นิยามความยากจนตามหลักวิชาการถูกจำแนกออกเป็นหลายเฉดสีด้วยกัน ทั้งจนมาก จนน้อย จนเงิน จนอาชีพ จนใจ จนที่ทำกิน หรือจนรูปแบบอื่นๆ ทว่าหากจะแก้ไขปัญหาความยากจน การจำแยกแบ่งเฉดของคำว่า “ยากจน” จะต้องชัดเจนกว่านั้น เพื่อให้เห็นปัญหา ที่มา และสิ่งที่เป็นอยู่ การระดมกำลังของภาครัฐที่จะผลักดันนโยบายแก้จนก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ที่น่าสนใจและดูเหมือนจะเป็นหนทางที่สมเหตุสมผลและจะพอเป็นไปได้ในการแก้ไขความยากจนนั้น ก็คือการใช้ฐานการวิจัยและองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยเข้าไปหนุนเสริม ปรับปรุง และสร้างกลไกแนวทางใหม่ๆ ให้ประชาชน

จ.ร้อยเอ็ด เป็นอีกหนึ่งพื้นที่นำร่องที่ทาง หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ หรือ บพท. ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จุดมุ่งหมายเพื่อหากลไกและโอกาสในการแก้ไข ขจัดความยากจนให้ประชาชน โดยกำหนดให้เป็นพื้นที่นำร่องก่อน ซึ่ง ในปี 2564 จ.ร้อยเอ็ด มีสัดส่วนประชากรยากจน เป็นอันดับ 11 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นอันดับ 31 ของประเทศไทย โดยค่าเฉลี่ยเส้นความยากจนของจังหวัด อยู่ที่ 2,698 บาท ต่อคน ต่อเดือน ข้อมูลจาก TPMAP แบ่งมิติความยากจนออกเป็น 5 ประเด็นใหญ่ๆ คือ มิติสุขภาพ การเข้าถึงบริการของรัฐ รายได้ การศึกษา และความเป็นอยู่ การใช้งานวิจัยเข้าไปช่วยหนุนเสริม สร้างกลไก และองค์ความรู้เพื่อแก้ไขความยากจนใน จ.ร้อยเอ็ด ตอนนี้ดำเนินมาจนถึง ปีที่ 3 โดยปี 2566 นี้ได้วางแผนการจัดทำแผนยุทธศาสตร์แก้จน ร่วมกับทางหน่วยงานราชการในจังหวัดและอำเภอเป้าหมาย ทั้ง 7 อำเภอ ได้แก่ อ.เกษตรวิสัย อ.สุวรรณภูมิ อ.โพนทราย อ.ปทุมรัตต์ อ.จังหาร อ.โพธิ์ชัย และอ.ธวัชบุรี  เพื่อนำเอาแผนการแก้ไขปัญหาความยากจนเพื่อบรรจุในแผนยุทธศาสตร์จังหวัด และได้นำเอาครัวเรือนยากจนเข้ามาอยู่ในกระบวนการทำงาน

เปลี่ยนพื้นที่สาธารณะที่ไม่ได้ทำประโยชน์ให้เกิดรายได้

ผู้เขียนได้ลงพื้นที่บ้านสำราญ หมู่ที่ 3 ต.เมืองบัว อ.เกษตรวิสัย บนพื้นที่สาธารณะผืนใหญ่ ประมาณ 71 ไร่เศษ ที่เดิมมีการปลูกต้นยูคาลิปตัดเอาไว้ แต่ไม่ได้ทำประโยชน์อย่างอื่น เทศบาลตำบลเมืองบัวจึงทำเรื่องขอใช้ประโยชน์พื้นที่สาธารณะแห่งนี้ในการจัดสร้างแหล่งน้ำ เพื่อใช้ผลิตน้ำในการอุปโภค บริโภค ประมาณ 15 ไร่ เพื่อยกระดับรายได้และอาชีพให้กับชาวบ้าน ด้วยการเปิดรับชาวบ้านให้มารวมกลุ่ม จัดสรรพื้นที่ในการปลูกผัก 

