ความเชื่อเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม วัฒนธรรมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สมาชิกในสังคมดำรงอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขภายใต้เงื่อนไข ข้อกำหนด และแนวปฏิบัติของวัฒนธรรมนั้น ยกตัวอย่างเช่นความเชื่อในพลังอำนาจเหนือธรรมชาติที่มีผลต่อสภาพจิตใจ มีบทบาทในการกำหนดพฤติกรรม และการกระทำต่างๆ ให้เป็นไปตามทิศทางของความเชื่อนั้น ซึ่งระดับความศรัทธาที่มีต่อความเชื่อจะเริ่มตั้งแต่ระดับที่ไม่มากนัก จนถึงขั้นที่ยอมเสียสละทุกอย่าง หรือแม้แต่ระดับของชีวิตแลกชีวิต 

มนุษย์มีความเชื่อต่ออำนาจลึกลับอย่าง “ผี” มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ กว่า 3,000 ปีมาแล้ว ศาสนาผีเป็นศาสนาแรกเริ่มของมนุษยชาติ จะมีความแตกต่างกันไปตามแต่คตินิยมของกลุ่มชาติพันธุ์

ในสังคมลุ่มน้ำโขง – ก่อนการเข้ามาของพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ ผู้คนแถบนี้มีวิถีวัฒนธรรมและคติความเชื่อต่อผีและอำนาจลึกลับกว่า 2,000 ปีมาแล้ว ศาสนาผีทำหน้าที่รักษากฎเกณฑ์ทางสังคม ไปจนถึงรักษากฎเกณฑ์ทางจิตวิญาณของบุคคล ไม่ต่างจากพระพุทธศาสนา 

สุจิตต์ วงษ์เทศ อธิบายว่า ในอดีตผู้คนในศาสนาผีจะเชื่อเรื่องขวัญ แต่ไม่เชื่อเรื่องวิญญาณ เพราะศาสนาผีไม่มีวิญญาณ ไม่มีเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีโลกหน้า ไม่มีเทวดานางฟ้า ไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก และไม่มีเผาศพ 

น่าสนใจที่ความเชื่อในศาสนาผีที่สุจิตต์อธิบายนั้น เหตุใดศาสนาผีถึงไม่เกี่ยวข้องกับวิญญาณ การตาย สวรรค์-นรก หรือแท้จริงแล้วศาสนาผีกำลังทำหน้าที่อย่างอื่น ที่ขัดต่อทัศนะและการรับรู้ที่ว่าผีต้องน่ากลัว ต้องสร้างความหวาดผวา สุจิตต์ อธิบายขยายความให้เข้าใจไว้ว่า “ผี” เป็นคำในตระกูลภาษาไท-ไต-ไทย-ลาว หมายถึงอำนาจเหนือธรรมชาติอยู่ในโลกต่างมิติ ที่จับต้องไม่ได้ และมองไม่เห็น 

พิธีกรรมการไหว้ผีฟ้าพญาแถน ของกลุ่มชาติพันธุ์ในแถบอีสานใต้
ภาพ: สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ

ผีแถน แทนผีผู้สร้างโลก

ศรีศักร วัลลิโภดม กล่าวว่า ผี มี 2 ประเภท คือ ผีดิน ผีฟ้า อธิบายให้เข้าใจเกี่ยวกับผีทั้ง 2 “ผีดิน” คือผีบรรพบุรุษ บรรพชนพื้นเมืองหลายพันปีมาแล้ว พบทั่วไปในชุมชนเก่าแก่แรกเริ่ม (ก่อนมีผีฟ้า) ส่วน “ผีฟ้า” เป็นผีที่มีความเชื่อมาจากตอนบนของโซเมีย หรือตอนใต้ของจีนบริเวณทะเลสาบคุนหมิง มณฑลยูนนาน คำว่า “ฟ้า” ในคำภาษาจีนจะเรียกว่า “เทียน” คำว่า “เทียน” ถูกแผลงและกลายเป็นคำว่า “แถน” ในที่สุด

จากหนังสือ พงศาวดารโยนก ของ พระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) อธิบายว่า “แถน” ถูกพูดถึงกว่า 2,500 ปีมาแล้ว แถน มาจากคำจีนคือ เทียน แปลว่า ฟ้า แถนจึงหมายถึงผู้เป็นใหญ่บนฟ้า หรือผู้ควบคุมอำนาจเหนือธรรมชาติบนฟ้าทั้งปวง บ้างก็เรียกเจ้าแห่งฟ้า หรือเจ้าฟ้า มีความใกล้ชิดกับสมาชิกพลโลกและมีปฏิสัมพันธ์ในลักษณะผู้ให้ (แถน) – ผู้รับ (มนุษย์)

“แถน” หรือ “พญาแถน” เป็นความเชื่อที่ปรากฏในชาวไทยภาคเหนือ ชาวไทยใหญ่ในพม่า ชาวจีนในสิบสองปันนา ชาวไทยในภาคอีสาน และผู้คนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แถนเป็นเทพเจ้าสูงสุดและมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อวัฒนธรรมและประเพณีของผู้คนในแถบนี้ โดยเชื่อว่าแถนเป็นผู้ทำหน้าที่ปกปักรักษาดลบันดาลประธานคุณและโทษให้กับมนุษย์ 

