บุรีรัมย์ – 4 มิถุนายน 2567 เวลา 08.30 น. เจ้าหน้าที่ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม จ.ขอนแก่น เข้าให้ข้อมูลในการประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ณ ที่ว่าการอำเภอนาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ โดยพูดถึงที่มาและผลกระทบของโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เกิดขึ้น

ในวันเดียวกันนั้น เวลา 10.00 น. กลุ่มฮักบ้านเกิดนาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ จัดกิจกรรม คาราวานรถรณรงค์สื่อสารสาธารณะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการบอกเล่าเรื่องราวผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโครงการก่อสร้างโรงงานน้ำตาล ขนาด 12,000 ตันอ้อย/วัน และโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดขนาด 24 เมกะวัตต์ ที่จะตั้งในเขตพื้นที่ ต.บ้านคู อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ โดยรวมตัวกัน ณ ที่ว่าการอำเภอนาโพธิ์ ซึ่งมีสมาชิกกลุ่มรักษ์บ้านเกิดนาโพธิ์ จำนวน 100 คน เข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์สื่อสารสาธารณะ โดยการเดินแจกใบปลิวให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งมีการยื่นหนังสือต่อหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ อาทิ เทศบาลตำบลนาโพธิ์ องค์การบริหารส่วนตำบลนาโพธิ์ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านคู องค์การบริหารส่วนตำบลศรีสว่าง 

ภายในกิจกรรมมีการติดป้ายขนาดใหญ่ตามจุดที่สำคัญในหมู่บ้าน เพื่อแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ในการยืนหยัดคัดค้านโรงงานน้ำตาลและโรงงานไฟฟ้าชีวมวล เพราะมีความกังวลว่าโรงงานจะสร้างผลกระทบในพื้นที่ เกิดการแย่งชิงทรัพยากรน้ำทั้งใต้ดินและบนดิน อาทิ หนองคูขาด หนองจอกที่เป็นแหล่งน้ำสำคัญ เนื่องจากทางโรงพยาบาลนาโพธิ์มีการตรวจวัดคุณภาพน้ำ พบว่าเป็นแหล่งน้ำที่มีค่าความสะอาดที่สามารถนำไปใช้ในกระบวนการฟอกไตได้ ซึ่งทางโรงพยาบาลนาโพธิ์จะมีโครงการสร้างศูนย์ฟอกไตโดยจะใช้น้ำจากหนองจอกในกระบวนการฟอกไต ตลอดจนชาวบ้านในพื้นที่ยังกังวลเรื่อง การจราจร ที่รถบรรทุกอ้อยจะใช้ถนน สาย บร. 4046 ในการลำเลี้ยงอ้อยเข้าโรงงาน มลพิษฝุ่นทางอากาศ สารเคมีจากโรงงานที่จะปนเปื้อนแหล่งน้ำในพื้นที่ เป็นต้น

มาโนช เงินไธสง อายุ 50 ปี สมาชิกกลุ่มรักษ์บ้านเกิดนาโพธิ์ หมู่บ้านโนนตระคร้อ ต.บ้านคู กล่าวว่า บ้านโนนตระคร้อห่างจากที่ตั้งโรงงานน้ำตาลและโรงงานไฟฟ้าชีวมวล เพียง 2 กิโลเมตร ในช่วงที่มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 ทางโรงงานไม่เคยมีการลงมาประชาสัมพันธ์เรื่องเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 และไม่ได้มาให้ข้อมูลแก่ชาวบ้านในพื้นที่เลย อีกทั้งตนเองไม่เห็นด้วยกับการที่จะมาตั้งโรงงานในพื้นที่ เพราะปกติแล้ววิถีชีวิตของเราคือการทำนา เราไม่ได้มีการปลูกอ้อยแต่กลับจะมีการมาสร้างโรงงานในพื้นที่ ผมมองว่ามันจะทำให้วิถีชีวิตของเราเปลี่ยนไป จากปกติทำนาก็จะมีการส่งเสริมการปลูกอ้อย ซึ่งผมมองว่า พื้นที่มันไม่มีความเหมาะสมเพราะส่วนใหญ่จะพื้นที่บ้านเราเป็นพื้นที่ทำนา และการปศุสัตว์ ไม่มีการปลูกอ้อย อีกทั้งผลกระทบด้านการจราจร เรื่องฝุ่น ทั้งฝุ่นที่มองเห็นด้วยตาเปล่าและฝุ่นที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าจากโรงงานที่จะเกิดขึ้นฝุ่นละอองพวกนี้มันลอยไปได้ไกลและจะส่งผลกระทบกับหมู่บ้านรอบข้างเป็นวงกว้าง

ภัสราวรรณ พลแสน อายุ 37 ปี สมาชิกกลุ่มรักษ์บ้านเกิดนาโพธิ์ หมู่บ้านจอก กล่าวว่า พื้นที่บ้านจอกของเราไม่ได้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม ไม่ควรจะมีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มาตั้งในพื้นที่บ้านเรา เนื่องจากเราประกอบอาชีพทำนา เลี้ยงสัตว์ ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เป็นหลัก ชาวบ้านในพื้นที่มีความกังวลมากที่จะมีการมาก่อตั้งโรงงาน อย่างแรกเลย มลพิษและการจราจร เพราะบ้านเรามีถนนลาดยาง รถบรรทุกอ้อยก็จะวิ่งทำให้เกิดถนนชำรุด ร่วมถึงอุบัติเหตุทางการจราจรที่จะเกิดขึ้นในชุมชน อีกทั้งปัญหาเรื่องการแย่งชิงน้ำ

เยาวมาลย์ รักงาม อายุ 59 ปี ชาวบ้านจอก กล่าวต่อว่า โรงงานเขาอ้างว่าจะใช้น้ำจากใต้ดิน ซึ่งจะมีการเจาะน้ำบาดาลลงไปลึกกว่าที่ชาวบ้านใช้อยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น น้ำก็ต้องไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ ในเมื่อโรงงานเจาะลึกกว่า น้ำใต้ดินในพื้นที่ก็ต้องไหลไปรวมอยู่ที่โรงงานทำให้น้ำไม่พอใช้ในชุมชน อีกทั้งการปล่อยน้ำเสียจากโรงงาน ตนมองว่า ช่วงแรกอาจจะดีแต่พอหลังๆ ไป ก็คงจะไม่มีการจัดการและปล่อยน้ำเสียลงในพื้นที่ เพราะฉะนั้นชาวบ้านในพื้นก็จะได้รับผลกระทบไปจนชั่วลูกชั่วหลาน

image_pdfimage_print