บทความนี้ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนจากการได้อ่านบทความวิชาการรับเชิญชิ้นหนึ่งของอดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเมื่อปี 2566 ในวารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2566) หัวข้อ “ราชการส่วนภูมิภาคกับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในรัฐไทย” เขียนโดย คุณสุกิจ เจริญรัตนกุล อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และอดีตอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งจากที่กล่าวมาเห็นได้ว่า ตำแหน่งของคุณสุกิจที่เคยรับผิดชอบมีความเกี่ยวข้องกับท้องถิ่น และเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงาน แต่เมื่อได้อ่านบทความจนจบแล้วผู้เขียนเห็นว่ามีส่วนที่จำเป็นต้องหยิบยกมาพูดคุยแลกเปลี่ยน และบางประเด็นในบทความเป็น arguments เก่าที่มีนักวิชาการหรือประชาชนทั่วไปถกเถียงกันมานาน และผู้เขียนคิดว่าสังคมก้าวไปไกลมากกว่าข้อถกเถียงนี้แล้ว แต่เมื่ออยู่ในบทความวิชาการก็ควรที่จะหยิบขึ้นมาแลกเปลี่ยนในเชิงวิชาการกันอีกคงไม่เสียหาย

บทความนี้เริ่มแรกได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์การปกครองท้องถิ่นไทย เริ่มตั้งแต่รัฐไทยปรับปรุงการปกครองในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชประสงค์ปรับปรุงให้โครงสร้างการปกครองคล้ายกับฝรั่งเศส มาถึงยุคคณะราษฎรอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขเมื่อปี 2475 ที่ยังคงโครงสร้างการปกครองคล้ายฝรั่งเศสเช่นกัน คือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ส่งเสริมให้สุขาภิบาลเปลี่ยนเป็นเทศบาลทั่วประเทศ 

คุณสุกิจให้ความเห็นว่าสาเหตุที่คณะราษฎรยังคงส่วนภูมิภาคไว้เนื่องจากไทย “อยู่ในสภาพเศรษฐกิจสังคมด้อยพัฒนาเป็นอย่างมาก” เช่น จำนวนคนรู้หนังสือที่น้อย สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและการสาธารณสุขที่ไม่ครอบคลุม และรายได้ท้องถิ่นยังต่ำ และเมื่อเข้าสู่การมีการรัฐประหารท้องถิ่นถูกปรับเปลี่ยนไปตามคำสั่งของคณะรัฐประหารเรื่อยมา จนถึงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ที่มีการเริ่มกระจายอำนาจอย่างเห็นได้ชัดจากการมีพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ผู้เขียน (คุณสุกิจ) ยังได้ยกต่างประเทศประกอบให้เห็นว่ายังมีโครงสร้างการปกครองที่มีส่วนภูมิภาคอยู่เช่นเดียวกับไทยคือฝรั่งเศส

