วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้โลกเปลี่ยนโฉมไปอย่างรวดเร็ว กระนั้นก็ยังพบว่า ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการบูชาเทพเพื่อขอฟ้าฝนให้ตกต้องตามต้องการ ไม่ใช่เพียงเพื่อรดรินแผ่นดินอันร้อนแล้ง แต่ยังแฝงปรารถนาที่มีต่อเทพแห่งฝน มาดหมายให้น้ำฟ้าตกลงมาเพียงพอต่อการทำกสิกรรม

บั้งไฟ – นับเป็นเครื่องสรวงเซ่นสักกา ที่ผู้คนในแถบลุ่มน้ำโขงต่างเชื่อว่าสิ่งนี้คือเครื่องเตือนต่อพญาแถน หรือสิ่งให้สัญญาณก่อนการเริ่มทำการเกษตร บั้งไฟจะถูกจุดขึ้นไปบนฟากฟ้าเพื่อให้แถนรับรู้ว่า ขณะนี้เข้าสู่ฤดูกาลหว่านไถ ซึ่งตรงกับช่วงเดือน 6 ตามปฏิทินพอดี แถนในฐานะเทพผู้ประทานฝนฟ้าพยากรณ์ จะต้องปล่อยฝนลงไปยังพื้นโลก เพื่อให้มนุษย์ได้มีน้ำสำหรับการดำรงชีพและเพียงพอต่อการทำเกษตรตลอดทั้งปี กระทั่งเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว มนุษย์โลกก็จะปล่อยว่าวขึ้นไปบนท้องฟ้า เพื่อเป็นสัญญาณให้แถนหยุดการปล่อยน้ำฝน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับแถน ผ่านสัญญะอย่างบั้งไฟ ไม่ได้มีแค่ในชนชาติพันธุ์ตระกูลไทเท่านั้น แต่บั้งไฟยังถูกจุดที่จังหวัดไซตามะ เมืองชิชิบุ ประเทศญี่ปุ่น ที่นั่นจะเรียกการบุญนี้ว่า “เทศกาลริวเซ” (Ryusei Matsuri) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อขอบคุณเทพเจ้าที่ประทานฝนฟ้าในช่วงฤดูกาลทำเกษตรกรรม 

ปฐมเค้าปฐมมูลอันมีเหตุมาจากศาสนา และการนับถือเทพศักดิ์สิทธิ์

“บุญบั้งไฟ” การบุญที่มีเหตุแห่งการเกิดมาจากการจัดการทรัพยากรผ่านระบบความเชื่อที่มีต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ ผู้คนต้องการต่อสู้กับสภาพภูมิศาสตร์ที่แห้งแล้งกันดารผ่านพิธีกรรมขอฝนของศาสนาผีในแถบอุษาคเนย์ หรือการบูชาเทพศักดิ์ด้วยไฟ อย่าง “แถน” หรือ “พญาแถน” บุรุษเทพผู้มีอำนาจควบคุมดิน ฟ้า อากาศ 

ชนในชาติพันธุ์ไทย-ลาว เชื่อว่าแถนมีบทบาทต่อมนุษยชาติกว่าสิ่งอื่นใด ไปตั้งแต่ความเชื่อที่ว่าแถนเป็นผู้สร้างโลก เป็นผู้จัดระเบียบให้มนุษย์อยู่ร่วมกัน ไปจนถึงผู้สร้างกฎการลงโทษ 

การนับถือแถน จะถูกปฏิบัติไปอย่างพร้อมกันกับการนับถือพระพุทธศาสนา ขณะที่ผู้คนมีการปฏิบัติตัวเป็นพุทธศาสนิกชน แต่ก็ยังพบการเซ่นสรวงอ้อนวอนขอพรกับแถนในฐานะผู้ประทานฝนฟ้าพยากรณ์ และหนึ่งในนั้นคือ “พิธีกรรมการจุดบั้งไฟขึ้นฟ้า” เพื่อบูชาพญาแถน 

