“ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่” ตำนานพื้นบ้านที่สะท้อนเกี่ยวกับชีวิตชาวนาและความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ และเป็นวรรณกรรมพื้นบ้านที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สะท้อนเรื่องราวของ “บักทอง” ในมุขปาฐะ (oral literature) ที่ถูกเล่าส่งต่อสืบทอดกันมาอย่างเข้มข้นยาวนานในพื้นที่แถบจังหวัดยโสธร นอกจากบทความนี้จะชี้ชวนผู้อ่านทำความรู้จักกับตำนานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ในแง่คิดคำสอนด้านคุณธรรมแล้ว ยังชวนขยายปริมณฑลความรู้ความเข้าใจเชื่อมโยงถึงอารมณ์และความรู้สึกของชาวนา และความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจที่ชาวนาอีสานต้องเผชิญ 

ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ณ บ้านตาดทอง จังหวัดยโสธร

“ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่” ตำนานพื้นบ้านอีสาน

ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ คือ วรรณกรรมพื้นบ้านที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ปี พ.ศ. 2553-2558 จากการขึ้นทะเบียนทั้งสิ้น 58 รายการ จัดอยู่ในประเภท “ตำนานพื้นบ้าน” หมายถึง เรื่องเล่าที่มีความสัมพันธ์กับความเชื่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พิธีกรรม ประวัติศาสตร์ และศาสนาในท้องถิ่น (กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, 2559) คำว่า “ก่องข้าว” หมายถึง กล่องข้าวเหนียว หรือกระติบข้าวเหนียว ตำนานพื้นบ้านเรื่องนี้ได้รับความสนใจและถูกนำเสนอในรูปแบบต่างๆ หลากหลาย เช่น พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา ได้นำเสนอผ่านการประพันธ์เป็นบทเพลงให้ เทพพร เพชรอุบล (ขับร้อง) หรือถูกนำเสนอผ่านภาพยนตร์ ถ่ายทอดเรื่องราวเป็นหนังสือนิทาน การแสดงต่อยอดด้านนาฏศิลป์ เป็นต้น 

นักวิชาการด้านคติชนจำนวนหนึ่งให้ความสนใจตำนานเรื่องนี้ ศุภกานต์ จรรยานุกูล และณฐภรณ์ รัตนชัยวงศ์ (2019) ชี้ให้เห็นว่า แม้ตำนานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่จะได้รับความสนใจวงกว้าง แต่การนำส่วนที่เป็นความรู้สึกของตัวละครหลักและเรื่องราวจากคติแฝงมาสร้างสรรค์ต่อยอดยังพบค่อนข้างน้อย 

ผู้เขียนพบว่า การนำเสนอตำนานเรื่องนี้มีความเคลื่อนไหล ไม่ถูกแช่แข็ง และมีหลากหลายสำนวน ถูกดัดแปลงนำเสนอตามความสนใจ แต่ส่วนร่วมของการนำเสนอมักคล้ายกัน คือ เปิดมุมมองและแง่คิดเชิงศาสนา คุณธรรม และความกตัญญูต่อบุพการี ผู้เขียนจึงอยากชวนผู้อ่านเปิดมุมมองและขยายปริมณฑลความเข้าใจเพิ่มเกี่ยวกับตำนานพื้นบ้านก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ทะลุกรอบความสนใจเดิมที่มักให้น้ำหนักไปทางศาสนา คุณธรรม และความกตัญญูต่อบุพการี ต้องการนำเสนอให้เห็นว่า ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ เป็นวรรณกรรมพื้นถิ่นอีสานที่ดำรงอยู่และสะท้อนสังคมชาวนาและความเหลื่อมล้ำ

วิถีชีวิตคนยโสธรนิยมใช้กะติบข้าว ก่องข้าว และมวยนึ่งข้าวในชีวิตประจำวัน (ที่มา : หนังสือ วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดยโสธร, หน้า 112.)

