ไม่ว่าคำ “ลาว” จะมีความหมายว่าอย่างไรหรือหมายถึงคนกลุ่มใดก็ตาม เราต่างก็รับรู้กันมาตลอด (อย่างน้อยก็ในช่วงชีวิตของเรา) ว่า “ลาว” เป็นคำที่ถูกใช้ในความหมายเชิงลบ–ดูถูก เหยียดหยาม ต่ำกว่า “สยาม/ ไทย/ กรุงเทพมหานคร”–การเหยียด “ลาว” ด้วยกาย วาจา ใจ ปรากฏให้เห็นตลอดมาจวบจนปัจจุบัน แม้ “ลาว (อีสาน)” จะถูกผนวกรวมและได้รับการยอมรับว่าเป็น “สยาม/ ไทย” มานานแล้วก็ตาม 

บทความนี้มุ่งเสนอให้เห็นถึงการยอมรับ “ลาว” เป็น “ไทย” ของชนชั้นนำสยาม ผ่านพระนิพนธ์เรื่อง นิทานโบราณคดี ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ต่อจากนี้ตลอดทั้งบทความ ผมจะเขียนพระนามของพระองค์แต่ย่นย่อว่า “กรมพระยาดำรงฯ”)

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

นิทานโบราณคดี

หากจะกล่าวถึงพระนิพนธ์ของกรมพระยาดำรงฯ “นิทานโบราณคดี” ถือเป็นพระนิพนธ์ที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายอีกชิ้นหนึ่งในบรรดาพระนิพนธ์หลายร้อยชิ้นของพระองค์ เห็นได้จากจำนวนการตีพิมพ์หลายสิบครั้ง และยังถูกจัดให้เป็น “หนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน” อีกด้วย

หนังสือ “นิทานโบราณคดี” (ภาพจากร้านหนังสือนายอินทร์)

หนังสือเล่มนี้เล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ตามที่กรมพระยาดำรงฯ ได้พบเจอขณะที่ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (พ.ศ. 2435-2457) แต่เนื่องจากเป็นเรื่อง “นอกพงศาวดาร” พระองค์จึงให้ชื่อว่า “นิทานโบราณคดี” ดังความในคำนำว่า 

“เรื่องต่างๆ ที่จะเล่าต่อไปนี้ ล้วนเป็นเรื่องจริงซึ่งตัวฉันได้รู้เห็นเอง มิใช่คิดประดิษฐ์ขึ้นใหม่ แต่เป็นเรื่องเกร็ดนอกพงศาวดาร จึงเรียกว่า “นิทานโบราณคดี”…”

ส่วนเหตุที่ทรงพระนิพนธ์ขึ้นมานั้นก็ด้วยว่า พระธิดาของพระองค์คือหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล เป็นผู้ที่ชอบฟังเรื่องราวในอดีต จึงมักจะทูลถามเรื่องราวต่างๆ กับพระองค์อยู่เสมอ และเมื่อหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัยได้ฟังแล้วก็เห็นว่าควรเขียนบันทึกไว้ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อไปในภายหน้า จึงทรงอ้อนวอนขอให้พระองค์นิพนธ์ขึ้น ดังความในคำนำว่า

“…เหตุที่จะเขียนนิทานเหล่านี้ เกิดแต่ลูกที่อยู่ด้วยอยากรู้เรื่องเก่าแก่ก่อนเธอเกิด ถึงเวลานั่งกินอาหารพร้อมกันมักชวนให้เล่าให้ฟังเนืองๆ ส่วนตัวฉันเองเมื่อตกมาถึงเวลาแก่ชราดูก็ชอบเล่าอะไรๆ ให้เด็กฟังเหมือนอย่างคนแก่ที่เคยเห็นมาแต่ก่อน… แต่โดยมากเล่าแล้วก็แล้วไป ต่อบางทีจึงมีคนเขียนเรื่องที่เล่าลงไว้เป็นลายลักษน์อักษร ตัวฉันเองเดิมก็ไม่ได้คิดว่าจะเขียน แต่ลูกหญิงพูนพิสมัย เธอว่า เรื่องต่างๆ ที่ฉันเล่าให้ฟัง ล้วนมีแก่นสารเป็นคติน่ารู้ ถ้าปล่อยให้สูญเสียน่าเสียดาย เธออ้อนวอนขอให้ฉันเขียนรักษาไว้ให้เป็นประโยชน์แก่ลูกหลานและผู้อื่นต่อไป ฉันจึงได้เริ่มเขียนนิทานโบราณคดีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2483 แต่ไม่ได้กำหนดว่าจะเขียนเรื่องชนิดใด สุดแต่นึกเรื่องอะไรขึ้นได้เห็นว่าน่าจะเขียน ก็เขียนลงเป็นนิทาน นึกเรื่องใดได้ก่อนก็เขียนก่อน เรื่องใดนึกขึ้นได้ภายหลังก็เขียนทีหลัง นิทานที่เขียนจึงเป็นเรื่องหลายอย่างต่างชนิดระคนปนกัน…”