ในเริ่มต้นเป็นการกล่าวถึงประวัติศาสตร์การปกครองท้องถิ่นไทยที่รับเอาโครงสร้างมาจากฝรั่งเศส ซึ่งยังไม่ดุเด็ดน่าชวนคุยเท่าไหร่นัก แต่เมื่อกล่าวถึงการปกครองส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นในประเทศไทยถ้าหยิบยกมาพูดคงน่าสนใจไม่น้อย คุณสุกิจพยายามชี้ให้เห็นว่าราชการส่วนภูมิภาคมีขนาดเล็กกว่าท้องถิ่น และมีหลายหน่วยงานของรัฐส่วนกลางที่อยู่ในพื้นที่แต่ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจผู้ว่าราชการ ผู้เขียนเองมีความเห็นว่า ก็เหมาะควรแล้วที่ส่วนท้องถิ่นต้องมีขนาดใหญ่กว่า ในเมื่อส่วนท้องถิ่นต้องคอยรับหน้าที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนในท้องถิ่น จัดบริการสาธารณะ และเขามีภาระความรับผิดชอบจากการให้สัญญาประชาคมผ่านการเลือกตั้ง นักการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งจะดีหรือเลวอย่างไรเสียคะแนนเสียงในการเลือกตั้งในสมัยหน้าก็มีความสำคัญกับพวกเขาไม่น้อย ก็ไม่แปลกที่เขาต้องพยายามทำหน้าที่ให้เกิดมรรคผล ต่างจากส่วนภูมิภาคที่ผู้ว่าฯ มาจากการแต่งตั้งขาดความยึดโยงกับประชาชนคอยรับหน้าที่จากส่วนกลาง ไม่เห็นมีความจำเป็นอย่างไรที่จะมีขนาดใหญ่มหึมา (หรืออาจไม่จำเป็นต้องมีส่วนภูมิภาคเสียด้วยซ้ำ) หากถามหลายคนในจังหวัด ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่าคนจำชื่อและหน้านายก อบจ. ได้ดีกว่าผู้ว่าฯ แน่นอน ความน่าสนใจต่อมาคือ ในบทความของคุณสุกิจมองว่ามโนทัศน์ที่คนมองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น “ผู้ทรงอำนาจ” และ “เจ้าเมืองยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์กับผู้ว่าราชการจังหวัดในยุคเผด็จการ พ.ศ.2500-2515” คือความเข้าใจผิด เพราะส่วนภูมิภาคมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณและบุคลากร แต่ผู้เขียนกลับเห็นด้วยกับมโนทัศน์นี้ หากเราศึกษาท้องถิ่นในเชิงประวัติศาสตร์ เราต้องย้อนกลับไปในอดีตที่สยามมักจะส่งข้าหลวงจากกรุงเทพมหานครไปปกครองเมืองขึ้นของตนเอง ยกตัวอย่างจังหวัดอุบลราชธานีที่กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ต้องมาปกครองอุบลราชธานีศรีวนาลัย (จังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน) ก็เป็นคนจากส่วนกลางมาปกครองไม่ได้มาจากคนในพื้นที่ ปัจจุบันผู้ว่าฯ ที่มาจากการแต่งตั้งของส่วนกลางก็เปรียบเสมือน “ข้าหลวง” ในอดีต และปัจจุบันยังเรียกผู้ว่าฯ ว่า “พ่อเมือง” กันอยู่เลย หรือถ้าเอาความคิดเรื่องอาณานิคมมาจับรัฐไทยก็เหมือนเกิดการล่าอาณานิคมภายใน เจ้าอาณานิคมต้องส่งคนมาปกครองเมืองขึ้นไม่ให้กระด้างกระเดื่อง ประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถที่จะเลือกผู้นำของตนเองได้ หากมโนทัศน์ของคนยังมองแบบที่บทความของคุณสุกิจกล่าวถึงก็ไม่น่าจะผิดเพี้ยนไป และไม่ใช่มโนทัศน์ที่เกิดจากความเข้าใจผิดแต่อย่างใด ผู้เขียนเสนอว่าถึงแม้จะมีผู้ว่าฯ จากการเลือกตั้ง

บทความของคุณสุกิจพยายามนำประเทศที่มีโครงสร้างการปกครองส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เช่น ฝรั่งเศส สวีเดน สหราชอาณาจักร และอ้างว่าถึงแม้ญี่ปุ่นจะมีโครงสร้างการปกครองเพียง 2 ชั้น แต่ก็เพราะประเทศเหล่านี้ประชาชนมี “มาตรฐานชีวิตสูงและเป็นสังคมปลอดคอร์รัปชัน” ผู้เขียนอยากจะยกฝรั่งเศสที่มีโครงสร้างการปกครองคล้ายกับไทยมาอภิปราย ถึงแม้ฝรั่งเศสจะมีผู้ว่าราชการจังหวัด (Prefet) แต่อำนาจของผู้ว่าฯ มีอยู่อย่างจำกัด ในอดีตนั้นผู้ว่าฯ มีอำนาจสูงในการกำกับดูแลทางปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ปัจจุบันนี้ถูกจำกัดอำนาจลง เหลือเพียงการกำกับดูแลหลังการกระทำของท้องถิ่น (Posteriori) หากเห็นว่าไม่ถูกต้องผู้ว่าฯ มีอำนาจในการส่งศาลปกครองเพื่อเพิกถอนการกระทำเท่านั้น ต่างจากส่วนภูมิภาคไทยที่มีอำนาจสูง มีอำนาจในการเห็นชอบ/ไม่เห็นชอบร่างเทศบัญญัติหรือข้อบัญญัติ สามารถยุบสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ให้นายกเทศมนตรี/สมาชิกสภา อบต./สมาชิกสภาเทศบาลพ้นตำแหน่ง ยับยั้งการกระทำของนายกเทศมนตรีหรือนายก อบจ. ยังไม่ต้องนับไปถึงการมีตำแหน่งประธานในคณะกรรมการต่างๆ อีกหลายตำแหน่งและการทำหน้าที่นายทะเบียน นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องท้องถิ่นได้ชี้ให้เห็นว่า การที่ผู้ว่าฯ มีอำนาจในการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบข้อบัญญัติขององค์การบริหารส่วนจังหวัด หากผู้ว่าฯ ไม่เห็นชอบสภาท้องถิ่นต้องกลับไปพิจารณาโดยใช้คะแนนเสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกที่มีอยู่ เป็นการละเมิดหลักการความเป็นอิสระในการปกครองตนเองของท้องถิ่น (Local Autonomy) หากย้อนกลับไปย่อหน้าก่อนนี้น่าจะเข้าใจได้ว่าทำไมหลายคนถึงมีมโนทัศน์ว่าผู้ว่าฯ คือ “ผู้ทรงอำนาจ”

