วิกฤตการณ์การเงิน 2540 หรือ ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท จาก 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนตัวลงสูงสุดเกือบ 52 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ผู้ที่กู้เงินจากธนาคารเป็นหนี้เพิ่มขึ้นเท่าตัวเพียงช่วงข้ามคืน และต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เหตุเกิดจากการบริหารที่ผิดพลาดของภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งก่อให้เกิดหนี้สาธารณะเป็นจำนวนมาก 

เพลงลูกทุ่งอีสานในช่วงปี 2540 เริ่มมีการกล่าวถึงแรงงานอีสานมากขึ้น เพราะในช่วงก่อนการเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและคนในประเทศสูง โดยเฉพาะในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คนอีสานเริ่มเข้ามาขายแรงแลกเงินมากขึ้น พร้อมกับการที่กรุงเทพมหานครกลายเป็นเมืองที่มีความเจริญอย่างก้าวกระโดด

ภาพตึกร้างสาทร สัญลักษณ์ของวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540

“จากแดนอีสาน บ้านเกิดเมืองนอน มาเล่นละคร บทชีวิตหนัก”

เนื้อเพลงท่อนหนึ่งจากเพลง ละครชีวิต ถ่ายทอดโดยศิลปิน ไมค์ ภิรมย์พร เผยแพร่เมื่อปี 2539 – 2540 เป็นบทเพลงที่ขึ้นชื่อว่าถ่ายทอดและบรรยายเรื่องราวของคนอีสานพลัดถิ่นเพื่อเข้ามาทำงานในเมืองหลวงได้ดีที่สุดเพลงหนึ่ง และเป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน

ซึ่งในช่วงปี 2528 ก่อนการเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ไทยได้เข้าร่วมข้อตกลง Plaza Accord หรือการย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศของญี่ปุ่น ทำให้เกิดโรงงานอุตสาหกรรมมากมายในไทย โดยมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากญี่ปุ่นที่ไหลเข้าไทยเพิ่มขึ้น 25 เท่าในช่วงปี 2528 – 2533  ถึงขนาดที่ว่าไทยได้ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย

“หมดแรงอ่อนล้า นี่แหละหนาคนจนสู้และดิ้นรน บางครั้งก็โดนผู้คนลวงล่อ ตกงานบ่อยครั้ง เงินซื้อข้าวยังไม่พอ มันท้อ มันตรมเพียงใด ช้ำใจ ปวดร้าว”

เนื้อหาส่วนหนึ่งของเพลงที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อในเมืองหลวงมีงานทำ คนอีสานมักจะชักชวนกันพลัดถิ่นเข้ามาทำงานเพื่อแสวงหาความมั่งคั่ง แต่บางรายอาจถูกล่อลวงเข้ามาทำงานโดยนายจ้าง เพื่อที่นายจ้างจะได้แรงงานราคาถูก ไม่ได้มีสวัสดิการรองรับ โดยไม่สนใจชีวิตหรือความเป็นอยู่ของแรงงานอีสานที่ต้องพลัดพลาดจากบ้านเกิดเข้ามาทำงาน

ละครชีวิตเป็นเพียงตัวอย่างบทเพลงที่มีการเล่าถึงการถูกกดทับของแรงงานอีสานผ่านมุมของการถูกล่อลวงให้เข้ามาทำงานในเมืองหลวงเพียงเท่านั้น ยังมีอีกหลายบทเพลงที่อธิบายถึงการกดทับแรงงานอีสานในอีกหลายมุม 

หลังจากผ่านช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 เศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2543 ยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัว คาดว่าจะขยายตัวระหว่างร้อยละ 4.0-4.5 ซึ่งไม่แตกต่างจากปี 2542 มากนัก โดยการขยายตัวชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี ตามการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนรวม ขณะที่ภาครัฐระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เพราะต้องการควบคุมการก่อหนี้ภาครัฐไม่ให้สูงเกิน

“ชีวิตรายวัน อยู่กับงานปัญหามากมาย หากบ่มีแรงใจจากอ้าย ต้องท้อไปนาน”