นิทานเรื่องต่างๆ ที่ทรงพระนิพนธ์ขึ้นนั้น มีอยู่ 2 เรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “ลาว” โดยตรง นั่นคือ นิทานที่ 16 เรื่องลานช้าง และ นิทานที่ 17 เรื่องแม่น้ำโขง อย่างไรก็ตาม สองเรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคราวเดียวกันคือ ครั้งเมื่อกรมพระยาดำรงฯ เสด็จไปตรวจราชการหัวเมืองในมณฑลอุดรและมณฑลอีสานในปี พ.ศ. 2449 แต่เนื่องจากเป็นเรื่องยาวมีรายละเอียดมาก พระองค์จึงแบ่งออกเป็น 2 เรื่องดังกล่าว นิทานทั้ง 2 เรื่องนี้เองที่สะท้อนการยอมรับ “ลาว” ว่าเป็น “ชนชาติไทย” ตามที่ผมเกริ่นไปก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม บางท่านอาจคิดไปว่า กรมพระยาดำรงฯ นิพนธ์นิทานเหล่านี้ในยุคที่จอมพล ป. ดำเนินนโยบายชาตินิยมที่เน้น “ชนชาติไทย” จะเป็นการสะท้อนความนึกคิดของพระองค์ในยุคที่นิพนธ์มากกว่าจะสะท้อนในยุคที่เกิดเหตุการณ์ (พ.ศ. 2449) หรือไม่ 

ผมขอยืนยันดังนี้ว่า แม้พระองค์จะนิพนธ์ในยุคคลั่ง “ชนชาติไทย” ก็จริง แต่พระนิพนธ์ของพระองค์สะท้อนความนึกคิดในยุคที่เกิดเหตุการณ์มากกว่า ดังจะเห็นได้จากลายพระหัตถ์วันที่ 17 กันยายน 2483 ถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ยกมาว่า

“…รู้สึกตัวว่าเขียนเมื่อแก่ชราอายุถึง 78 ปีแล้ว อาจจะหลงลืมไปบ้าง แต่ถ้าลืมก็คงลืมแต่พลความและศักราช ส่วนเรื่องนั้นเชื่อว่ายังจำได้มั่นคง…” 

ความข้างต้นสอดคล้องกับความที่พระองค์ทรงเล่าในนิทานเอง ดังจะเห็นในนิทานเรื่องลานช้างที่พระองค์อ้างพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 ว่า ลาวก็คือชนชาติไทย (ผมจะกล่าวถึงรายละเอียดข้างล่าง) ดังนั้น “ลาวคือชนชาติไทย” ในนิทานโบราณคดีจึงเป็นภาพสะท้อนความนึกคิดในปี พ.ศ. 2449 (มากกว่านั้น อาจสะท้อนความนึกคิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2436 ด้วยซ้ำ) ไม่ใช่ในปีที่ทรงนิพนธ์นิทานเรื่องนี้ขึ้นมา 

กลับกันฝั่งจอมพล ป. ต่างหากที่จะได้รับอานิสงค์จากพระนิพนธ์เรื่องนี้ในการส่งเสริมนโยบายชาตินิยมของตน เพราะในแง่ชีวประวัติของพระนิพนธ์เรื่องนี้ ปรากฏเป็นรูปเล่มครั้งแรกได้ก็โดยดำริของจอมพล ป. นั่นเองที่มีแนวคิดให้พิมพ์พระนิพนธ์ของกรมพระยาดำรงฯ แจกจ่ายในงานพระราชทานเพลิงศพของพระองค์ในปี พ.ศ. 2487 โดยให้พิจารณาจากพระนิพนธ์ที่ไม่เคยพิมพ์ออกสู่สายตาสาธารณชนมาก่อน ข้อสรุปจึงได้พระนิพนธ์เรื่องนิทานโบราณคดีนี่เอง

ควรกล่าวไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า นิทานทั้งสองเรื่องนี้ประกอบไปด้วยเรื่องย้อยเบ็ดเตล็ดดังนี้

นิทานที่ 16 เรื่องลานช้าง มีเรื่องย้อยคือ 1) ทางที่ไป 2) วินิจฉัยชื่อเมืองนครราชสีมา 3) ลานนกกระเรียน 4) ไทยลานช้าง 5) พิธีบายศรี 6) สมาคมไทยอย่างโบราณ 7) บ้านขี้ทูด 7) คนคิดผิด 8) พระยาโพธิ 9) ชาวลานช้างไหว้เจ้า

นิทานที่ 17 เรื่องแม่น้ำโขง มีเรื่องย้อยคือ 1) ลักษณะแม่น้ำโขง 2) เดินดง 3) เรื่องผีบุญ 4) คนต่างจำพวก 5) ของโบราณ

ทั้งนี้ เรื่องที่กรมพระยาดำรงฯ ทรงเล่าแล้วสะท้อนการยอมรับลาวเป็นชนชาติไทยไว้อย่างชัดเจนที่สุด ดูเหมือนจะมีในเรื่องไทยลานช้าง พิธีบายศรี สมาคมไทยอย่างโบราณ บ้านขี้ทูด และคนต่างจำพวก 