ยกตัวอย่างให้กระจ่างยิ่งขึ้นว่า พระพุทธศาสนา ศาสนาผี และความเชื่อที่มีต่อเทพศักดิ์สิทธิ์ มีปฏิบัติการและแฝงฝังอยู่ร่วมกันในบุญบั้งไฟอย่างไร

ไปตั้งแต่ คติความเชื่อของชาวบ้าน – มีตำนาน นิทาน เรื่องเล่า ที่เกี่ยวกับตำนานการจุดบั้งไฟเพื่อขอฝนจากพญาแถน ทั้งตำนานการรบราฆ่าฟันระหว่างเทพบนสวรรค์กับชาวนคร ตำนานการกระทำผิดต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ต่อกันระว่างเทพกับมนุษย์ แม้กระทั่งตำนานโศกนาฏกรรมแห่งความรักของหนึ่งหญิงสองชาย  

อย่างตำนานเรื่อง พญาคันคาก ตามคติศาสนาผี ว่ากันว่าเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ เมืองอินทปัตถ์นคร มีพญาคันคากเป็นผู้ปกครองนครด้วยความผาสุก ในระยะหนึ่งที่เมืองเกิดเหตุฝนแล้ง ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ประชาชนเดือดร้อน ข้าวกล้าในนาได้รับความเสียหาย 

พญาคันคากจึงได้เชิญพญานาคมาไต่ถามถึงสาเหตุดังกล่าว พญานาคแจ้งถึงเหตุที่ฝนแล้งให้ทราบว่า เดิมทีชาวนครจะส่งเครื่องบรรณาการไปถวายพญาแถนผู้เป็นเทพแห่งวัสสกาล และเหล่าพญานาคจะต้องไปเล่นน้ำในหนองกระแสเป็นประจำทุกปี ฝนจึงตกต้องตามฤดูกาล 

แต่ในระยะหลังชาวนครเริ่มไม่มีการส่งเครื่องบรรณาการแก่พญาแถน พญาแถนจึงโกรธเคือง ปิดประตูสระหนองกระแส เหล่าพญานาคจึงไม่สามารถไปเล่นน้ำได้ นี่เองจึงทำให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ความแห้งแล้งนี้ได้สร้างความลำบากแก่สรรพสัตว์บนผืนโลก พืชพรรณธัญญาหารและสัตว์น้อยใหญ่ต่างล้มตายจำนวนมาก 

ความแห้งแล้งที่แสนสุดจะทน ทำให้พญาคันคากหารือกับไพร่พลชาวนคร เพื่อเดินทางไปรบกับพญาแถนบนสวรรค์ โดยได้วางแผนในการรบดังนี้

  • ให้พญาปลวกและฝูงปลวกทั้งหลายก่อจอมปลวกขึ้นไปจนถึงเมืองแถนเพื่อเป็นเส้นทางให้กับบรรดาสรรพสัตว์อื่นๆ 
  • ให้พญามด แมลงป่อง ตะขาบ และมอด ทำหน้าที่กัดเจาะอาวุธ ซ่อนตามกองฟืนที่ใช้หุงต้มอาหาร 
  • ให้พญาแตน พญาต่อ ซ่อนตามเสื้อผ้ากัดต่อยไพร่พลของพญาแถน 

จนในที่สุดพญาแถนก็ยอมพ่ายแพ้ต่อทัพของพญาคันคาก และตกลงทำสัจจะสัญญาเพื่อสงบศึก 

“ถ้ามนุษย์จุดบั้งไฟขึ้นบนท้องฟ้าเมื่อใด ขอให้พญาแถนประทานฝนลงมา หากได้ยินเสียงกบเขียดร้อง ให้รับรู้ว่าฝนตกแล้ว และถ้าได้ยินเสียงสนูว่าวหรือเสียงโหวต ขอให้ฝนหยุดตก” 