เนื้อหาส่วนหนึ่งจากเพลง แรงใจรายวัน ในปี 2543 ของ ศิริพร อำไพพงษ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แรงงานอีสานนั้นยังต้องพบเจอปัญหาต่างๆ ในที่ทำงานอยู่ ถึงแม้มีที่พึงทางใจอยู่แล้วก็ตาม ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปดูค่าแรงขั้นต่ำของไทยในปี 2543 อยู่ที่วันละประมาณ 133 บาท หรือประมาณเดือนละ 3,990 บาท เท่านั้น ซึ่งเมื่อนำมาหักลบกับค่าเช่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ และส่งกลับให้ทางบ้านแล้วละก็อาจจะเป็นจำนวนเงินที่ไม่สามารถใช้ได้แม้แต่เดือนชนเดือน

ถึงแม้ว่าสถิติผู้รู้หนังสือของประเทศไทย จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2543 จะรายงานว่า ประชากรอายุ 5 ปีขึ้นไป อ่านออกเขียนได้ ร้อยละ 92.6 แต่ไม่ได้เป็นสิ่งการันตีว่า การอ่านออกเขียนได้ของแรงงานจะช่วยให้สามารถหางานที่ดีมีรายได้สูงทำได้ ยกตัวตัวอย่างเช่น ในเนื้อหาของเพลง ดอกหญ้าในป่าปูน

“เอาแรงเป็นทุน สู้งานเงินเดือนต่ำๆ เก็บเงินเข้าเรียนภาคค่ำ ก่อความหวังบนทางเปื้อนฝุ่น” ท่อนหนึ่งในเพลง ดอกหญ้าในป่าปูน ศิลปิน ต่าย อรทัย เมื่อปี 2545 ในอัลบั้มชุดที่ 1 ดอกหญ้าในป่าปูน ที่แสดงให้เห็นว่า แรงงานในเพลงนี้ถูกกดทับจากเจ้านายในเรื่องของค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากเรื่องของการศึกษา เพราะแรงงานส่วนใหญ่ที่พลัดถิ่นเข้ามานั้นจะมีระดับการศึกษาในระดับที่ค่อยข้างต่ำ และงานที่ได้ทำก็มักจะเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานอย่างหนัก เพียงเพราะไม่มีวุฒิการศึกษา และต้องใช้แรงกายเพื่อแลกกับเศษเงิน

ดอกหญ้าในป่าปูนจึงเป็นเหมือนเพลงตัวอย่างของแรงงานในภาคการศึกษา ที่ต้องอดทนและดิ้นรนทำทุกอย่างเพื่อที่ให้ตนเองได้มีเงินเรียนหนังสือ เพราะอย่างน้อยที่สุดการที่มีวุฒิการศึกษาสูงขึ้น ก็เปรียบเสมือนบันไดขั้นหนึ่งในการแสวงหางานที่ได้เงินเดือนระดับสูงขึ้น

“เงินเดือนสามพัน ลูกจ้างในห้องอาหาร ต้องล้างถ้วยล้างจาน จนใบสุดท้าย ค่อยได้นอน”

 ท่อนหนึ่งจากบทเพลง สาวนาพเนจร จากอัลบั้ม ชุดที่ 3 คนใกล้เมื่อไกลบ้าน ศิลปิน ต่าย อรทัย เมื่อปี 2548 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แรงงานอีสานถูกใช้งานอย่างหนัก ต้องทำงานให้แล้วเสร็จ จึงจะได้ค่าจ้างและได้พักผ่อน แม้จะเหนื่อยล้าเพียงใดก็ต้องอดทนทำงาน อดทนเพื่อรอวันที่จะได้กลับบ้านไปหาครอบครัวที่ต่างจังหวัด

เมื่อมองตามความเป็นจริง เพลงสามารถอธิบายได้ถึงการกดค่าจ้างของนายจ้างได้อย่างเห็นได้ชัด เพราะค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานในปี 2548 นั้นอยู่ที่ ประมาณวันละ 139-181 บาท นั่นแสดงให้เห็นว่ารัฐไม่สามารถควบคุมหรือทำให้ค่าจ้างของแรงงานนั้นสัมพันธ์กับความเป็นจริงได้

วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ 2550 เกิดอยู่สหรัฐฯ กระทบฮอดไทย

ผลกระทบจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ในช่วงปี 2550-2551 ส่งผลให้ดัชนีราคาหุ้นตกต่ำทั่วโลก ทำให้การลงทุนของสหรัฐอเมริกาในประเทศไทยลดลงอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทยชะลอตัว การส่งออกของไทยเกิดปัญหา แรงงานอีสานในยุคนี้จึงต้องเผชิญกับการเสี่ยงที่จะโดนเลิกจ้างอย่างกะทันหัน เกิดปัญหาเศรษฐกิจเป็นพิษต่อเนื่อง กระทบถึงแรงงาน และแน่นอนว่า อาการบาดเจ็บดังกล่าวนั้นถูกสะท้อนไปถึงการถ่ายทอดในหลายบทเพลง

“แค่โรงงานปิดคิดหยังกะด้อ ทุ่งนาแม่พ่อของเฮายังมี โรงงานโดนน็อกข่าวออกทีวี เศรษฐกิจบ่ดีรัฐบาลเพิ่นว่า” เวลคัม ทู ทำนา ผลงานเพลงจากศิลปินพระเอกใหญ่ ไหมไทย หัวใจศิลป์ ช่วงสังกัด จี.เอ็ม.เอ็ม. แกรมมี่ โกลด์ ในปี 2552 เพลงสื่อถึงการที่หนุ่มสาวชาวโรงงานอีสานนั้นตั้งตกงานอย่างกะทันหันเนื่องจากโรงงานปิดเป็นจำนวนมากเพราะพิษของเศรษฐกิจตามคำแถลงของรัฐบาล เนื้อหาของเพลงเน้นการปลอบใจและเสนอทางเลือกว่า ถ้าหากตกงานแล้วไม่รู้จะทำอย่างไรให้ลองกลับมาทำนาและใช้ชีวิตอยู่ที่ภูมิลำเนาของตนเอง

โรงงานปิดคิดฮอดน้อง เพลงในอัลบั้มชุดที่ 4 โรงงานปิดคิดฮอดน้อง ของมนต์แคน แก่นคูณ เผยแพร่เมื่อปี 2552 น่าจะเป็นตัวอย่างเพลงที่สามารถอธิบายเหตการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น​นาปี 2550 ได้ดีที่สุดเพลงหนึ่ง เพราแค่เกริ่นเพลงขึ้นมาก็สามารถสรุปได้ว่าช่วงนั้นแรงงานอีสานกำลังเผชิญกับปัญหาและผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์อย่างไร 

“เจ้าไปอยู่ไสโทรหายามใดบ่เคยติดตั้งแต่โรงงานปิด เจ้าก็หายมิดจ้อยลืมกัน ตลาดหุ้นเหงาทำให้คนบ้านเฮาตกงาน กลับเมื่อตั้งหลักอยู่บ้านหรือได้งานใหม่แล้วบ่ข่าว”

เพลงได้อธิบายถึงสภาพปัญหาทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่ประเทศไทยต้องเผชิญ ทั้งการดิ่งลงของหุ้นไทยเกือบ 60% การปิดตัวของโรงงานในภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้แรงงานอีสานนั้นตกงานอย่างกะทันหัน ต้องกลับบ้านหรือไม่ก็ต้องย้ายงานเพื่อหางานใหม่ แต่งานใหม่ในตลาดแรงงานนั้นกลับหายากมากขึ้น เพราะโรงงานทยอยตัวปิดกิจการ ซึ่งแรงงานอีสานส่วนใหญ่นั้นเลือกที่จะกลับมาตั้งหลักอยู่ที่บ้านก่อน เพราะอย่างน้อยก็ยังมีที่อยู่อาศัย คงอยู่โดยการใช้วิถีชีวิตแบบไทบ้าน รอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

เมื่อนำเพลงทั้งสองเพลง คือ เพลง เวลคัม ทู ทำนา และเพลง โรงงานปิดคิดฮอดน้องมาย้อนดูสภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงนั้น จะเห็นได้ว่า สมเหตุของการตกงานของแรงงานอีสานในเพลง คือ การปิดตัวปิดกิจการของโรงงานในภาคอุตสาหกรรมโดยมีทั้งประเภทอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ สิ่งทอ ท่องเที่ยว จากข้อมูลของ MGR Online รายงานว่า มีการปิดตัวของโรงงานไปกว่า 700 แห่ง และโรงงานไม่สามารถชดเชยค่าใช้จ่ายในการเลิกจ้างได้ทั้งหมด 

