เมื่อพูดถึงเรื่องวัฒนธรรมและประเพณีในอีสานในช่วงเดือนพฤษภาคม “บุญบั้งไฟ” ถือเป็นงานประเพณีสำคัญที่คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงเป็นอันดับแรก อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหนึ่งประเพณีสำคัญที่มักจะพบเห็นได้ในช่วงไล่เลี่ยกัน นั่นคือ การเลี้ยงผีปู่ตา ซึ่งมักจะจัดขึ้นในวันพุธแรกของเดือนพฤษภาคม 

ปู่ตา ญาพ่อปู่ ญาพ่อใหญ่ คำเหล่านี้ถึงแม้ว่าจะมีชื่อเรียกต่างกัน แต่กลับมีความหมายที่เหมือนกัน คำว่า ปู่ตา นั่นหมายถึง ผีบรรพชนที่มีฤทธิ์มาก เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกปักษ์รักษาหมู่บ้าน ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านมาอย่างช้านาน สามารถดลบันดาลในเรื่องของโชคลาภและความสำเร็จ ขณะเดียวกันก็สามารถลงโทษผู้ที่ทำความผิดหรือประพฤติไม่เหมาะสมได้เช่นกัน

ความเชื่อเรื่องปู่ตาถือเป็นความเชื่อที่ถูกปลูกฝังอย่างลึกซึ้งในจิตวิณญานของคนอีสาน เพราะคนอีสานมักจะถูกสอนให้รักและศรัธาต่อบรรพบุรุษของตนเอง ไม่ลืมชาติกำเนิดว่าตนเองมากจากไหน ปู่ตาจึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของผู้นำทางจิตวิณญานที่เป็นผู้คอยย้ำเตือนลูกหลานให้รู้ว่าเราเป็นใคร ทว่าคำถามก็คือ ในยุคสมัยที่สังคมเปลี่ยนแปลงจากอดีตไปมากแล้ว ความเชื่อดังกล่าวถูกจัดวางอยู่ตรงไหน กระทั่งบทบาทของการเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองชุมชนยังได้ผลเช่นเดิม หรือที่สุดแล้ว ความสัมพันธ์ของความเชื่อกับพื้นที่มีขอบเขตของมันที่อาจถูกสั่นคลอนตามเงื่อนไขของเวลา

เหล้าไห ไก่ตัว อาหารคาวหวาน และของเซ่นไหว้ต่าง ๆ ที่เตรียมไว้เพื่อถวายผีปู่ตา

ผู้นำทางจิตวิณญานและที่พึ่งทางจิตใจ

เนื่องจากสถานะของปู่ตา คือ ผีบรรพชนที่มีความศักดิ์สิทธิ์มาก ปู่ตาจึงเปรียบเสมือนเทพองค์หนึ่งที่สามารถประทานพรให้กับผู้ที่เคารพนับถือได้ โดยที่ตั้งของศาลปู่ตานั้นถูกเรียกว่า “ดอนปู่ตา” หรือ “ดอนญาพ่อใหญ่”ซึ่งมักจะตั้งศาลไว้ในบริเวณที่เป็นที่ดอน น้ำท่วมไม่ถึง หรือบริเวณป่าทึบ เพื่อเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์และความขลังให้กับสถานที่

เนื่องจากอีสานเป็นแหล่งที่รวมความหลากหลายทางวัฒนธรรม และในบางพื้นที่ถูกกลืนวัฒนธรรมไปด้วยความเป็นลาว ทำให้ศาสนสถานทางศาสนาอื่นบางแห่งถูกใช้เป็นที่ตั้งของดอนปู่ตาแทน เช่น ในบ้านเมืองบัว ต.เมืองบัว อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด มีการใช้กู่เมืองบัว ศาสนสถานในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17-18 เป็นที่ตั้งของดอนปู่ตา โดยชาวบ้านเมืองบัวเชื่อว่าตนเองนั้นเคยเป็นเมืองหนึ่งของขอมในอดีตมาก่อน ก่อนที่จะมีการอพยพเข้ามาของชาวลาวเวียงจันทร์ หลังจากมีการตั้งเมืองเกษตรวิสัย ทำให้บทบาทของเมืองบัวค่อยๆ ลดลง และได้รับอิทธิพลของความเป็นลาวครอบงำ ชาวลาวจึงได้ทำการตั้งพื้นที่ดอนปู่ตาภายในบริเวณกู่เมืองบัวขึ้น เพราะความศักธิ์สิทธิ์ของพื้นที่และเรื่องราวในอดีต พื้นที่กู่เมืองบัวจึงเหมาะแก่การเป็นพื้นที่ของปู่ตา โดยชาวตำบลเมืองบัวจะจัดงานเลี้ยงปู่ตาทุกปี และมีการสรงกู่เมืองบัว เพื่อแสดงความเคารพนับถือแก่ผู้ที่ปักหลักตั้งถิ่นฐานมาก่อน รวมถึงการสักการะบรรพบุรุษของตน