ด้วยสัจจะสัญญาที่มีต่อกันระหว่างพญาคันคากกับพญาแถนนี้ คนโบราณจึงเรียกบุญบั้งไฟอีกชื่อหนึ่งว่า “บุญสัจจะ”

อีกตำนานที่กล่าวถึงประเพณีบุญบั้งไฟ คือตำนาน ผาแดง-นางไอ่ ที่เกี่ยวเนื่องและพ้องกันกับพิธีกรรมจุดบั้งไฟว่า เมื่อครั้งที่พญาขอมผู้เป็นใหญ่ในเมืองหนองหาน ได้ออกกำหนดการเพื่อทำบั้งไฟจุดบูชาถวายแด่พญาแถน ซึ่งพญาขอมได้ป่าวคำปรารภต่อพญาแถนว่าจะพาประชาชนจัดงานบุญบั้งไฟในเดือน 6 ของทุกปี จึงกำหนดวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เป็นวันบุญ มีการทำบั้งไฟหาง มีการบวชนาค และทำพิธีเถราภิเษกถวายน้ำสรงแด่พระสงฆ์ชั้นราชครู     

ส่วน คติความเชื่อทางศาสนา – เมื่อพุทธศาสนาเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนอุษาคเนย์ “พญาคันคาก” ตามคติความเชื่อผ่านเรื่องเล่าของชาวบ้าน ถูกเชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และต่อสู้กับพญามารจนได้รับชัยชนะ การจุดบั้งไฟในบุญเดือน 6 จึงเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะของพระพุทธเจ้า ที่ชนะการต่อสู้กับพญามาร 

ความเชื่อดังกล่าวเป็นที่มาของการเรียกชื่อบุญบั้งไฟว่าเป็น “บุญพญามาร” ส่วนในศาสนาพราหมณ์เชื่อว่าการจุดไฟหรือการเล่นไฟ หมายถึงการบูชาและแสดงความเคารพต่อเทพเจ้าเช่นกันกับการจุดบั้งไฟเพื่อบูชาพญาแถน

แถน บั้งไฟ น้ำฝน กับคนอีสาน 

Terrien de la couperie ศาสตราจารย์ชาวอังกฤษ ประจำมหาวิทยาลัยลอนดอน ผู้เชี่ยวชาญทางภาษาศาสตร์ของอินโดจีน ระบุว่า ชนเผ่าไทมีภูมิลำเนาดั้งเดิมอยู่ตอนกลางของประเทศจีน ระหว่างแม่น้ำฮวงโหและแม่น้ำแยงซีเกียง บริเวณหุบเขาระหว่างแคว้นเสฉวนกับแคว้นเชนซี (เซียมไซ) 

โดยพบหลักฐานการกล่าวถึงอาณาจักรไทเมืองของชนชาติ “อ้ายลาว” มาตั้งแต่ 4,200 ปีมาแล้ว ซึ่งชนชาติอ้ายลาวเป็นชาวพื้นเมืองดั้งเดิมของประเทศจีน ก่อนที่พวกจีนฮั่นจะอพยพมาจากทางเหนือ ซึ่งประเพณีบุญบั้งไฟก็เป็นประเพณีดั้งเดิมของชนเผ่าอ้ายลาว 

ก่อนที่จะอพยพลงมาตั้งอาณาจักรล้านช้างบนฝั่งแม่น้ำโขง ชาวอีสานมีตำนานความเชื่อเกี่ยวกับบุญบั้งไฟ ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่เก่าแก่มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยจะจุดบั้งไฟเพื่อบูชาและส่งสัญญาณเตือนพญาแถนหรือเทพวัสสการ เทพผู้ชอบการบูชาด้วยไฟ 