ส่วนข้อเสนอในการจัดหางานของแรงงานไทยในวารสารสถานการณ์ตลาดแรงงาน 2552 โดยกองวิจัยตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน คือ การแนะนำแรงงานให้ไปทำงานในต่างประเทศ ซึ่งประเทศที่น่าสนใจ ณ ขณะนั้น คือ ไต้หวัน เพราะต้องการแรงงานในภาคการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่ไต้หวันก็มีการจำกัดแรงงานจากต่างประเทศ โดยจำกัดให้มีแรงงานจากต่างชาติได้ไม่เกิน 300,000 คน และแน่นอนว่าปัญหาที่ตามมาต่อจากนั้น คือ การลักลอบเข้าไปทำงานอย่างผิดกฎหมาย

ปรากฏการณ์ลานีญาในปี 2554 ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเจอกับภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ นั่นคือ ปัญหาอุทกภัย หรือ น้ำท่วม ซึ่งถือว่าเป็นมหาภัยพิบัติสูงสุดในรอบ 70 ปี ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นเพียง ร้อยละ 0.1 การผลิตในทุกภาคส่วนต้องหยุดชะงัก ไม่สามารถผลิตได้ เพลงลูกทุ่งอีสานในช่วงนี้จึงเน้นเป็นเพลงที่ให้กำลังใจ และเรื่องความเชื่อใจของคนรัก มากกว่าการพูดถึงประเด็นแรงงาน กระแสเพลงเกี่ยวกับความรักเป็นที่นิยมของตลาด จนทำให้การผลิตเพลงที่เกี่ยวผู้ใช้แรงงานนั้นลดลงจนถึงปี 2563 ถึงแม้ว่าจะมีการผลิตงานเพลงเกี่ยวกับผู้ใช้แรงงานก็เป็นเพียงการนำบทเพลงเก่ามาขับร้องใหม่โดยศิลปินใหม่เพียงเท่านั้น

โควิด – 19 เมืองปิด เศรษฐกิจซบเซา บ้านเฮากะเมือบ่ได้

ปี 2562 หลังจากการระบาดของโควิด – 19 รัฐมีมาตราการปิดเมือง ประกาศเคอร์ฟิวส์ กำหนดให้คนเข้า-ออก อย่างเป็นเวลา โควิด – 19 นอกจากจะกระทบต่อเศรษฐกิจของนานาประเทศทั่วโลกแล้ว ยังกระทบต่อสุขภาพของคนด้วย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงานในภาคของการบริการ ที่สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ไม่สามารถเปิดทำการได้ตามปกติ การเดินทางกลับต่างจังหวัดต้องมีการกักตัวหลายวัน มากไปกว่านั้น คือ อาจเกิดการรังเกียจจากคนท้องถิ่นว่าเป็นพาหะนำโรคได้ ความท้าทายของแรงงานในยุคนี้ คือ การที่ตกงานแล้วไม่สามารถกลับภูมิลำเนาได้ดังเดิม ด้วยเหตุผลทางสุขภาพ และกลัวการแพร่ระบาดของโควิด – 19

ศิลปินนักร้องหลายคนใช้เพลงเพื่อเป็นสื่อบรรยายความรู้สึกของตนเองในช่วงของการระบาดของโควิด – 19 อาทิเช่น กระต่าย พรรณิพา เพลง โควิดกะย่าน คนอยู่บ้านกะอยากกอด ที่อธิบายถึงความรู้สึกทรมานใจเมื่อตกงาน ไม่มีเงิน แต่ไม่สามารถที่จะกลับบ้านได้ว่า “โควิดกะย่านคนอยู่บ้านกะอยากเมือกอด เงินกะช็อตงานบ่เดินขาดเขินซุอย่าง บ่ได้ติดเชื่อบ่ได้เป็นไข้แต่ใจมันอุกอั่ง ถ่าอีกจักวางทางใจสองเฮาจั่งค่อยเว้ากัน”