อย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นผมขอกล่าวถึงทัศนะของชนชั้นนำไทยที่มีต่อ “ลาว” นับแต่อดีตก่อนยุคที่เขียนนิทานโบราณคดีสักเล็กน้อย เพื่อทำความเข้าใจว่า ทำไมอยู่ดีๆ ชนชั้นนำไทยในช่วงปี พ.ศ. 2449 ถึงยอมรับว่าลาวเป็นไทย

พวกเดียวกัน

บทความเรื่อง “ลาว” ในทัศนะของไทย เขียนโดยทวีศิลป์ สืบวัฒนะ อธิบายไว้ว่า ในอดีตกลุ่มคนไทยถูกเรียกว่า “ชาวสยาม” ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะเรียกดินแดนและผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำโขงอันหมายถึงดินแดนและผู้คนในล้านนา ล้านช้าง และภาคอีสานในปัจจุบันว่า “ลาว” 

ทวีศิลป์ยกคำนิยามของจิตร ภูมิศักดิ์มาว่า “คำว่าลาว หมายถึง อารยชนหรือชนผู้เป็นนาย… ผู้ทรงอำนาจสูงสุดหรือผู้เป็นใหญ่” ในขณะที่คำว่า “ไทย” หมายถึง “ความเป็นอิสระในตัว ความไม่เป็นทาส”

ด้วยความหมายที่ฝ่ายหนึ่งเป็นนาย ส่วนอีกฝ่ายก็ไม่เป็นทาส เช่นนี้กระมัง ทำให้นักวิชาการตามที่ทวีศิลป์ยกอ้างเชื่อว่า “ลาวและสยามหรือไทย เป็นคนกลุ่มเดียวกัน มีความใกล้ชิดกัน”

อย่างไรก็ตาม ทัศนคติชนชั้นนำสยามต่อชาว “ลาว” ล้านนา-ล้านช้าง มองเป็นพวกเกียจคร้าน-หัวอ่อน-ล้าหลัง? บทความเขียนโดยเนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ชี้ให้เห็นว่า ไทยกับลาวมีความสัมพันธ์กันในแบบที่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองเป็นสำคัญ

สมัยอยุธยา คนไทยจะรับรู้ว่า “ลาวล้านนา” เป็นอีกอาณาจักรหนึ่งและเป็นศัตรูกัน และจะแสดงการดูหมิ่นเกลียดชัง เนื่องจากมีสงครามแย่งชิงอาณาจักรต่างๆ ระหว่างกันอยู่เรื่อยๆ ทว่าในกรณี “ลาวล้านช้าง” กลับแตกต่างออกไป กล่าวคือ มีความสัมพันธ์ที่เป็นไปในทางที่ดี เนื่องจากมีการสร้างสายสัมพันธ์ทางเครือญาติระดับผู้ปกครอง

สมัยธนบุรี (รวมถึงรัตนโกสินทร์) ศัตรูหมายเลขหนึ่งของไทยคือพม่า ทำให้ไทยเรียนรู้ที่จะร่วมมือกับลาวล้านนาเพื่อขับไล่พม่า ทำให้ไทยกลายเป็นผู้ครอบครองลาวล้านนาในที่สุด 

ขณะที่ลาวล้านช้างเกิดความแตกแยกกันภายในจนเกิดเป็น “สามก๊ก”–3 อาณาจักรคือ หลวงพระบาง เวียงจันทร์ และจำปาศักดิ์ และต่อมาทั้ง 3 อาณาจักรก็ตกเป็นประเทศราชของไทยในสมัยธนบุรี 

ทวีศิลป์กับเนื้ออ่อนต่างก็ชี้ให้เห็นเหมือนกันว่า ในระยะแรกความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับหัวเมืองลาวต่างๆ เป็นไปด้วยดี เนื่องจากมีการสร้างสายสัมพันธ์ทางเครือญาติในราชสํานัก เช่น รัชกาลที่ 1 มีพระมเหสีพระองค์หนึ่งเป็นพระธิดาของเจ้านครเวียงจันทน์

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์อันดีมาถึงคราวแตกหักเมื่อเกิดศึกเจ้าอนุวงศ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 สงครามครั้งนี้ส่งผลอย่างสำคัญต่อทัศนคติและการรับรู้ที่มีต่อกลุ่มคนลาวเปลี่ยนไป เริ่มแสดงความดูถูกดูหมิ่นในความเป็นลาวอย่างเด่นชัด พร้อมกับลดทอนสถานะกลุ่มคนลาวให้ต่ำเตี้ยกว่ากลุ่มคนไทย ลาวกับไทยกลายเป็นคนละพวกกัน–เป็นไปตามที่ทวีศิลป์เขียนว่า “ลาวจึงเป็นลาวไปในที่สุด”