ความสนใจตำนานพื้นบ้าน “ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่”

พบว่า บางงานศึกษาสนใจตำนานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ โดยอธิบายผ่านแนวคิดวรรณกรรมหลังสมัยใหม่ (meta-fiction) คือ การรื้อโครงสร้างในการเล่าเรื่องดั้งเดิม เพื่อสร้างเนื้อหาและภาวะการณ์รับชมในรูปแบบใหม่ (สรณัฐ ไตลังคะ, 2560 อ้างใน องอาจ หาญชนะวงษ์, 2563) ซึ่ง องอาจ ได้กล่าวถึง การศึกษาพัฒนาการของตำนาน “ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่” ในภาพยนตร์จากสัจนิยมสู่หลังสมัยใหม่ ได้แก่ ภาพยนตร์ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ (2523) และ ภาพยนตร์คนไฟบิน (2549) นอกจากนั้น ตำนานได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวเป็นหนังสือนิทานเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ และในเว็บไซต์ เช่น folktales.sac.or.th สะท้อนคติสอนใจว่า “อย่าให้ความโกรธครอบงำ จนนำไปสู่บาปมหันต์ ก่อนที่จะสายเกินแก้” และเป็นตำนานพื้นบ้านของจังหวัดยโสธรที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตคนในท้องถิ่น ซึ่งกรมส่งเสริมวัฒนธรรมเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับตำนานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ไว้ในหนังสือ วรรณกรรมพื้นบ้าน: มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ

ภาพยนตร์ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ (2523) (ที่มา : https://www.matichon.co.th/entertainment/news_1504096)
ภาพยนตร์คนไฟบิน (2549) (ที่มา : https://2g.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/tabunfire/kfb.html)
ภาพยนตร์เรื่องก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ สามารถดูออนไลน์ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=o1qUJ3qD9pI

เรื่องของ “บักทอง” กับก่องข้าวน้อย

ตำนานพื้นบ้าน “ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่” เกิดขึ้นที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดยโสธร (ภายหลังตั้งชื่อหมู่บ้านตาดทอง) วรรณกรรมมุขปาฐะบอกเล่าผ่านรุ่นสู่รุ่นเรื่อยมามากกว่า 100 ปี ได้กล่าวถึง “บักทอง” ตัวละครหลัก ชายหนุ่มวัยแรงงานที่มีอาชีพทำนาอาศัยอยู่กับแม่ซึ่งเป็นหญิงสูงอายุ ในตำนานได้ฉายให้เห็นฉากสำคัญเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวนาอีสาน การทำนามักจะเริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่ด้วยการแบ่งบทบาททางเพศของสมาชิกในครอบครัว ผู้ชายเป็นกำลังหลักในการลงแรงหว่านไถ ผู้หญิงเป็นกำลังหลักด้านการดูแลครอบครัวและจัดการอาหาร การทำนาของคนอีสานสมัยก่อนใช้เทคโนโลยีความรู้ท้องถิ่น เช่น จอบ เสียม มีด แอกไถนา และอาศัยน้ำจากธรรมชาติ การปลูกข้าวเป็นอาชีพหลักที่สร้างความมั่นคงทางอาหาร รายได้ และการกินดีอยู่ดี ได้ข้าวจำนวนมากหรือน้อยในแต่ละปีขึ้นอยู่กับ ดิน ฟ้า อากาศ ต่างจากการทำนาในปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่และปัจจัยการผลิตต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง

วรรณกรรมเรื่อง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ (ที่มา : https://fliphtml5.com/tskie/bhny/basic)

นอกจากนั้น ตำนาน ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ได้ชวนสัมผัสถึงอารมณ์และความรู้สึก (emotion) ของชาวนาที่ต้องใช้แรงทำงานอย่างหนัก เริ่มต้นเข้างานตั้งแต่เช้าตรู่ ลงแรงหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน หรือลงทุนทำงานขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการกันเองภายในครอบครัว 

…วันหนึ่งบักทองออกไปไถนาแต่เช้าตรู่พอถึงยามสายจึงหิวข้าวแต่แม่ชรามาส่งก่องข้าวให้ช้ากว่าทุกครั้ง บักทองนั่งพักเฝ้ารอคอยแม่มาส่งข้าวด้วยความหิว ท่ามกลางแสงแดดของพระอาทิตย์ยามสายที่ร้อนยิ่งทวีความหิว เมื่อมองเห็นแม่เดินมาตามคันนาสะพายก่องข้าว (ห้อยต่องแต่งมา) บักทองรู้สึกไม่พอใจเพราะเห็นก่องข้าวขนาดเล็ก ดังนั้น ความหิวจึงพาอารมณ์พลุ่งพล่านเข้าใจว่าก่องข้าวเล็กจะกินไม่อิ่ม เกิดบันดาลโทสะคว้าไม้แอกไถนาขึ้นตีแม่ชราล้ม เมื่อกินข้าวจนอิ่มพบว่าข้าวไม่หมดจึงรู้สึกผิดรีบวิ่งไปดูแม่แต่แม่สิ้นใจตายแล้ว บักทองเสียใจจึงปั้นอิฐก่อเป็น “ธาตุ” บรรจุกระดูกของแม่ภายหลังผู้คนเรียกว่า “ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่”