บทความของคุณสุกิจมีข้อกังวลต่อการเลือกตั้งผู้ว่าอยู่ 3 ประการ คือ ประการแรก กังวลเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงหรือธนาธิปไตย ถึงขั้นระบุว่า “ฉะนี้จึงมีการประเมินกันว่าหากมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นก็จะได้เห็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียงกันอย่างหนักหน่วงแพร่สะพัดไปทั่วประเทศ” ประการที่สอง กังวลเรื่องการใช้เส้นสายอุปถัมภ์ระหว่างข้าราชการและนักการเมืองท้องถิ่นและการคอร์รัปชัน และมองว่าสิ่งนี้เกิดน้อยในภูมิภาคเพราะอำนาจน้อย การเลือกตั้งผู้ว่าฯ ไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหาแต่ควรปรับปรุงระบบตรวจสอบและเพิ่มโทษแทน และประการสุดท้าย กังวลเรื่องการแบ่งแยกดินแดนเหมือนในต่างประเทศ เช่น สก็อตแลนด์, 4 จังหวัดในแคว้นคาตาลัน (Catalan – สเปน) และกรณีบาวาเรีย (Bavaria – เยอรมนี) ผู้เขียนจึงอยากพินิจประเด็นข้อกังวลเหล่านี้อย่างถี่ถ้วน

ประการแรก การซื้อสิทธิขายเสียงเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทย แต่ผู้เขียนเคารพในความต้องการของประชาชนที่ออกไปเลือกตั้งว่ามีวิจารณญาณเพียงพอในการออกไปเลือกตั้ง ในระบอบประชาธิปไตยเราจะไม่ลดทอนคุณค่าของเสียงประชาชน เราเชื่อว่าทุกคนมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง ยากดีมีจน ในการตัดสินใจเลือกจะเลือกเพราะความสัมพันธ์ส่วนตัว เพราะนโยบายที่หาเสียง หรือเพราะมีคนเลือกผลประโยชน์เฉพาะหน้าอย่างเงิน ก็เป็นหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงอยู่วันยังค่ำ หากผู้เขียน คุณสุกิจ และผู้อ่าน ไม่พอใจต่อผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นสิ่งที่เราๆ ท่านๆ ควรที่จะทำคือช่วยกันจับตาตรวจสอบการทำงานของท้องถิ่น และรอให้ครบวาระ 4 ปี แล้วเดินเข้าคูหาเลือกตั้งไปหย่อนบัตรใหม่ 

ผู้เขียนเชื่อว่าสังคมประชาธิปไตยไม่มีดีเลวตายตัวหรือแท้จริงแล้วคือการไร้ความเพอร์เฟกต์ ผู้คนอาจจะเลือกผิดหรือถูกก็ได้แต่เราก็สามารถเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ได้เช่นเดียวกัน ประชาชนและนักการเมืองท้องถิ่นไม่มีใครเป็นพระอรหันต์ที่สามารถตัดสินถูกผิดได้เฉียบขาดแม่นยำ หรือแม้แต่พระอรหันต์ก่อนที่จะตรัสรู้ท่านก็ต้องใช้เวลาลองผิดลองถูก เรามนุษย์ขี้เหม็นจะไม่ให้เวลาประชาชนได้เรียนรู้เลยหรือ

สิ่งที่เราควรคุยกันคือจะออกแบบระบบยังไงให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบให้มากที่สุดไม่ใช่การจำกัดอำนาจของประชาชนลง ผู้เขียนเชื่อว่าคุณสุกิจเองก็เคยได้ยินที่ว่ารัฐธรรมนูญ 2540 เกิดขึ้นทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งจนพรรคไทยรักไทยสามารถทำนโยบายให้ตอบสนองประชาชนได้ ทำให้การเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมาพรรคการเมืองในเครือข่ายของคุณทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งมาโดยตลอด 