คนละพวก

ทวีศิลป์ชี้ว่า เหตุจากศึกเจ้าอนุวงศ์ ส่งผลให้ไทยแตกหักกับลาวล้านช้างอย่างเด็ดขาด ไทยได้ย้ายศูนย์กลางอำนาจลาวล้านช้างไปอยู่ที่หลวงพระบาง พร้อมทั้งสั่งให้ทำลายศูนย์กลางอำนาจเดิม โดยให้เผาทำลายเวียงจันทน์อย่างราบคาบ และยังกวาดต้อนผู้คนจำนวนมากให้ลงมาอาศัยในกรุงเทพฯ และหัวเมืองต่างๆ ตามรายทาง ที่สำคัญคือบริเวณดินแดนที่เป็นภาคอีสานในปัจจุบัน เหตุนี่เองเป็นคำตอบว่าทำไมปริมาณคนลาวในอีสานจึงมีจำนวนมากว่าคนลาวในลาว

“ลาว” กลายเป็นที่ชิงชังของไทยนับแต่นั้นมา จนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 อำนาจของตะวันตกขยายเข้ามาถึงไทยจนน่าหวาดกลัว ชนชั้นนำไทยจึงใส่ใจกับการปกครองลาวอย่างกระชับรัดกุมมากขึ้น มีความพยายามรวบรวมดินแดนต่างๆ ใต้การปกครองของไทยให้เข้ามาอยู่ในหน่วยเดียวกัน กรณีนี้เนื้ออ่อนชี้ว่า เห็นได้จากการจําแนกกลุ่มคนลาวอย่างละเอียดมากขึ้น หรือทวีศิลป์ก็ยกตัวอย่างการพยายามใช้พุทธนิกายธรรมยุติเข้ามาเผยแพร่ในดินแดนลาว(โดยเฉพาะในอีสาน)

อย่างไรก็ตาม การดูถูกลาวว่ามีฐานะต่ำต้อยกว่าไทยก็ยังคงปรากฏอยู่ไม่จางหาย กรณีหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีคือ ร.4 ห้ามเล่น “ลาวแคน”

การเล่น “ลาวแคน” ในสมัยรัชกาลที่ 4 (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

จักรมนตรี ชนะพันธ์ อภิปรายไว้ในบทความเรื่อง เหตุใด? รัชกาลที่ 4 ทรงประกาศห้ามมิให้เล่นแอ่วลาว ว่า เนื่องจากมีการกวาดต้อนชาวลาวเข้ามาอาศัยในไทยหลังศึกเจ้าอนุวงศ์ พวกเขาไม่ได้มาแต่ตัว หากแต่นำวัฒนธรรมประเพณีติดตัวมาด้วย หนึ่งในนั้นก็คือ การขับลำและการเป่าแคนหรือที่ชาวไทยเรียกว่า “แอ่วลาว” หรือ “ลาวแคน” 

ความนิยมในลาวแคนของคนไทยถึงขีดสูงสุดในสมัยรัชกาลที่ 4 ชนชั้นนำไทยระดับสูงหลายคนต่างก็ต้องมีคนเป่าแคนและต้องมีแคนไว้ในวังหรือบ้านของตน แม้แต่เจ้าวังหน้าอย่างพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ถึงขั้นเป่าแคนได้ สถานการณ์เช่นนี้ทำให้รัชกาลที่ 4 ไม่พอพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นห่วงว่า “การเล่นสำหรับเมืองตัว” หรือการเล่นของคนไทยจะสูญหายไป เพราะใครๆ ก็นิยมแต่ลาวแคน จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวใกล้สวรรคต รัชกาลที่ 4 จึงมีประกาศห้ามไม่ให้เล่นลาวแคน ความตอนหนึ่งในประกาศมีว่า

“….ก็การบัดนี้เห็นแปลกไปนัก ชาวไทยทั้งปวงละทิ้งการเล่นสำหรับเมืองตัวคือ ปี่พาทย์ โหรี เสภาครึ่งท่อน ปรกไก่ สักวา เพลงไก่ป่า เกี่ยวข้าวและละครร้องเสียหมด พากันเล่นแต่ลาวแคนไปทุกหนทุกแห่ง ทุกตำบลทั้งชายและหญิงจนท่านที่มีปี่พาทย์มโหรีในที่มีงานโกนจุก บวชนาค ก็หาลาวแคนเล่นหมดทุกแห่งราคาหางานหนึ่งแรงถึงสิบตำลึง สิบสองตำลึงการที่เป็นอย่างนี้ ทรงพระราชดำริเห็นว่าไม่สู้งาม ไม่สู้ควรที่การเล่นอย่างลาวจะมาเป็นพื้นเมืองไทย ลาวแคนเป็นข้าของไทย ไทยไม่เคยเป็นข้าลาว จะเอาอย่างลาวมาเป็นพื้นของไทยไม่สมควร…”

ประกาศข้างต้น นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงการห้ามเล่นลาวแคนแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นทัศนะของไทยที่มีต่อลาวว่าเป็นคนละพวกกันอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากประโยคที่ผมเน้นตัวเข้มไว้ จึงเป็นที่ชัดเจนว่าชนชั้นนำไทยมองไทยกับลาวว่าเป็นคนละพวกกัน 