วิธีการขอพรซึ่งวิธีการที่เป็นที่นิยมและมักปฏิบัติกันมากที่สุด นั่นคือ “การบ๋า” หรือความหมายในภาษาไทยภาคกลางแปลว่า การบนบานศาลกล่าว โดยจะมีการจุดธูปบอกกล่าวต่อหน้าปู่ตาขอให้ตนเองได้รับผลสำเร็จจากเรื่องราวที่ขอ และเมื่อเมื่อสมดังปราถนาก็จะนำอาหารอย่างดี เหล้าไห ไก่ตัว มาถวายตามกำลังทรัพย์ของตนหรือบางรายถ้าหากประสบผลสำเร็จมากก็จะมีการจ้างมหรสพมาแสดงแก้บน

การบ๋าจึงเป็นเหมือนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้กับปู่ตาได้รับรู้ว่าผู้ขอกำลังจะทำอะไร หรือมีโครงการอะไรในอนาคต แจ้งให้ปู่ตาได้รับรู้และอีกนัยยะหนึ่งก็สามารถประชาสัมพันธ์สิ่งที่ผู้ขอกำลังจะทำให้กับผู้อื่นรู้ได้ภายในงานเลี้ยงปู่ตา

มหรสพสมโภชในงานประเพณีบุญเลี้ยงบ้านและเลี้ยงปู่ตาบ้านโพนเงิน ตำบลเมืองบัว อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด

คำทำนายปู่ตากับการกำหนดอนาคต

การเลี้ยงปู่ตาในหลายๆ พื้นที่นั้น หนึ่งในพิธีการที่สำคัญและขาดไม่ได้คือ พิธีกรรมการเสี่ยงทาย การเสี่ยงทายเป็นเหมือนคำพยากรณ์ที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเพื่อให้คนในหมู่บ้านนั้นเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยเรื่องที่จะเสี่ยงทายมักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการ เสี่ยงฝน เสี่ยงคน และเสี่ยงสัตว์เลี้ยง เพราะวิถีชีวิตของคนอีสานส่วนใหญ่นั้นอยู่ร่วมกันแบบสังคมเกษตรกรรม คำทำนายจึงเป็นไปในทางของการทำนายในเรื่องของสภาพดินฟ้าอากาศ ชีวิตความเป็นอยู่ของคน เหตุอาเพศในหมู่บ้าน และผลผลิตจากกสิกรรม

การเสี่ยงทายที่มักพบเห็นได้หลักๆ คือ การเสี่ยงทายบั้งไฟ เชื่อว่าหากจุดบั้งไฟแล้วบั้งไฟยิ่งขึ้นสูงเพียงใด ทำนายว่า น้ำท่าก็จะอุดมสมบูรณ์ดี แต่ถ้าหากว่าบั้งไฟจุดไม่ขึ้นหรือแตกระหว่างจุด ทำนายว่า ในปีนั้นฝนฟ้าจะขาดช่วง เกิดความแห้งแล้ง การเสี่ยงทายจากกระดูกคางไก่ เป็นพิธีกรรมของชาวกูย เขมรและชาวลาวบางกลุ่ม ซึ่งจะทำนายจากลักษณะของคางไก่ที่นำมาเซ่นไหว้ เป็นขั้นตอนสุดท้ายของพิธี โดยถ้าหากว่าคางไห่นั้นเหยียดขึ้นตรง ทำนายว่า ฝนจะแล้ง ปริมาณน้ำฝนน้อย แต่หากว่าคางไก่นั้นโค้งลง ทำนายว่า ฝนจะตกต้องสมบูรณ์ดีตามฤดูกาล และการเสี่ยงทายดูระดับน้ำต้มเต่า ที่กำลังต้มน้ำให้เดือด ก่อไฟครั้งเดียวและจะไม่เติมเชื้อฟืนอีก ทำนายจากระดับน้ำในหม้อต้ม ถ้าน้ำในหม้อต้มเต่าเดือดมากๆ ปูมมาก ทำนายว่าน้ำฝนจะดี ฝนตกมาก แต่ถ้าน้ำในหม้อต้มเต่าเดือดน้อย ทำนายว่าน้ำฝนในปีนั้นจะน้อย หรือแห้งแล้ง ปัจจุบันการต้มเต่าได้เปลี่ยนวิธีการเป็นการต้มเพียงกระดองเต่าแทน เพื่อลดการทารุณกรรมต่อสัตว์ ซึ่งการทำนายในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอิทธิพลและวัฒนธรรมในท้องถิ่นนั้นๆ 