แถนยังทำหน้าที่เป็นเทพเจ้าสูงสุดในพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีกรรมบูชาผีฟ้าผีแถน พิธีกรรมเหยา ประเพณีบุญบั้งไฟ กระทั่งพิธีกรรมเกี่ยวกับขวัญ พิธีกรรมเก่าแก่ที่สุดของคนไทยที่สืบทอดมาจากชาวไทดำในแคว้นสิบสองจุไท 

จากปฐมบรมกษัตริย์ของชนเผ่าไทยุคปรัมปรา ในสมัยราชวงศ์เจ้า เมื่อประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว สังคมเริ่มเข้าสู่ระบบศักดินา มีการคิดค้นเทคโนโลยีการถลุงเหล็ก เพื่อใช้ในการเกษตร เริ่มจัดการระบบชลประทาน จึงได้มีการนับถือเทพเจ้าแห่งธรรมชาติที่มีอำนาจที่สุด คือเทพเจ้าเทียน (แถน) หรือเทพเจ้าแห่งฟ้า 

นอกจากนั้นยังพบการบูชาแถนในวัฒนธรรมดองซอนของชนเผ่าไท มณฑลยูนนาน ประเทศเวียดนาม ปรากฏการฟ้อนรำของผู้คน มีการตีกลองมโหระทึกเพื่อทำพิธีขอฝนจากแถน พิธีกรรมนี้เป็นพิธีกรรมเก่าแก่และยังคงปฏิบัติสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ในงานศึกษาเรื่อง ความเชื่อเรื่องพระยาแถนของกลุ่มชาติพันธุ์ในสังคมกลุ่มวัฒนธรรมพื้นบ้านภาคอีสาน โดย ประยงค์ แสนบุราณ ได้อธิบายว่า ตามความเชื่อของกลุ่มชนชาติพันธุ์ไทย-ลาว ที่เชื่อว่าพญาแถนจะแสดงบทบาทต่างๆ ตามประเภทของตน โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ “แถนหลวง” หมายถึง เทพเจ้าผู้สร้างโลก สร้างทุกสรรพสิ่งในโลก และ “แถนบริวาร” หมายถึง แถนที่มีอิทธิฤทธิ์น้อยกว่าแถนหลวง ผู้คนในกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-ลาว ยังเชื่ออีกว่าแถนบริวารจะสนองคําบัญชาของแถนหลวงแตกต่างกัน โดยแถนบริวารแต่ละองค์จะมีบทบาทและหน้าที่เป็นของตัวเอง ได้แก่

  • แถนหล่อ คือ แถนที่มีหน้าที่หล่อรูปร่างและใบหน้ามนุษย์ให้มีความแตกต่างกัน  
  • แถนแต่ง คือ แถนที่มีหน้าที่ประสาทวิชาความรู้ต่างๆ ให้แก่มนุษย์ 
  • แถนถม แถนตรง แถนเถือก แถนหูฮี คือ แถนประจํา 4 ทิศ ช่วยชี้ภูมิประเทศ การตั้งเมือง การเพาะปลูก การพัฒนาบ้านเมือง  
  • แถนคํา คือ แถนผู้ทําหน้าที่ในการสงคราม  
  • แถนชั่ง คือ แถนผู้ทําหน้าที่ในการตัดสินพิจารณาคนดีคนชั่ว หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นเทพผู้รักษาความยุติธรรม  
  • แถนแพน คือ แถนผู้ทําหน้าที่สอนศิลปะการละเล่น การร้องรํา กวี และดนตรี  
  • แถนลม คือ แถนผู้ทําหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์และองค์พญาแถน เช่น การนําข้อความต่างๆ ของมนุษย์ไปแจ้งแถนหลวง  
  • แถนแนน คือ แถนผู้ทําหน้าที่ในการรักษากกมิ่ง (คู่ครองที่เคยอยู่กินกันมาหลายภพหลายชาติ) และสายแนนของมนุษย์ในสวนแนนของพญาแถนบนเมืองสวรรค์
ประติมากรรมพญาแถน ณ วิมานพญาแถน จ.ยโสธร

คนอีสานกับการบูชาแถน

อีสาน – แม้จะมีความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับและอำนาจเหนือธรรมชาติที่หลากหลาย อันเกิดจากการผสมระหว่างความเชื่อดั้งเดิม และอิทธิพลความเชื่อที่เผยแพร่เข้ามา อย่างพระพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ์-ฮินดู กระทั่งปัจจุบันที่มีความเชื่อใหม่ๆ เลื่อนเข้าไหลออกในพื้นที่แห่งนี้อยู่เป็นประจำ แต่การนับถือพญาแถนก็ยังคงปรากฏให้เห็นและมีความสำคัญไม่แพ้กับการนับถือสิ่งอื่น