แม้แต่ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 ทัศนคติต่อลาวของชนชั้นนำไทยก็ไม่ต่างกับรัชสมัยพระราชบิดาของพระองค์นัก ต่อเมื่อฝรั่งเศสได้เข้ายึดครองลาวฝั่งซ้าย (ประเทศลาวในปัจจุบัน) นั่นเอง จึงทำให้ไทยต้องยอมรับว่าลาวคือ “ชนชาติไทย” โดยเฉพาะลาวฝั่งขวาหรือดินแดนอีสานในปัจจุบัน

ดังที่ทวีศิลป์ยกกรณีการกรอกข้อมูลสำมโนครัวในยุคสมัยนั้นว่า แต่ก่อนการกรอกข้อมูลตรงสัญชาติจะระบุเป็นสัญชาติลาว เขมร ส่วน ผู้ไทย ต่อเมื่อต้องดำเนินนโยบายเพื่อป้องกันฝรั่งเศสขยายอำนาจมายังลาวฝั่งขวา จึงมีคำสั่งให้ระบุว่าเป็นคนสัญชาติไทยทั้งหมด ดังที่ทวีศิลป์ยกข้อความมาตอนหนึ่งว่า 

“…แต่นี้สืบไปให้เจ้าหน้าที่แต่ละแผนกทุกหัวเมืองใหญ่น้อยในมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อจะมีการสำรวจสำมโนครัวหรือหากราษฎรมาติดต่อที่จะต้องใช้แบบพิมพ์ทางราชการ ให้ปฏิบัติใหม่โดยกรอกในช่องสัญชาตินั้นว่าชาติไทยบังคับสยามทั้งสิ้น ห้ามมิให้ลงหรือเขียนในช่องสัญชาติว่า ชาติลาว ชาติเขมร ส่วย ผู้ไทย ฯลฯ ดังที่เคยปฏิบัติมาแต่ก่อนเป็นอันขาด…”

ประเด็นนี้ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงยืนยันด้วยพระองค์เองว่า เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงหรือที่พระองค์เขียนว่า “ถ้าคงไว้จะกลับให้โทษแก่บ้านเมือง” ดังความในหนังสือนิทานโบราณคดีว่า 

“ฉันเดินบกไปจากเมืองนครรราชสีมา 5 วัน เข้าเขตมณฑลอุดรที่เมืองชนบท พอถึงเมืองชนบทก็เห็นชาวเมืองผิดกับเมืองนครราชสีมาทั้งเครื่องแต่งตัวและฟังสำเนียงภาษาไทยแปร่งไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งชาวกรุงเทพฯ สำคัญกันมาแต่ก่อนว่าเป็นลาว แต่เดี๋ยวนี้รู้กันมากแล้วว่าเป็นไทย มิใช่ลาว… [รัชกาลที่ 5] ทรงพระราชปรารภว่า ลักษณะการปกครองแบบเดิมนิยมให้เป็นอย่างประเทศราชาธิราช (Empire) อันมีเมืองคนต่างชาติต่างภาษาเป็นเมืองขึ้นอยู่ในพระราชอาณาเขต จึงถือว่าเมืองชายพระราชอาณาเขต 3 มณฑลนั้น [มณฑลลาวเฉียง มณฑลลาวพวน และมณฑลลาวกาว] เป็น “เมืองลาว” และเรียกชาวเมืองซึ่งอันที่จริงเป็นชน “ชาติไทย” ว่าลาว แต่ลักษณะการปกครองอย่างนั้นพ้นเวลาอันสมควรเสียแล้ว ถ้าคงไว้จะกลับให้โทษแก่บ้านเมือง จึงทรงพระราชดำริให้แก้ลักษณะการปกครองเปลี่ยนเป็นอย่างพระราชอาณาเขต (Kingdom)…”

ดังนั้น การที่ชนชั้นนำไทยยอมรับให้ “ลาว” กลายเป็น “ไทย” เหตุผลสำคัญก็คือเรื่องความมั่นคง โดยเฉพาะเมื่อดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงถูกฝรั่งเศสยึดครอง ลาวฝั่งขวาหรือที่กรมพระยาดำรงฯ เรียกว่า “ไทยลานช้าง” จึงต้องทำการควบคุมดูแลเป็นพิเศษ 

จาก “ลาว” เป็น “ไทยลานช้าง”

เหตุที่กรมพระยาดำรงฯ เรียกลาวฝั่งขวาหรือที่ปัจจุบันเรารู้จักกันในชื่อ “อีสาน” ว่า “ไทยลานช้าง” ทรงพระนิพนธ์อธิบายไว้ในนิทานที่ 16 เรื่องลานช้าง ในเรื่องย่อยชื่อ “ไทยลานช้าง” ว่า รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริให้แก้ไขลักษณะการปกครองให้เป็นอย่าง “พระราชอาณาเขต” แล้วให้มีการเปลี่ยนชื่อมณฑลในหัวเมืองลาวต่างๆ โดยให้ปราศจากคำว่าลาว กล่าวคือ จาก “มณฑลลาวเฉียง” ก็ให้เปลี่ยนเป็น “มณฑลพายัพ” จาก “มณฑลลาวพวน” ก็ให้เปลี่ยนเป็น “มณฑลอุดร” จาก “มณฑลลาวกาว” ก็เปลี่ยนเป็น “มณฑลอีสาน” และยังให้เลิกเรียกคนใน 3 มณฑลนั้นว่าลาว แต่ให้เรียกรวมกันว่า “ไทยเหนือ” 