ส่วน บำเพ็ญ ณ อุบล ปราชญ์และบุคคลสำคัญด้านศิลปวัฒนธรรมชาวจังหวัดอุบลราชธานี อธิบายใน บุญบั้งไฟและพระธาตุก่องข้าวน้อย กับชีวิตของชาวยโสธรและชาวอีสาน ว่า สังคมอีสานเป็นสังคมเกษตรกรรม “น้ำฝน” เป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่สุดเพราะจะทำให้พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งการทำเกษตรจะต้องอาศัยแรงช่วยเหลือของเพื่อนบ้าน อันเป็นความสามัคคีที่เกิดขึ้นแบบระบบกลุ่ม ที่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน 

บุญบั้งไฟยโสธร ภาพ: ธีรศักดิ์ มณีวงษ์

บำเพ็ญ ยังได้อธิบายรูปแบบและกระบวนการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟเมื่อครั้งอดีตไว้ว่า ในอดีต บุญบั้งไฟถือเป็นบุญใหญ่ของหมู่บ้าน หมู่บ้านใดจะจัดงานบุญจะต้องมีการหารือระหว่างฝ่ายบ้านกับฝ่ายวัด มีการกำหนดข้อตกกลงและประกาศเชิญชวนหมู่บ้านใกล้เคียงมาเข้าร่วมงาน โดยสถานที่จัดงานจะเป็นบริเวณวัด มีการแบ่งฝ่ายรับผิดชอบชัดเจน ฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายจัดเตรียมสถานที่ ส่วนฝ่ายหญิงจะเป็นผู้จัดเตรียมเสบียงอาหารและนางรำ 

ในช่วงเช้าจะมีพิธีกรรมทางศาสนาจัดขึ้นที่บริเวณวัดทั้งพิธีกรรมแบบพุทธศาสนาและพิธีกรรมแบบศาสนาพราหมณ์ มี “พ่อจ้ำ” หรือปราชญ์ชุมชนผู้มีความสามารถหยั่งรู้ ทำนายทายทักต่อเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งในอดีตและอนาคต

ส่วนการแห่บั้งไฟหรือเล่นบุญบั้งไฟ ในอดีตผู้เล่นจะเป็นฝ่ายชายไม่มีฝ่ายหญิงในการบุญนี้ เพราะถือว่าเป็นการเล่นที่เป็นหน้าที่ของผู้ชายเท่านั้น หากจะมีผู้หญิงก็จะต้องเป็นชายที่แต่งตัวเป็นหญิง 

ในงานบุญยังพบว่ามีการแสดงสัญลักษณ์ทางเพศที่เรียกว่า “บักแบ้น” หรือ “ลิงเด้าไม้” เป็นหุ่นไม้ที่มีลักษณะของชายหญิงกำลังเสพสังวาสกัน และการเล่น “บักเสียก” หรือ “บั้งเสียก” เป็นท่อนไม้ที่ถูกทำให้เป็นรูปเครื่องเพศผู้ชายไว้ในกระบอกไม้ไผ่ ชายที่สมัครใจแต่งตัวมอมแมมสะพายบั้งเสียกไปทั่วงาน 

การเล่นเครื่องเพศหรือการใช้อวัยวะเพศเป็นสิ่งสร้างความสนุกสนานในประเพณีบุญบั้งไฟอาจจะถูกมองว่าเป็นสิ่งไม่สุภาพและลดคุณค่าของประเพณีลง ความจริงแล้วการละเล่นเครื่องเพศ กลับมีนัยยะสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อต่อการให้กำเนิดของทุกสรรพสิ่ง 

การเคารพบูชาสัญลักษณ์ “ลึงค์” หรืออวัยวะเพศชาย มีที่มาจากสัญลักษณ์ขององค์แทนพระศิวะ “ศิวลึงค์” เทพพระผู้สร้างและการให้กำเนิด สัญลักษณ์ของอวัยวะเพศและเพศสัมพันธ์ที่ปรากฎในประเพณีบุญบั้งไฟ จึงเป็นเครื่องหมายของความสัมพันธ์ระหว่างฟ้ากับดิน หญิงกับชาย ที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการให้กำเนิดชีวิตและเป็นพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์ 