ฉวีวรรณ ดำเนิน ศิลปินแห่งชาติปี พ.ศ. 2536 สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) ได้ขับลำล่องในชื่อกลอน ชีวิตชาวนา ที่อธิบายถึงวิถีชีวิตของคนอีสานในสังคมเกษตรกรรม กับความเชื่อและความผูกพันต่ออำนาจเหนือธรรมชาติมาตั้งแต่สมัยโบราณ ความว่า

“เอออันนี่ละพ่อแม่เอย เมษายนกลายไปแล้ว พฤษภาฯ พลัดมาต่อ ฝนตกลงจ้ากๆ จ้น ใบหญ้ากะป่งมา พวกชาวนากะเตรียมไว้ ทั้งไถกับคราด ฟั่นเชือกไว้สิไถดั้นว่าฮุดนา 

“ฟังเสียงจาคนเฒ่า สูเอยฮอดมื้ออื่น พ่อเฒ่าจ้ำบอกลูกบ้านสิพาเลี้ยงเจ้าปู่ตา ให้สูหาเตรียมไว้ เฮือนละโตเอาเด้อไก่ เบิ่งคางไก่คันมันซันที่ลี่ ปีนี้สิบ่ดี คันปีใด๋คางไก่โค้งยาวๆ คือเกี่ยว พ่อเฒ่าจ้ำบอกไว้ ปีนั่นจั่งสิดี”

ชีวิตของชาวอีสานก่อนถึงฤดูกาลทำกสิกรรม ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เป็นประจำที่จะต้องประกอบพิธีกรรม “เลี้ยงผีปู่ตา บูชาพญาแถน” เสี่ยงทายถึงสภาพดินฟ้าพยากรณ์ที่จะเกิดขึ้นในห้วงปี ว่าจะสามารถสนองต่อความการด้านผลผลิตทางการเกษตรได้หรือไม่ หนึ่งในนั้นคือพิธีกรรม เสี่ยงทายคางไก่ ที่พบเห็นทั่วไปในอีสาน (อ่านเพิ่มเติม: เสี่ยงทายด้วยคางไก่ พิธีกรรมและคำทำนายของคนอีสานใต้ก่อนฤดูทำนา)

กระบวนพิธีจะเริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่ ชาวบ้านจะรวมตัวกัน ณ ป่าศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้าน เพื่อตระเตรียมงานในวันนี้ ผู้นำในการประกอบพิธีกรรม ที่เรียกว่า “พ่อจ้ำ” จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับเทพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งหมายถึง ผีปู่ตา (ผีบรรพบุรุษ) และผีฟ้าพญาแถน นั่นเอง 

แถน – มีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์หลายด้าน อย่างการสร้างความมั่นคงทางจิตใจทั้งปวงในฐานะผู้สร้าง แถนจึงกลายเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์ที่มีศักยภาพสูงสุดในโลกและจักรวาล สามารถสร้างดิน น้ํา ลม ไฟ และควบคุมการดำเนินไปของทุกสรรพสิ่ง สังคมอีสานที่มีพื้นฐานเป็นสังคมเกษตรกรรม ความเชื่อเรื่องแถนจึงเกี่ยวข้องกับการทำการเกษตรในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจในการดลบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล เพื่อให้ผลผลิตทางการเกษตรเกิดความอุดมสมบูรณ์

ในประเพณีบุญบั้งไฟ แถนทุกแต่งตั้งให้เป็นเทพแห่งฝน ถูกเรียกว่าเป็น เทพวัสสกาล ในฐานะผู้ประทานน้ำฝนให้ตกต้องตามพยากรณ์ บุญบั้งไฟจะจัดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม ไล่เรียงจากฮีตสิบสองเดือน บุญบั้งไฟจะถูกเรียกอีกชื่อว่า “บุญเดือนหก” สัมพันธ์กันกับการเริ่มต้นฤดูการทำเกษตรในช่วงฝนห่าแรกของทุกปี 

ในช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูกาลทำเกษตรกรรม อีสานจะมีพิธีกรรมหลายพิธีกรรมเกิดขึ้น ไปตั้งพิธีกรรมไหว้ผีตาแฮก พิธีกรรมไหว้ปู่ตา และพิธีกรรมจุดบั้งไฟเพื่อบูชาพญาแถน

พิธีกรรมในบุญบั้งไฟจะเริ่มตั้งแต่การแห่แหนเพื่อความสนุกสนาน และจุดบั้งไฟขึ้นฟ้า ชาวอีสานเชื่อว่า “บั้งไฟ” จะเป็นสัญญะแห่งสัญญาณ เพื่อให้พญาแถนประทานฝนลงมาในช่วงเดือน 6 หากน้ำฝนตกลงมาเพียงพอต่อการทำเกษตรกรรมแล้ว ก็จะลอยว่าวขึ้นไปบนฟ้าในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว เพื่อเป็นสัญญาณให้พญาแถนหยุดปล่อยฝน

การจุดบั้งไฟเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการบูชาเทพแห่งฝน (พญาแถน)

ที่มาข้อมูล:

image_pdfimage_print