ต่อมาเมื่อเลิกการปกครองแบบมณฑล “…มีผู้รู้โบราณคดีคนหนึ่งแต่งหนังสือ เอาชื่อของแว่นแคว้นมณฑลพายัพแต่โบราณมาใช้เรียกชาวมณฑลพายัพว่า “ชาวลานนา” ฉันเห็นชอบด้วย จึงเอาอย่างมาเรียกชาวมณฑลอุดรและอีสานในนิทานนี้ว่า “ชาวลานช้าง” ตามชื่อแว่นแคว้นอันเป็นคู่กันกับ “ลานนา” มาแต่ก่อน”

ในนิทานที่ 17 เรื่องแม่น้ำโขง เรื่องย่อยชื่อ “คนต่างจำพวก” กรมพระยาดำรงฯ ทรงชี้ว่า ผู้คนในมณฑลอุดรและมณฑลอีสานมีคน “ไทยลานช้าง” เป็นพื้น หรือกล่าวอีกอย่างคือ คนที่อาศัยอยู่ใน 2 มณฑลนี้ส่วนมากก็คือคน “ไทย” นั่นเอง แต่ยังมีคนจำพวกอื่นที่ผิดกับ “ไทยลานช้าง” อีก 8 จำพวกคือ ผู้ไทย กะเลิง ย้อ แสก โย้ย กะตาก และกะโซ้ ใน 7 จำพวกนี้ กรมพระยาดำรงฯ ได้ข้อสรุปว่า เมื่อพิจารณาในแง่เซื้อชาติแล้วก็มีอยู่เพียง 2 เซื้อชาติเท่านั้นคือ “เซื้อชาติไทยกับเซื้อชาติข่า” ต่อมาภายหลังพระองค์จึงได้รับรู้กลุ่มคนอีกหนึ่งจำพวก เป็นจำพวกที่ 8 นั่นคือ เขมรป่าดง

พระองค์ได้ข้อสรุปของเรื่องนี้คือ “…ด้วยคนต่างจำพวกที่เป็นมณฑลชาวอุดรและอีสานมีไทยมากกว่าจำพวกอื่นหมด รองลงมาก็ข่ากับเขมร…”

อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อสรุปดังกล่าว ทำให้กรมพระยาดำรงฯ เกิดข้อสงสัยว่า แล้ว “ลาว” อยู่ไหน ทำไมถึงเรียกกลุ่มที่เป็นคนใน 3 มณฑลนี้ว่า “ลาว” พระองค์ไม่ได้ใช้พื้นที่ในนิทานตอบมากนัก เพราะ “เป็นปัญหาใหญ่เกินขนาดนิทานนี้” แต่พระองค์ทรงอธิบาย “…แต่โดยย่อว่ามีเค้าเงื่อน ดูเหมือนพวกที่เรียกว่า “ละว้า” หรือ “ลวะ” จะเป็นลาวเจ้าของท้องถิ่นเดิมทางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และพวกข่าน่าจะเป็นลาวเจ้าของถิ่นเดิมทางลุ่มแม่น้ำโขง…”

น่าสังเกตว่า ข้อสรุปของกรมพระยาดำรงฯ สะท้อนในสิ่งที่ทวีศิลป์กล่าวใว้ในบทความที่ผมเคยอ้างแล้วว่า “ถึงแม้ในความรู้สึก[ของชนชั้นนำไทย]อาจจะยังไม่ยอมรับ[ลาวจริงๆ]ก็ตาม” กล่าวคือ ในขณะที่ยอมรับว่า กลุ่มคนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในดินแดน 3 มณฑลที่อดีตถูกเรียกว่าลาวคือ “ชนชาติไทย” แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ยอมที่จะละทิ้งทัศนะเดิมด้วยการทำให้ “ลาว” เป็นคนละพวกกับ “ไทย” ดัวยข้อสรุปว่า “ละว้า” หรือ “ลวะ” เป็น “ลาว” ซึ่งเป็น “เจ้าของถิ่นเดิม” ที่ปัจจุบันมีจำนวนประชากรน้อยกว่า “ไทย” ซึ่งเป็น “เจ้าของถิ่นปัจจุบัน” ดังข้อสรุปของพระองค์ที่ว่า “…ไทยมากกว่าจำพวกอื่นหมด…”

“ลัทธิธรรมเนียมลาว” สู่ “ลัทธิธรรมเนียมไทย”

กรมพระยาดำรงฯ เสด็จตรวจราชการมณฑลอุดร (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ประเด็นหนึ่งที่สะท้อนถึงการยอมรับลาวเป็นไทยคือ การที่กรมพระยาดำรงฯ ทรงชี้ว่าธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิต ของคนในมณฑลอุดรและมณฑลอีสานเป็น “วัฒนธรรมไทย” ดังปรากฏในเรื่องย่อยของนิทานที่ 16 ดังนี้