การอำลาของสาวโรงงานหลังพิษเศรษฐกิจโควิด-19 ปี 2563 จากสำนักข่าวมติชน

ส่วนในฝั่ง จี.เอ็ม.เอ็ม แกรมมี่ ได้กลับมาทำผลงานเพลงเกี่ยวกับผู้ใช้แรงงานอีกครั้ง อาทิเช่น แรงก้อนสุดท้าย บทเพลงของศิลปินดังอย่าง มนต์แคน แก่นคูน เมื่อปี 2563 เป็นตัวอย่างของเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกว่า ความเป็นจริงกับความฝันของแรงงานนั้นช่างไกลกันเหลือเกิน จนต้องปรับขนาดของความฝันให้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด ดังที่ปรากฏในเนื้อเพลงว่า ปรับขนาดความฝันให้เล็กลง ให้มันตรงกับที่เราทำได้ เก็บแรงก้อนสุดท้าย กลับไปหา ไปกอดความสุขใจที่บ้านเฮา”

“ตรงนี้เมืองใหญ่ไม่ใช่บ้านเฮา ต้องเสียค่าเช่าด้วยเหงื่อด้วยเหงาด้วยกำลัง คำว่าสักวันไม่เคยเห็นเลยสักครั้ง เราจะกลับหลังย้อนรอยเมื่อวาน หรือดันทุรังสู้ไป”

สะท้อนให้เห็นว่าแรงงานอีสานนั้นต้องเลือกว่าจะอยู่สู้ต่อเพื่ออนาคต หรือถอยกลับไปยากจนดังเดิม ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากที่จะกลับบ้านในสถานการณ์ที่งานนั้นหายากเต็มที การสั่งปิดกิจการที่ยืดเยื้อของรัฐส่งผลให้แรงงานไม่สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ ขาดรายได้หลัก บางรายถึงขั้นตกงานจากโรคระบาด ถึงแม้ว่าจะมีการช่วยเหลือจากรัฐแต่ก็ไม่ได้เพียงพอต่อการเยียวยาชีวิตให้ผ่านพ้นวิกฤตตามความเป็นจริงได้

ช่วงปี 2562 เกิดกระแสเพลงลูกทุ่งแบบใหม่ขึ้น ซึ่งเพลงได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพิ่มเข้ามา คือเพลง วอนหลวงพ่อรวย เนื้อหาส่วนใหญ่ในจะเป็นการอ้อนวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องของหน้าที่การงาน เรื่องการเงิน เมตตามหานิยม ซึ่งเหมือนว่าการบนบานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นจะเห็นผลทันใจกว่าการรอสวัสดิการช่วยเหลือจากรัฐ ซึ่งเราอาจจะสามารถอนุมานได้ว่า เหตุผลที่คนต้องหันไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะช่วงก่อนหน้านั้น เศรษฐกิจในประเทศซบเซา อยู่ในอำนาจการปกครองของ คสช. หรือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และพรรคที่สืบทอดอำนาจชนะเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2560 จึงทำให้คนในประเทศไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล

เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวขึ้น ร้อยละ 1.8 ในปี 2566 อยู่ในช่วงฟื้นตัวตามรายรับในภาคการท่องเที่ยว ส่วนหนึ่งคาดว่าเป็นผลจากจำนวนวันพักของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น เมื่อเห็นว่าโอกาสในการทำงานมาถึง จึงเกิดเป็นเพลงที่ปลุกใจผู้ใช้แรงงานขึ้นอีกครั้ง อาทิเช่น เสาหลักของบ้านแรงงานของนาย

เสาหลักของบ้าน แรงงานของนาย เพลงฮิตจาก เบียร์ พร้อมพงษ์ เผยแพร่เมื่อปี 2566 ที่ได้อธิบายถึงการโดนขมขู่จากเจ้านายด้วยคำว่าไล่ออก ดังที่ปรากฏในเนื้อเพลงว่า “คำว่าไล่ออกกะอย่าสิเว้าดู๋หลาย อีหลีครับนาย ได้ฟังแล้วผมมันกดดัน” เนื้อหาส่วนใหญ่ของเพลงจะกล่าวถึงแรงงานที่เป็นเหมือนเสาหลักของบ้าน และต้องดูแลค่าใช้จ่ายทุกอย่างภายในบ้าน ซึ่งหวังเพียงความเห็นใจจากนายจ้างไม่ให้เลิกจ้างงานตนเองเพียงเท่านั้น และอดทนสู้งานเพื่อความฝันและอนาคตที่ดีของครอบครัว