นี่คือการเรียนรู้ทางการเมืองของประชาชนภายใต้กติกาที่เป็นประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ทำลายความชอบธรรมของพรรคที่ชนะการเลือกตั้งและบั่นทอนระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอดและเปิดทางให้เกิดการรัฐประหารคือวาทกรรมซื้อสิทธิขายเสียง และที่ผ่านมาความโหดร้ายทางการเมืองที่น่ากลัวที่สุดคือการรัฐประหารไม่ใช่การซื้อสิทธิขายเสียง เมื่อเกิดการรัฐประหาร โดยเฉพาะในท้องถิ่นปี 2557 นั้นมีความพยายามทำให้ท้องถิ่นกลายเป็นแขนขาของรัฐราชการมากกว่าการตอบสนองความต้องการของประชาชน ไม่ว่าจะผ่านการแช่แข็งการเลือกตั้งท้องถิ่น เปลี่ยนงบประมาณให้ดำเนินการตามส่วนกลางมากขึ้น และสร้างระบอบเศรษฐกิจผ่านรัฐราชการ นายทุน และส่วนภูมิภาค เพื่อส่งเสริมอำนาจคณะรัฐประหารมากกว่าการส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นี่คือการตัดโอกาสในการเรียนรู้ประชาธิปไตยในท้องถิ่นโดยสถานการณ์ทางการเมืองในระดับประเทศ แต่บทความของคุณสุกิจไม่ได้เอ่ยถึงปัญหาเหล่านี้อย่างชี้ชัด

ประการที่สอง เราปฏิเสธข้อเท็จจริงเรื่องการทุจริตและการอุปถัมภ์ไม่ได้ แต่ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าการที่ท้องถิ่นมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่าส่วนภูมิภาคและมีคู่แข่งทางการเมือง ที่จะต้องแข่งขันกันเมื่อครบวาระ 4 ปี การดำเนินงานต่างๆ จึงถูกจับจ้องทำให้การร้องเรียนมีเยอะกว่าส่วนภูมิภาคหรือไม่ หากมีการทุจริตก็ดำเนินคดีกันไปตามกระบวนการ ควรจะนำมาเป็นข้ออ้างลดอำนาจทางการเมืองในการกำหนดอนาคตท้องถิ่นของตนหรือไม่ 

นอกจากนี้ การทำงานของท้องถิ่นถูกควบคุมอย่างเข้มงวดผ่านองค์กรอิสระมากมายที่คอยจ้องจะตรวจสอบ อปท. ตลอด อีกอย่างหากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งมีการทุจริต คนที่สามารถตรวจสอบได้ดีที่สุดก็คือการกลับไปหาประชาชนเมื่อครบ 4 ปี เพราะคนที่มาจากการเลือกตั้งย่อมมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่าคนที่ถูกแต่งตั้งมา ต้องมีความใส่ใจและรับผิดชอบ (accountability) กับฐานเสียงของตน ดร.ประเทือง ม่วงอ่อน ได้ศึกษา “ทุจริตคอร์รัปชั่นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับปัญหาระบบการตรวจสอบแบบรวมศูนย์อำนาจ” ที่ศึกษาจากรายงานประจำปีงบประมาณของ ป.ป.ช. พ.ศ.2543-2561 และการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. (เฉพาะคดีดำและคดีแดง) ตั้งแต่ พ.ศ. 2544-2564 ได้ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงที่มีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ส่งผลให้การตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดความล่าช้าและมีคดีสะสมที่สูงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอที่น่าสนใจคือต้องมีการตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช., ส.ต.ง., ป.ป.ท., ปปง. และผู้ตรวจการแผ่นดินว่าทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญถูกต้องหรือไม่ ข้อมูลที่ผู้เขียนยกมากำลังจะบอกว่าการมีประชาธิปไตย การให้อำนาจกับประชาชนต่างหากคือสิ่งที่ทำให้การป้องกันการทุจริตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