เรื่องพิธีบายศรี…

กรมพระยาดำรงฯ ทรงเริ่มว่า ตั้งแต่เมืองชนบทเป็นต้นไป เมื่อเจ้านายเสด็จผ่านเมืองใดก็ตาม พวกชาวเมืองจะทำพิธีบายศรีทำขวัญเจ้านายทุกเมืองไป จากนั้นพระองค์ก็สาธยายว่า พิธีกรรมทำอย่างไรบ้าง แล้วจบท้ายที่การเชื่อมโยงว่า พิธีบายศรีทำขวัญนี้ “…ดูเป็นประเพณีโบราณของชนชาติไทยมีด้วยกันทุกจำพวก ชาวลานนาก็ทำเหมือนกับชาวลานช้าง ไทยในราชธานีก็ยังมีพิธีทำขวัญ… เป็นแต่เอาพิธีเวียนเทียนของพราหมณ์เพิ่มเข้า… ถึงกระนั้นก็เห็นเป็นเค้าได้ว่าพิธีบายศรีเป็นพิธีดั้งเดิมของชนชาติไทย และไทยยังทำอยู่ทุกจำพวกจนบัดนี้”

เรื่องสมาคมไทยอย่างโบราณ…

เรื่องนี้กรมพระยาดำรงฯ ทรงเริ่มต้นเขียนว่า “เวลาฉันไปเที่ยวตามบ้านเรือนราษฎร ไถ่ถามถึงการทำมาหากินและประเพณีที่ปกครองบ้านเรือน ได้ฟังคำพวกชาวบ้านในมณฑลอุดรอธิบาย ยิ่งรู้ก็ยิ่งคิดพิศวง ด้วยเห็นว่าชนชาติไทยได้เคยถึงวัฒนธรรม (Civilization) มาแล้วอย่างหนึ่งตั้งแต่ดึกดำบรรพ์…” 

จากนั้นพระองค์ก็สาธยายถึงวิถีชีวิตและการปกครองของหมู่บ้านที่พระองค์ได้พบเจอ แล้วจึงขมวดประเด็นว่า “…ลักษณะสมาคมของไทยแต่โบราณ ถ้าว่าโดยย่อก็คือคนในตำบลนั้นมีที่อยู่และมีที่ทำมาหากินพอกัน ไม่มีใครอดอยาก แต่ใครทำงานได้ต้องทำงานทุกคนทั้งชายหญิง ไม่มีคนสำรวยอยู่เปล่าหรือเที่ยวขอทานใครกิน ทั้งตำบลไม่มีเศรษฐีและไม่มีคนจนเข็ญใจ จึงมิใคร่มีใครเป็นโจรผู้ร้ายเพราะอยู่เย็นเป็นสุขสบายด้วยกันหมด จึงเห็นควรนับว่าถึงวัฒนธรรมอย่างสูงตามสมควรแก่ท้องถิ่นด้วยประการฉะนี้”

ย่อหน้าสุดท้ายของเรื่อง กรมพระยาดำรงฯ ยังได้นำเอาวิถีชีวิตของคนในหมู่บ้านที่พระองค์สาธยายข้างต้นมาเปรียบเทียบกับแนวความคิดสังคมนิยมว่า “เมื่อคิดดูถึงความประสงค์ของฝรั่งพวกโซเชียลิสม์ ซึ่งเห็นว่าต้องเฉลี่ยทรัพย์และสิทธิต่างๆ ให้มนุษย์มีเสมอภาคกันจึงจะเป็นสุขนั้น หากสำเร็จดังว่าก็จะเป็นอย่างเช่นชายมณฑลอุดรนี่เอง ถ้าจะอวดว่าสมาคมโซเชียลิสม์มีมาในเมืองไทยหลายร้อยปีแล้วก็จะได้กระมัง”

เรื่องบ้านขี้ทูด…

เรื่องนี้ดูเหมือนกรมพระยาดำรงฯ จะเขียนขมวดปมอย่างชัดเจนที่สุดว่า ทุกเรื่องที่เขียนสาธยายมาทั้งหมดนั้น เป็นเรื่อง “วัฒนธรรมไทย” ดังที่พระองค์เริ่มเรื่องว่า “ยังมีวัฒนธรรมที่ไทยเคยมีมาแล้วแต่โบราณอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งฉันได้ไปพบในมณฑลอุดร…” 

เรื่องนี้เกี่ยวกับหมู่บ้านของคนที่เป็น “ขี้ทูด” หรือ “โรคกุฏฐัง” หรือที่เรารู้จักในปัจจุบันคือ “โรคเรื้อน” กรมพระยาดำรงฯ เก็บมาเล่าว่า ในตำบลหนองหญ้าปล้อง แขวงเมืองชนบท มีหมู่บ้านหนึ่งเป็นที่อยู่ของคนเป็น “ขี้ทูด” โดยเฉพาะ พวกชาวเมืองเล่าให้พระองค์ฟังว่า “เป็นธรรมเนียมมาแต่โบราณทั่วทั้งมณฑลอุดร และน่าจะตลอดไปถึงมณฑลอีสานด้วย ถือกันว่าถ้าใครเป็นโรคกุฏฐังต้องย้ายไปอยู่บ้านขี้ทูดที่ตำบลหนองหญ้าป้องนั้น… ถือกันเหมือนเป็นกฎหมายมาแต่ดึกดำบรรพ์ ว่าถ้าใครเป็นโรคกุฏฐังก็ต้องย้ายไปอยู่บ้านขี้ทูดและย้ายไปเองมิต้องมีใครไล่…”