ต่อพงษ์ เสนาเพ็ง กำนันตำบลเมืองบัว กล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะว่างเปล่ามาใช้ประโยชน์  จุดแรกพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์โพนผางาม มีเนื้อที่ประมาณ 71 ไร่โดยแบ่งออกเป็นสระน้ำประมาณ 10 ไร่ มีเกาะกลาง อีกซีกหนึ่งประมาณ 60 ไร่เป็นป่ายูคาลิปตัสที่เสื่อมสภาพ ไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรให้กับชุมชน ซ้ำกลับมีปัญหาตัดไม้ทำลายป่าลักเล็กขโมยน้อย จึงปรึกษากับชุมชนแล้วทำประชาคมและประสานกับนายกเทศมนตรี ก่อนจัดสรรงบประมาณเพื่อรื้อถอนต้นยูคาลิปตัสออก

ต่อพงษ์ เสนาเพ็ง กำนันตำบลเมืองบัว

“หลังจากรื้อถอนต้นยูคาฯ ออกแล้ว เรามีแหล่งน้ำก็เลยได้ประสานกับทางนายกฯ เพื่อของบประมาณมาส่งเสริมอาชีพ เพราะในชุมชนมีแค่อาชีพเดียวคือการทำนาตามฤดูกาล บางปีก็แล้งบางปีก็น้ำท่วมหรือบางปีน้ำพอดี แต่เท่าที่ดูนี้ 4-5 ปีจะมีน้ำพอดีสักครั้งนึงเท่านั้น ก็เลยคุยกันว่า อยากปลูกผักสวนครัว อย่างน้อยน้อยก็ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน เพราะว่าแต่ละครัวเรือนก็ต้องใช้ผักในการปรุงอาหารอยู่เป็นประจำไม่ต่ำกว่าวันละ 30 บาท

“เริ่มแรกใช้พื้นที่ด้านล่างก่อน ต่อมามีโครงการของทาง จ.ร้อยเอ็ด ในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ผมกับนายกเทศมนตรีตำบลเมืองบัว ทำการประสานความร่วมมือกับทางจังหวัดเพื่อให้พิจารณาโครงการจัดหาแหล่งน้ำ และเกิดการขุดลอกแหล่งน้ำใหม่ พร้อมกับปรับสภาพพื้นที่บริเวณนี้ จุดเริ่มต้นอยากทำเป็นตลาดชุมชนเล็กๆ  แต่ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ได้เข้ามาทำวิจัยเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความยากจนพอดี ทุกอย่างจึงเริ่มต้นอย่างเป็นระบบ”

เฮ็ดเสร็จ ขายให้ไผ

ผศ.ดร.ชัญญรินทร์ สมพร นักวิจัยโครงการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขจัดความยากจนและสร้างโอกาสทางสังคม มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ทุนสนับสนุนโครงการวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ หรือ บพท. กล่าวว่า โครงการแก้ปัญหาความยากจน ปีนี้เป็นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ได้กำหนดให้ อ.เกษตรวิสัย เป็นพื้นที่ต้นแบบนำร่องของโครงการ เพื่อหาโมเดลและวิธีการที่จะใช้เป็นฐานในการแก้ไขปัญหาความยากจนของชาวร้อยเอ็ด ปี 2565-2566 เริ่มต้นที่ ต.กำแพง ต.กู่กาสิงห์ และ ต.เกษตรวิสัย โดยปีนี้ดำเนินการอยู่เพียงหนึ่งตำบล คือ ต.เมืองบัว ซึ่งมีความสนใจทำการเกษตรเพื่อที่ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ รวมทั้งสิ้น 171 คน เริ่มต้นจากการค้นหาครัวเรือนเป้าหมายที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ และค้นหาว่าความจนดังกล่าวเป็นความขาดแคลนด้านไหนรวมทั้งเกิดขึ้นได้อย่างไร 