เฒ่าจ้ำ ก้นจ้ำ ผู้สื่อสารกับปู่ตาในด้านพิธีกรรม

เฒ่าจ้ำ หรือ ก้นจ้ำ ถือเป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากที่สุดคนหนึ่งในชุมชนคนอีสาน เพราะเฒ่าจ้ำเป็นบุคคลที่สามารถติดต่อกับวิณญานของผีปู่ตาได้ เป็นตัวเชื่อมระหว่างคนในหมู่บ้านและผีปู่ตาเข้าหากัน โดยพิธีกรรมต่างๆ ในการเลี้ยงปู่ตาจะใช้เฒ่าจ้ำเป็นผู้นำในการทำพิธี อาทิเช่น หากต้องการบนบานศาลกล่าวกับปู่ตา ก็จะมีการเชิญก้นจ้ำมาเป็นผู้พาทำพิธี ก้นจ้ำจะเป็นคนบอกว่าต้องไหว้ปู่ตาด้วยอะไรบ้าง และเมื่อสำเร็จตามจุดประสงค์แล้วจะต้องมาแก้บนด้วยอะไร

เฒ่าจ้ำหรือก้นจ้ำมักจะคัดเลือกจากผู้ที่มีคุณสัมบัติเพียบพร้อม ประดีตามครรลองคลองธรรม โดยจะมีการสืบทอดตำแหน่งมาจากตระกูลบรรพบุรุษของตนเองตัวอย่างของเฒ่าจ้ำที่ยังพบเห็นได้ในปัจจุบัน เช่น คุณยายทองจัน ก้านจักร เฒ่าจ้ำผู้สื่อสารกับวิณญานของเจ้าพ่อศรีนครเตา ผู้นำในการทำพิธีเลี้ยงบ้าน เลี้ยงปู่ตา และผู้รับคำนำนายจากปู่ตา ในหมู่บ้านโพนเงิน หมู่ที่ 4 ต.เมืองบัว อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด บ้านโพนเงินเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณลำน้ำเตา เป็นกลุ่มคนที่อพยพโยกย้ายถิ่นฐานมาตั้งหลักแหล่งในช่วงสมัยของพระเจ้าศรีนครเตาท้าวเธอเป็นผู้ปกครอง มีอาณาเขตหลักอยู่ในจังหวัด สุรินทร์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด

ความน่าสนใจในเรื่องเฒ่าจ้ำ คือ การที่ให้ผู้หญิงมีอำนาจขึ้นมาเป็นผู้นำในด้านการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผู้นำในการทำพิธีในพุทธศาสนาของไทย ที่มักจะให้ผู้ชายนั้นเป็นผู้นำในการทำพิธี และกำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับเพศหญิงเอาไว้หลายข้อและความต่างระหว่างเฒ่าจ้ำกับร่างทรง คือ เฒ่าจ้ำเป็นเหมือนกับนางเทียมที่จะมีความแตกต่างกับร่างทรงในตรงที่เฒ่าจ้ำนั้นจะเป็นร่างที่เชื่อมต่อกับผีที่ดีและเป็นที่เคารพของชาวบ้านเสียมากกว่า

รูปปั้นเจ้าพ่อศรีนครเตา  ญาพ่อใหญ่อันเป็นที่เคารพของชาวบ้านโพนเงิน

ความสัมพันธ์และความท้ายระหว่างคนดอนปู่ตาในปี 2024

คนในอีสานส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อในเรื่องของผีปู่ตาฝั่งแน่นอยู่ ถึงแม้ว่าผีปู่ตานั้นจะไม่ใช่ความเชื่อในด้านพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาหลัก แต่คนในชุมชนก็สามารถทำให้ความเชื่อทั้งสองความเชื่อนี้อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว เพราะการเลี้ยงผีปู่ตาก็เปรียบเหมือนการเลี้ยงเพื่อเคารพนับถือบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ซึ่งคนอีสานส่วนมากก็มักจะถูกสอนให้รักและกตัญญูตอบรรพบุรุษของตนเอง ดังนั้นการเลี้ยงผีปู่ตาจึงถือเป็นเรื่องที่ดีที่งาม เป็นหน้าที่ที่พึงปฏิบัติ