น่าสนใจว่า แม้แต่เรื่องบ้านขี้ทูด กรมพระยาดำรงฯ ก็สรุปรวมลงว่าเป็น “วัฒนธรรมไทย” สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าชนชั้นนำไทย อย่างน้อยก็ในช่วงปี พ.ศ. 2449 ได้พยายามที่จะยอมรับว่า “ลาว” เป็น “ไทย” 

เรื่องนี้เราอาจเปรียบเทียบพระนิพนธ์ของกรมพระยาดำรงฯ กับประกาศห้ามเล่น “ลาวแคน” ในรัชสมัยพระราชบิดาของพระองค์คือ รัชกาลที่ 4 ดูก็ได้ เพราะจะเห็นทัศนะของชนชั้นนำไทยที่มีต่อ “ลาว” แตกต่างกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ ในขณะที่รัชกาลที่ 4 เห็นว่า ประเพณีวิถีลาวอย่างการเป่าแคนไม่ใช่ประเพณีวิถีไทย มากไปกว่านั้นยังทรงเห็นด้วยว่า ประเพณีวิถีลาวต่ำกว่าประเพณีวิถีไทย ดังในประกาศห้ามเล่นลาวแคนตอนหนึ่งว่า “…ลาวแคนเป็นข้าของไทย ไทยไม่เคยเป็นข้าลาว จะเอาอย่างลาวมาเป็นพื้นของไทยไม่สมควร…” 

ในขณะที่ทัศนะของกรมพระยาดำรงฯ ซึ่งถือเป็นตัวแทนทัศนะของชนชั้นนำไทยในยุคสมัยของพระองค์ได้ กลับเห็นว่า “ประเพณีวิถีลาว” ตามที่ปรากฏในมณฑลอุดรและมณฑลอีสานเป็น “ประเพณีวิถีไทย” แม้แต่ธรรมเนียมเรื่อง “บ้านขี้ทูด”

เรื่องชนชั้นนำไทยยอมรับ “ลาว” เป็น “ไทย” ตามที่ปรากฏใน นิทานโบราณคดี พระนิพนธ์ของกรมพระยาดำรงฯ ก็จบแต่เพียงเท่านี้ 

อย่างไรก็ตาม ควรจบบทความอย่างมีประเด็นสักเล็กน้อยว่า การที่ชนชั้นนำไทยยอมรับว่า “ลาว” เป็น “ไทย” นั้น นอกจากจะด้วยปัจจัยเรื่องความมั่นคงอย่างการขยายตัวของจักรวรรดินิยมตะวันตกแล้ว เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ยังชี้ให้เห็นถึงปัจจัยด้านอื่นอีก 2 ประการคือ 

ประการแรก เนื่องจากการเซ็นสนธิสัญญาเบาว์ริ่งกับอังกฤษ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวโดยเฉพาะการค้ากับต่างประเทศ ทำให้โครงสร้างการผลิตและการปกครองแบบเดิมไม่สอดคล้องกับความเป็นไปดังกล่าว กอปรกับสนธิสัญญาดังกล่าวทำให้ไทยเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต–ชาวต่างชาติที่เข้ามาในไทยเมื่อเกิดข้อพิพาทกับคนพื้นเมืองก็ไม่ต้องขึ้นศาลไทย กรณีลาวล้านนาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากในเรื่องนี้ รัฐไทยจึงต้องเข้าไปควบคุมดูแลลาวเป็นพิเศษ

ประการที่สอง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงไปของแนวคิดเรื่องรัฐ เขตแดน และประชากร ของชนชั้นนำสยาม

เอกสารอ้างอิง

  • จักรมนตรี ชนะพันธ์. (2565). เหตุใด? รัชกาลที่ 4 ทรงประกาศห้ามมิให้เล่นแอ่วลาว. ศิลปวัฒนธรรม. https://www.silpa-mag.com/history/article_6320#google_vignette.
  • ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ. (2548). “ลาว” ในทัศนะของไทย. ใน การสัมมนาวิชาการประจำปี 2548 เรื่อง สู่สังคมสมานฉันท์ วันที่ 26-27 พฤศจิกายน 2548 ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จังหวัดชลบุรี.
  • เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว. (2565). ทัศนคติชนชั้นนำสยามต่อชาว “ลาว” ล้านนา-ล้านช้าง มองเป็นพวกเกียจคร้าน-หัวอ่อน-ล้าหลัง?. ศิลปวัฒนธรรม. https://www.silpa-mag.com/history/article_41612.

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. (2546). นิทานโบราณคดี. กรุงเทพฯ: ดอกหญ้า 2545.

image_pdfimage_print