“สิ่งที่เราจะทำต้องไม่เปลี่ยนแปลงกิจกรรมที่เขาทำอยู่แล้ว แต่เราจะไปเพิ่มสิ่งที่ทำให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้น แล้วก็ลดรายจ่าย ด้วยความที่ ต.เมืองบัว เป็นตำบลที่ส่วนใหญ่ทำการเกษตร คือ ทำนาข้าวและเลี้ยงวัว หลังจากทำนาเสร็จแล้ว จะมีช่วงที่ไม่ได้ทำอะไร เราก็มาเพิ่มกิจกรรมให้ชาวบ้าน โดยพิจารณาจากมีน้ำหรือไม่ สภาพดินเป็นอย่างไร”

“เราค้นพบว่า พื้นที่ตรงนี้มีน้ำ จึงเพิ่มกิจกรรมเข้าไป คือ การชวนชาวบ้านมาปลูกผัก แต่ปัญหาของกลุ่มเป้าหมาย 80% เป็นครัวเรือนยากจน ไม่มีพื้นที่ทำกิน สิ่งที่โครงการวิจัยจะต้องทำเพิ่มเติมคือ ต้องหาพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่ส่วนกลางสำหรับคนจนไม่มีพื้นที่ทำกินสามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ทางหน่วยงานท้องถิ่นอย่างเทศบาลตำบลเมืองบัว เขาก็เห็นความสำคัญของเรื่องนี้เช่นกันว่าจะทำยังไงให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ทางเทศบาลก็มาสนับสนุนเรื่องการทำระบบน้ำ พอระบบน้ำเสร็จ ขยายพื้นที่ขุดต้นยูคาลิปตัสออกแล้วก็ปรับพื้นที่ แต่ความสำคัญของการทำการเกษตรคือ ปลูกเสร็จเราจะขายให้ใคร”

 

ผศ.ดร.ชัญญรินทร์ สมพร

ผศ.ดร.ชัญญรินทร์ สมพร กล่าวว่า “หากต้องการขายตลาดในตัวเมืองหรือตลาดที่เป็นเทรดมาร์เก็ต จะมีเกณฑ์คุณภาพหรือกำหนดคุณภาพซึ่งกลุ่มเป้าหมายไว้แล้ว ซึ่งครัวเรือนที่ร่วมโครงการนี้เพิ่งเริ่มต้นปลูกผัก บางคนไม่มีประสบการณ์ โครงการจึงมองว่าตลาดชุมชนนั้นสอดคล้องมากกว่า และพยายามส่งเสริมให้ปลูกผักที่ชาวบ้านกินกันเป็นประจำอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ต้องวางแผนการปลูกเพื่อไม่ให้ผลผลิตซ้ำกันจนเกิดปัญหาผักล้นตลาด”

“ถ้าทุกคนสนใจเหมือนกันหมด ปัญหาที่ตามมาคือ ผักล้นตลาด เราจึงเติมความรู้เรื่องวางแผนการผลิต โดยการจัดกลุ่มให้ปลูกผักไม่ซ้ำชนิด เวลาขายสู่ตลาดผักก็จะไม่ล้นตลาด ก็สามารถขายได้ ต่อมากำหนดปฏิทินการผลิต เราเน้นตรงผักนอกฤดูกาล ช่วงไหนที่ผักราคาแพง จะต้องรู้อายุของผักก่อนว่าต้องใช้ระยะเวลาปลูกเท่าไหร่ ก็จะนับถอยหลังกลับไปว่าเริ่มปลูกแล้วใช้เวลากี่วันถึงจะเก็บเกี่ยวให้ตรงกับช่วงที่ราคาผักมีราคาสูง”