และประการสุดท้าย ข้อกังวลในเรื่องการแบ่งแยกดินแดนหากมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ขอเชิญผู้อ่านทุกท่านได้อ่านข้อความตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 หมวด 1 บททั่วไป มาตรา 1 ระบุว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งเดียว จะแบ่งแยกมิได้” และหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 ระบุว่า “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะกระทำมิได้” ที่ต้องยกมาตรา 1 และมาตรา 255 มาประกอบก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า ต่อให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ก็ไม่สามารถกระทบรูปแบบรัฐเดี่ยว (Unitary State) ได้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น และต่อให้แก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถทำให้การแบ่งแยกดินแดนเกิดขึ้นได้ เพราะถูกล็อกไม่ให้แก้ไขตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว ดังนั้นข้อกังวลเรื่องการแบ่งแยกดินแดนจึงไม่สู้จะสมเหตุสมผลเท่าใดนัก นอกจากนี้ ผู้เขียนเห็นว่ารัฐไทยมีกระบวนการขัดเกลาประชาชน (socialization) ให้มีสำนึกความเป็นไทยสูงมากจึงยากที่จะเกิดการแบ่งแยกดินแดนขึ้นหากมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ และเมื่อคุณสุกิจยกประเทศญี่ปุ่นมากล่าวถึงในบทความ ก็จะขอนำมาอ้างเช่นกันว่าญี่ปุ่นมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ไม่มีราชการส่วนภูมิภาคแต่ก็สามารถคงรูปแบบของรัฐและระบอบการปกครองไว้ได้อยู่ดี

ส่งท้ายบทความสักหน่อย คุณสุกิจมองเห็นถึงความขาดแคลนทรัพยากรในการบริหารและทำหน้าที่ของภูมิภาคเลยเรียกร้องให้เพิ่มทรัพยากรอีก ผู้เขียนอยากจะเสนอว่าแทนที่จะเพิ่มจำนวนข้าราชการหรือเพิ่มงบประมาณให้กับส่วนภูมิภาคจนกลายเป็นรัฐราชการที่มีขนาดใหญ่ ให้เปลี่ยนเป็นถ่ายโอนบุคลากรและงบประมาณและบุคลากรจากส่วนภูมิภาคมาให้ท้องถิ่นทำหน้าที่แทนและเหลือไว้เพียงโครงสร้างการปกครองระหว่างรัฐบาลกลาง และส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน เพราะมีความใกล้ชิดมากกว่า และผู้ว่าฯ ที่เคยดำรงตำแหน่งเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2540-2564 ปรากฏว่าตกคนละ 1.48 ปี/คน เราเปลี่ยนเป็นคนในพื้นที่ที่มาจากการเลือกตั้งจะไม่ได้คนในพื้นที่และเข้าใจปัญหามากกว่าหรือ?

อ้างอิง

  •  สุกิจ เจริญรัตนกุล. 2566. “ราชการส่วนภูมิภาคกับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในรัฐไทย.” วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ 14 (1): 1-4.
  •  SPU Chonburi. (ม.ป.ป.). กฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่น. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก https://shorturl.at/jnQY3
  •  ณัฐกร วิทิตานนท์. (2564). ผู้ว่าฯ มีไว้ทำไม: ได้ดีก็จากไป ใกล้เกษียณก็เวียนมา. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก https://shorturl.at/nsyGL
  •  ยอดพล เทพสิทธา. 2565. “ข้อบัญญัติท้องถิ่น : กลับไม่ได้ไปไม่ถึง.” ใน ธเนศวร์ เจริญเมือง (บรรณาธิการ). 125 ปี การปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ. 2440-2565 เล่ม 4 การบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. เชียงใหม่: เชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์, 83-84.
  •  ปฐวี โชติอนันต์. 2564. “ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใต้บริบทการกระจายอำนาจในยุครัฐบาลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (พ.ศ. 2557 – 2562).” วารสารบริหารการปกครอง. 10 (1): 63-66.
  •  ประเทือง ม่วงอ่อน. 2565. “ทุจริตคอร์รัปชั่นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับปัญหาระบบการตรวจสอบแบบรวมศูนย์อำนาจ.” ใน ธเนศวร์ เจริญเมือง (บรรณาธิการ). 125 ปี การปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ. 2440-2565 เล่ม 3 การเมืองท้องถิ่น: ความร่วมมือ ปัญหา อุปสรรค และความขัดแย้ง. เชียงใหม่: เชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์, 171-174.
  •  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
  •  สุกิจ เจริญรัตนกุล. 2566. “ราชการส่วนภูมิภาคกับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในรัฐไทย.” วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ 14 (1): 10-11.
  •  ณัฐกร วิทิตานนท์. (2564). ผู้ว่าฯ มีไว้ทำไม: ได้ดีก็จากไป ใกล้เกษียณก็เวียนมา. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก https://shorturl.at/cgwG9
image_pdfimage_print