การกลับบ้านอาจบ่แม่นทางออกที่ดีที่สุด

สภาพแวดล้อมทางสังคม ครอบครัว ที่อยู่อาศัย เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คนอีสานต้องผันตัวเพื่อไปเป็นผู้ใช้แรงงาน บ้านเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญสำหรับใครหลายคน เพราะการกลับบ้านเหมือนการกลับไปเติมพลังใจเพื่อไปสู้งานต่อ เพลงลูกทุ่งอีสานส่วนใหญ่จึงแนะนำให้กลับบ้าน เมื่อพบเจอปัญหาต่างๆ ที่ไร้ทางออก 

แต่ทว่าการกลับบ้านสำหรับบางคนจึงอาจจะไม่ใช่เรื่องดี เพราะคำสัญญาที่ให้ไว้กับที่บ้านว่า หากยังไม่ร่ำรวยพอก็จะยังไม่กลับมาอยู่บ้าน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุผลให้แรงงานหลายๆ คนยังคงอดทนสู้งานในต่างถิ่นต่อ เพราะถึงแม้ว่ากลับไปก็ไม่ได้มีอาชีพหรือรายได้รองรับ ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำเกษตรได้ ซึ่งเป็นส่วนที่เพลงไม่ได้ถ่ายทอดออกมาให้เห็น ดังนั้นการแนะนำให้กลับบ้านจึงไม่ใช่คำตอบที่ตอบโจทย์ทั้งหมด

ผ่านมาโดนส่ำได๋ แรงงานอีสานกะยังถูกกดทับคือเก่า

ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย คนอีสานก็ยังคงถูกกดทับด้วยคำว่า แรงงาน ภาพสะท้อนภาพแรงงานอีสานในบทเพลง ยังคงมีให้เห็นถึงปัจจุบัน ข้อมูลของกระทรวงแรงงานระบุว่า ในปัจจุบันจำนวนผู้ว่างงาน ณ สิ้นเดือนมกราคม 2567 มีประมาณ 432,000 คน วิธีที่จะทำให้ได้งานและนิยมปฏิบัติมากที่สุด นั่นคือ การพลัดถิ่นจากอีสาน เพื่อไปแสวงหาความร่ำรวยจากแหล่งอื่น เพราะในอีสานไม่มีอาชีพที่รองรับมากพอ ภาคกลางและภาคตะวันออกจึงเป็นตลาดแรงงานที่สำคัญที่แรงงานอีสานส่วนใหญ่นิยมไปหางานทำ

เมื่อต้องพบเจอกับผู้คนมากมาย การกดทับแรงงานอีสานจึงมีหลายรูปแบบ ทั้งการดูถูกเหยียดหยาม การบังคับทำงานล่วงเวลา การกดค่าแรง หรือรุนแรงไปจนถึงการเลิกจ้างงานอย่างกระทันหัน อีกทั้งยังต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ที่กระทบกับสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด มลพิษ หรือปัญหาสภาวะโลกเดือด ที่ก่อให้เกิดสภาพอากาศที่ไม่ปลอดภัย

ค่าแรงขั้นต่ำของไทยในปัจจุบันยังคงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ตัวอย่าง รัฐบาลปี 2567 เคยหาเสียงเกี่ยวกับค่าแรงไว้ว่า ภายในปี 2570 ค่าแรงขั้นต่ำจะอยู่ที่ 600 ซึ่งในความเป็นจริง ค่าแรงขั้นต่ำยังอยู่ที่ 330-370 บาท และปัญหาหลักที่แรงงานต้องเผชิญอีกหนึ่งปัญหา คือ ข้าวของราคาแพง สวนทางกับรายได้ จนเกิดเป็นคำเปรียบเปรยที่ว่า “ของนั้นแพง ส่วนค่าแรงนั้นถูก”

ปัญหาเรื่องของสวัสดิการแรงงานและการกดทับแรงงานยังคงเป็นปัญหาที่ชวนตั้งคำถามจนถึงปัจจุบัน เราได้แต่ตั้งคำถามว่า แรงงาน กลุ่มคนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของชาติ ควรจะได้รับสิทธิสวัสดิการ ค่าจ้างที่เป็นธรรมอย่างไร และจะเกิดขึ้นจริงเมื่อใด

image_pdfimage_print