มะระขี้นกสายพันธุ์ใหม่ สาเกตุ 101

มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดได้มีการบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) กับ บริษัทหมอยาไทย และบริษัทอื่นๆ ที่ต้องการใช้มะระขี้นกเป็นวัตถุดิบในการทำยาที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน โดยมีโจทย์สำคัญคือต้องการปริมาณมาก และต้องมีคุณภาพด้วย จึงมีการทดลองที่มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด เมื่อได้ผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจก็นำความรู้มาถ่ายทอดให้ชาวบ้านในพื้นที่ โดยรวมสมาชิก 11 คน ช่วยกันทำในพื้นที่แปลงใหญ่ประมาณ 5 ไร่ โดยมหาวิทยาลัยฯร่วมกับวิสาหกิจชุมชนจะเป็นผู้รับซื้อและทำการแปรรูปให้เป็นผลมะระแห้งก่อนนำส่งบริษัท สำหรับมะระขี้นกราคาขาย ต่อกิโลกรัมตามมาตรฐานราคาตลาดกลางแต่เมื่อแปรรูปราคาจะเพิ่มสูงขึ้น  ขณะนี้โครงการจึงทำควบคู่กันไประหว่างการปลูกผักสวนครัวกับปลูกมะระขี้นก

ดร.พวงเพชร พิมพ์จันทร์ 

ดร.พวงเพชร พิมพ์จันทร์ นักวิจัยร่วมโครงการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขจัดความยากจนและสร้างโอกาสทางสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ กล่าวว่า โจทย์ที่ได้รับ คือ ทำให้ได้มะระขี้นกสายพันธุ์ใหม่ ที่ได้ผลผลิตสูง ผลใหญ่กว่ามะระขี้นกปกติ แล้วก็มีสารสำคัญสูง โครงการใช้เวลาปรับปรุงพันธุ์เป็นระยะเวลา 3 ปีโดยชื่อคุยกันไว้ คือ “มะระขี้นก พันธุ์สาเกต 101” 

แปลงมะระขี้นก สาเกตุ 101

“นอกจากมระขี้นกสายพันธุ์ใหม่ เราได้ส่งมอบความรู้ด้านเทคโนโลยีการปลูกให้กับเกษตรกรตั้งแต่การเตรียมแปลง การย้ายปลูก การดูแลจัดการปุ๋ย น้ำ การตัดแต่งการทำค้าง ตลอดจนเทคนิคการเก็บเกี่ยวที่ถูกต้องและเหมาะสม จุดมุ่งเน้น คือ ทำอย่างไรให้คนบ้านสำราญหรือบ้านดอนกลาง สามารถปลูกผักเพื่อบริโภคในชุมชน มีรายได้ มีเงินเก็บ สามารถลดค่าใช้จ่ายในการซื้อผักกินอย่างน้อยวันละ 30 บาท ต่อครัวเรือน เกิดรายได้เสริม นอกจากอาชีพการทำนา”

“ถัดมาเรามองศักยภาพของพื้นที่ เราเปิดพื้นที่ใหม่ ดังนั้น พืชอื่นๆ ที่ไม่ใช่พืชที่เรารับประทานอยู่ประจำ เช่น ผักกาดหัว – จุดเด่นของภาคอีสาน ถ้าผักกาดหัวฤดูร้อนจะปลูกไม่ได้แล้ว แต่เมืองบัวเราใช้เทคโนโลยีการหมักดิน การขึ้นแปลงสูง เพื่อให้ดินร่วนซุย ก่อนที่จะปลูกดังนั้น ระยะเวลา 40-45 วัน เราได้ผักกาดหัว น้ำหนัก 3-4 หัวต่อกิโลกรัม ราคาขายต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับราคาตลาดกลาง ทำให้เกิดรายได้อีกช่องทางหนึ่ง ตลาดผักที่คล้ายผลไม้ คือมะเขือเทศเชอรี่ ซึ่งเกษตรกรยังไม่เคยปลูกเลย ตัวนี้ตอนปลูกแรกๆ ยังรู้สึกว่า เอ๊ะจะปลูกยังไง ทำไมต้องตัดแต่ง ทำไมต้องทำค้าง ทำไมต้องมีอันโน้นอันนี้แต่ปัจจุบันเขาเปิดขายได้รายได้แถมราคาสูง ปัจจุบันชาวบ้านเขามีรายได้อยู่ที่ 7,000 บาท จะเก็บผลผลิตได้อีกประมาณเดือนครึ่ง ตรงนี้จะสร้างรายได้ให้เขา”

image_pdfimage_print