นเกณฑ์ ผลิตจากเนื้อเงินบริสุทธิ์ มีคุณค่าตามแร่เงินที่ใช้ผลิต ยิ่งใช้เนื้อเนื้อเงินบริสุทธิ์มากยิ่งมีค่ามาก หลังจากที่เขาเล่าก็ได้จุดประเด็นการพูดคุยกับผู้ฟังเกี่ยวกับระบบการค้าของภาคอีสานในอดีต และเนื่องจากชาวบ้านต้องจ่ายภาษีให้กับรัฐส่วนกลางเป็นจำนวนมาก มีการตั้งคำถามถึงอัตราการแลกเปลี่ยนสมัยก่อน และการยอมรับมูลค่าของเงินฮาง เงินฮ้อย ของรัฐไทยในอดีต 

ภาพเหรียญโบราณ เงินฮาง เงินฮ้อย ภาพ: กิตติพล ไทยงามศิลป์ ภาพ: กิตติพล ไทยงามศิลป์

นอกจากนี้ อภิรักษ์ ได้อธิบายถึง หมวกกาบ และตะกรุด ว่าเป็นอีกส่วนหนึ่งของการแต่งกายในขบวนการผู้บุญ หมวกกาบหรือกระโจมหัว มีรูปทรงคล้ายชฎาหรือมงกุฎ ทำมาจากกาบหมากหรือกาบไผ่ พัฒนาเป็นการตัดเย็บด้วยผ้า นิยมใส่ในพิธีกรรมต่างๆ และตะกรุดที่นำผ้าขาวมาห่อสิ่งศักดิ์สิทธิตามความเชื่อของตน

ถัดมาเขาได้ชวนผู้ฟัง พูดคุยเกี่ยวกับบันทึกใบลานชนิดต่างๆ ที่เขาสะสมไว้ เขาเล่าว่าใบลานเหล่านี้ได้ถูกคัดลอกต่อๆ กันมา ส่วนมากจะมีเนื้อความเกี่ยวกับคาถา อาคม และทำนายที่มีความเชื่อว่าเมื่อถึงยุคพระศรีอาริย์ทุกอย่างจะเท่าเทียมกัน ชาวบ้านจะไม่ถูกกดขี่ และเชื่อว่าเนื้อหาในใบลานเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านเกิดแรงผลักดัน มีความมั่นใจในการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ

ภาพใบลานหนึ่งในของสะสมของอภิรักษ์ที่นำมาแสดง ภาพ: กิตติพล ไทยงามศิลป์

เขายังตั้งข้อสังเกตอีกว่า ในขณะที่คนภาคเหนือมีภาคภูมิใจในวีรกรรมของกบฏพญาผาบ (พระยาปราบสงคราม) แต่ทำไมคนภาคอีสานจึงไม่ภูมิใจในวีรกรรมของผู้มีบุญ เหตุการณ์กบฏผู้มีบุญหรือผีบุญ ที่ศึกโนนโพธิ์ ถือว่าเป็นอีกเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นอีสาน ที่ไม่มีบันทึกในตำราเรียน ไม่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ผู้ที่รู้จึงจำกัดเพียงแค่ผู้ที่สนใจเท่านั้นเช่นเดียวกับเหตุการณ์สำคัญๆ ในภูมิภาคอื่นของประเทศไทย คงอาจเพราะเหตุการณ์เหล่านี้มีความสูญเสียของราษฎร ที่บาดเจ็บล้มตายจากการลุกขึ้นมาต่อสู้กับรัฐไทย และผู้ที่เข้าร่วมขบวนการก็จะกลายเป็นกบฏ ลูกหลานของเหล่าผู้มีบุญจึงไม่แสดงตัวตน และเก็บเงียบเรื่องราวเหล่านี้เอาไว้เพราะเกรงกลัวอาญาแผ่นดิน ประวัติศาสตร์ของผู้มีบุญจึงถูกเขียนโดยผู้ชนะ ส่วนผู้แพ้กลายเป็นกบฏ และถูกทำให้สูญหายไปจากประวัติศาสตร์

ภาพบรรยากาศการเสวนาในร้านส่งสาร ภาพ: กิตติพล ไทยงามศิลป์

งานวาระผีบุญ ที่จัดโดย Ubon Agenda และเครือข่าย จึงไม่ใช่แค่เพียงแต่กิจกรรมที่หยิบยกเรื่องราวประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมารำลึกถึงผู้สูญเสียเท่านั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการทำให้เรื่องราวของขบวนการผู้มีบุญหรือผีบุญนั่นไม่ได้สูญหายไปตามกระแสเวลา กิจกรรมต่างๆ นั้นได้สร้างการรับรู้กับบุคคลทั่วไปมากขึ้นเรื่อยๆ และผู้ที่สนใจไม่ได้จำกัดพื้นที่การค้นคว้าเพียงแค่ศึกโนนโพธิ์ บ้านสะพือ แต่ได้ตั้งคำถามถึงการศึกษาเรื่องราวขบวนการผู้มีบุญในพื้นที่อื่นๆ ด้วย

แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมาแล้วกว่า 123 ปี แต่จิตวิญญาณของคนอีสาน พลังของความเป็นลาวไม่ได้จางหายตามกาลเวลา ยิ่งมีกลุ่มคนอีสานอีกมากมายที่มีความสนใจในเรื่องราวประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและเดินหน้าศึกษาค้นคว้า แลกเปลี่ยนข้อมูล สร้างสรรค์ผลงานศิลปะต่างๆ สร้างการเรียนรู้ที่ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ประวัติศาสตร์ของชาติไทย เพราะประเทศไทยมีกลุ่มคนที่มี เชื้อชาติ วัฒนธรรมศาสนา วิถีชีวิตที่มีความหลากหลาย ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเองจึงสำคัญไม่น้อยกว่าประวัติศาสตร์ของชาติเช่นกัน