“ผีปู่ตา” นับเป็นภูมิปัญญาอันชาญฉลาดของชุมชนชาวอีสาน ที่สืบทอดเกี่ยวโยงไปถึงความผูกพันระหว่างคนกับป่าอย่างแนบแน่น ด้วยเหตุที่ชุมชนต้องพึ่งพาป่า เพื่อยังชีพตั้งแต่ก่อตั้งบ้านเรือนเป็นต้นมา จึงต้องกระทำตนให้ประสานกลมกลืนกับป่า ทั้งใช้สอยทรัพยากรผลิตผลอย่างประหยัดด้วยจิตสำนึกและรู้คุณค่าเรื่อง “ผีปู่ตา หรือ ผีอารักษ์บ้าน”

ถึงแม้ว่าดอนปู่ตาจะเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่คนยังสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของดอนปู่ตาได้ โดยจะใชเป็นพื้นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ เก็บเห็ด เก็บฟืน โดยกิจกรรมต่างๆ จะต้องไม่กระทำโดยพลุกพล่านและกระทบกับกับต้นไม้ในบริเวณดอนปู่ตา

ดอนปู่ตาถือเป็นป่าและแหล่งทรัพยากรที่สำคัญของคนในชุมชน เพราะเป็นพื้นที่ป่าชุมชน และในบางพื้นที่อาจจะมีไม้มีค่าอยู่ภายใน ความเชื่อเรื่องของปู่ตาเป็นอีกหนึ่งความเชื่อที่ช่วยอนุรักษ์ป่าชุมชนไว้ ทำให้คนไม่กล้าตัดไม้ทำลายป่าเพราะเกรงกลัวต่ออิทธิฤทธิ์ของปู่ตา 

ในปัจจุบันความเชื่อเรื่องของผีปู่ตาถูกท้าทายมากขึ้นในสมัยสังคมโลกาภิวัฒน์ เนื่องจากความต้องการของมนุษย์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ตัวอย่างป่าชุมชนที่ถูกบุกรุกจากการตัดไม้ทำลายป่า คือ ป่าชุมชนดงน้ำคำ ต.โนนสวรรค์ อ.ปทุมรัตน์ จ.ร้อยเอ็ด ที่ถูกขบวนการตัดไม้ลักลอบเข้าไปตัดไม้พะยูงในป่า แสดงให้เห็นว่าความเชื่อในเรื่องของผีปู่ตาไม่สามารถใช้ได้กับคนทุกกลุ่ม แม้จะมีการจัดเวรยามตรวจคนเข้าออก แต่กลุ่มตัดไม้ก็ยังอาศัยช่วงชุลมุนเข้าไปลักลอบทำการตัดไม้ในป่าได้

ลำพังหากจะใช้ความเชื่อเรื่องผีปู่ตาเพื่อเป็นเครืองมือในการทำลายป่านั้นคงยาก เพราะความเชื่อเรื่องผีปู่ตาจัดเป็นความเชื่อส่วนบุคคล เบื้องหลังของขบวนการตัดไม้บางส่วนคือกลุ่มคนที่มีอำนาจและมีอิทธิพล ดังนั้นความเชื่อเรื่องผีปู่ตา จึงเป็นความเชื่อที่ต้องเผชิญกับความท้าทายในมุมต่างๆ

แม้แต่ภาวะโลกเดือดเอง ดอนปู่ตาก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ความขลังและความศักดิ์ของพื้นที่ไม่ได้ช่วยให้พื้นที่ดอนปู่ตานั้นคงความอุดมสมบูรณ์เช่นเดิม แหล่งน้ำที่อยู่ใกล้กับดอนปู่ตาเริ่มเหือดแห้ง ต้นไม้เหี่ยวเฉา ไม่สามารถเลี้ยงสัตว์บริเวณรอบดอนปู่ตาได้เหมือนแต่ก่อน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลมากจากปัญหาด้านสภาพอากาศที่ไม่ได้กระทบเพียงแค่คนและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แม้แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์เองก็ได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน

image_pdfimage_print