“ธาตุ” ไม่ใช่ “พระธาตุ” 

ตำนาน ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ถูกเล่าส่งต่อกันในสังคมชาวนา (จ.ยโสธร และอีสานเรื่อยมา) บุญยงค์ เกศเทศ (2563) ชี้ว่า ชาวบ้านเล่าเรื่องราวเป็นนิทานมุขปาฐะสืบทอดกันมายาวนาน โดยเฉพาะการเล่าถึงฤดูฝนแต่ละครัวเรือนต้องไถแปรผืนนา เพื่อเพาะหว่านข้าวกันเป็นปกติวิสัยของชุมชนเกษตรกรรม ขณะที่กรมศิลปากรได้ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีบริเวณแห่งนี้คาดว่ามีความเกี่ยวข้องกับตำนานการก่อสร้างพระธาตุพนม และสันนิฐานว่าพื้นที่นี้เคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของผู้คนก่อนยุคประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งพบภาพเขียนสียุคเดียวกับโบราณสถานบ้านเชียง และคนพื้นถิ่นแถบนี้ไม่นิยมเรียกว่า “พระธาตุ” แต่จะเรียกว่า “ธาตุ” ในภาษาถิ่นอีสาน คือ ธาตุใส่กระดูกของบุคคลธรรมดา (ไม่ใช่อัฐิพระ) 

ที่มา : หนังสือวัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดยโสธร หน้า 68.

“ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่” เชื่อมโยงสังคมชาวนาและความเหลื่อมล้ำ 

เรื่องราวชีวิตของ “บักทอง” ชายหนุ่มอีสานที่มีอาชีพทำนา แต่พลาดมือทำร้ายแม่เพราะความหิวและความโกรธ โครงเรื่องในตำนานผ่อนคลายความตึงเครียดโดยบักทองสำนึกผิด และได้บทสรุปเป็นคติสอนใจเชิงศาสนา คุณธรรม และความกตัญญูต่อบุพการี แต่ในบทความนี้อยากชวนผู้อ่านเปิดมุมมองไปพร้อมกับการตั้งคำถามต่อ 

แท้ที่จริงบักทองฆ่าแม่ หรือความเหลื่อมล้ำเป็นอำนาจบงการให้บักทองลงมือ

เนื่องจากพบว่า ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ได้รับการยกย่องให้เป็นตำนานพื้นบ้านของอีสาน แต่มุมมองที่ถูกกล่าวถึงส่วนใหญ่อยู่ในกรอบคติชนวิทยา คำสอน และศาสนา เพราะการมองในความสูญเสียและชีวิตอาจดูเหมือนว่า บักทองเป็นคนไร้ความกตัญญู แต่เมื่อมองลึกๆ โดยลดอคติต่อบักทองจะเห็นว่า มุมหนึ่งบักทองเป็นคนกตัญญูรู้คุณ รู้จักทำการทำงาน ไล่ควายไปลงแรงไถนาเพื่อครอบครัว แต่เพราะความหิวทำให้บักทองเกิดอารมณ์ชั่ววูบ อย่างไรก็ดี ถึงส่วนนี้ผู้เขียนจึงชวนผู้อ่านทะลุกรอบเดิมผ่านมุมมองด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับ “สังคมชาวนากับความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ” ที่ชาวนาอีสานฐานะยากจนเหมือนบักทองต้องแบกรับและต่อสู้ดิ้นรน เพื่อให้ครอบครัวกินดีอยู่ดีท่ามกลางความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงตลอด ทั้งเงื่อนไขและปัจจัยการผลิตต่างๆ ชาวนาอีสานแบกรับภาระหนักอึ้งเสมอมา 

หากบักทองมีตัวตนอยู่จริง แล้วชีวิตลูกหลานของบักทองปัจจุบันเป็นอยู่อย่างไร

การลงพื้นที่ภาคสนามในพื้นที่จังหวัดยโสธร พบว่า ปัจจุบันคนรุ่นใหม่บ้านตาดทองและอีสาน ที่อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกันกับบักทองส่วนใหญ่กลายเป็นแรงงานอพยพ ย้ายตัวเองออกจากถิ่นอีสานสู่พื้นที่อุตสาหกรรมและบริการในเมือง คนในหมู่บ้านปัจจุบันเหลือเพียงแต่เด็กและคนชรา พบอีกว่า ชีวิตของชาวนาจำนวนไม่น้อยยังมีคุณภาพชีวิตยากลำบากท่ามกลางความเหลื่อมล้ำ อีกทั้งพบว่า นโยบายการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทำกิน ที่ดิน ที่นา และพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติของชาวนา เช่น การสร้างเขื่อนปิดกั้นแม่น้ำซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญสำหรับทำนา การสร้างโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และผลกระทบจากนโยบายการบริหารจัดการน้ำในอีสานสร้างปัญหาและภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบนาข้าว 

อย่างไรก็ตาม ชาวนาอีสานต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ทั้งสภาพความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิตและเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม วาทกรรมการพัฒนา เขื่อน และการจัดการน้ำในอีสานที่เป็นผลกระทบต่อนิเวศวิทยาและที่ดินทำกินของคนอีสาน ฯลฯ แม้ชาวนาอีสานได้รับผลกระทบและประสบปัญหาต่างๆ แต่ก็ไม่ได้ยอมจำนน ต่อสู้ ดิ้นรน และพยายามส่งเสียงตอบโต้มายาคติ “โง่ จน เจ็บ” ของคนที่ไม่เข้าใจชาวนา และชาวนาอีสานรวมตัวเคลื่อนไหวทางการเมืองมาโดยตลอด 

สมชัย ภัทรธนานันท์ (2559) กล่าวถึง ทฤษฎีการลุกฮือของชาวนากับการวิเคราะห์การต่อสู้ของชาวนาอีสาน สะท้อนว่า การสร้างความเข้าใจสาเหตุของการจับอาวุธขึ้นสู้ของ “ชาวนา” มีสาเหตุมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น การละเมิดเศรษฐกิจเชิงศีลธรรม หรือการไตร่ตรองผลได้ผลเสียอย่างถี่ถ้วน ดังนั้น หากจะชวนมองในเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับการจับ “แอก” (อาวุธที่บักทองใช้ลงมือนั้น) อาจแฝงเร้นแง่คิดบางอย่างที่ตำนานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่พยายามสื่อสารทางสังคมเกี่ยวกับความโกรธแค้นของชาวนาที่ต้องแบกรับความลำบากเพียงลำพัง ลงทุน และลงแรงอย่างมากกลับได้ผลตอบแทนเพียงเล็กน้อย 

อ้างอิง 

  • ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ นิทานพื้นบ้านอีสาน. https://www.isangate.com/new/nitan-isan/9-word/838-kong-kao-noi.html. เข้าใช้ข้อมูลเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2567.
  • กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (2559). วรรณกรรมพื้นบ้าน: มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ. สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์. เว็บไซต์ http://book.culture.go.th/newbook/ich/dcp6/files/mobile/index.html#3. เข้าใช้ข้อมูลเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567.
  • บุญยงค์ เกศเทศ. (2563). ตำนาน “ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่” วัดทุ่งสะเดา ตำบลตาดทอง เมืองยโสธร. เว็บไซต์ https://www.technologychaoban.com/thai-local-wisdom/article_162637. เข้าใช้ข้อมูลเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567.
  • สมชัย ภัทรธนานันท์. (2559). ทฤษฎีการลุกฮือของชาวนากับการวิเคราะห์ การต่อสู้ของชาวนาอีสาน. วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. 12(1): 75-107.
  • องอาจ หาญชนะวงษ์. (2563). พัฒนาการของตำนาน “ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่” ในภาพยนตร์จากสัจนิยมสู่หลังสมัยใหม่. วารสารศิลปกรรมและการออกแบบแห่งเอเชีย. 1(1): 38-55.
image_pdfimage_print