ภาพ: กชกร เวียงคำ

บุญบั้งไฟของพี่น้องตระกูลไท

“บั้งไฟ” มาจากคำสองคำประกอบกัน คือคำว่า “บั้ง” หรือ “บ้อง” หมายถึง กระบอก กระบอกไม้ไผ่ หรือวัตถุที่มีลักษณะกลมกลวง ส่วน “ไฟ” หมายถึง ปฏิกริยาเคมีที่ทำให้เกิดความร้อน เปลว ประกาย 

เมื่อนำสองคำมารวมกันจะหมายถึง การนำกระบอกไม้ไผ่ หรือไม้เนื้อแข็งที่มีลักษณะกลวงมาบรรจุหมื้อ (ดินปืน) ตามอัตราส่วน แล้วประกอบระหว่างท่อนหัว (บั้ง) กับท่อนหาง (ไม่เรียวยาวลักษณะเป็นหาง) เจาะรูตามวิธีการ แล้วจุดขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นขั้นตอนสุดท้าย

ภาพ: Yasohipster – ยโสฮิปสเตอร์

บั้งไฟจะมีหลายประเภทตามวัตถุประสงค์การใช้งาน สามารถแบ่งประเภทหลักๆ ได้ 3 ประเภท คือ 

1) บั้งไฟหาง เป็นบั้งไฟแบบมาตรฐาน มีการตกแต่งให้สวยงามในขบวนเซิ้ง และถูกจุดขึ้นฟ้าในวันต่อมา ซึ่งบั้งไฟหางจะมีชื่อเรียกตามขนาดของบั้งและน้ำหนักบรรจุของดินปืนภายในบั้ง ได้แก่ บั้งไฟร้อย จะบรรจุดินปืนน้อยกว่า 12 กิโลกรัม บั้งไฟหมื่น จะบรรจุดินปืนระหว่าง 15-120 กิโลกรัม และบั้งไฟแสน จะบรรจุดินปืนหนัก 120 กิโลกรัม ขึ้นไป ในปัจจุบัน บั้งไฟหางยังมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นตามลำดับ การเรียกชื่อบั้งไฟก็จะเรียกตามลำดับจำนวนและขนาดที่เพิ่มขึ้น เช่น บั้งไฟล้าน บั้งไฟสิบล้าน 

2) บั้งไฟแบบไม่มีหาง เป็นบั้งฟที่มีลักษณะสั้น ป้อม คล้ายจรวด เช่น บั้งไฟตะไล บั้งไฟจินาย บั้งไฟโหวต บั้งไฟม้า บั้งไฟช้าง บั้งไฟพลุ    

3) บั้งไฟดอก เป็นบั้งไฟที่จุดเพื่อให้เกิดแสงสีสวยงาม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าดอกไม้ไฟ ใช้จุดในเวลากลางคืน มีลักษณะเป็นพุ้มและกระจายออก  

ชาวไทลื้อ ที่อาศัยในแคว้นสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน เรียกบั้งไฟว่า “บอกไฟ” หรือ “บอกไฟขึ้น” มีวัตถุประสงค์ในการจุดเพื่อบูชาพระอินทร์หรือพญาแถน เช่นกันกับชนในชาติพันธุ์ไทย-ลาว แต่จะจัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นอกจากนั้น ชาวไทลื้อยังจุดบอกไฟดอก (ดอกไม้ไฟ) ในงานบุญ เช่น งานเทศน์มหาชาติ งานผ้าป่า กฐิน จุลกฐิน 

ส่วน ชาวไทยวน แห่งอาณาจักรล้านนา ก็เรียกบั้งไฟว่า “บอกไฟขึ้น” เช่นเดียวกับไทลื้อ โดยจะนำบอกไฟไปประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า การประเคนบอกไฟ อีกทั้งจะมีการแต่งเพลงที่ใช้เซิ้งบอกไฟคล้ายกันกับการจ่ายกาพย์เซิ้งในอีสาน มีการแห่เซิ้งบอกไฟไปที่ก้าง (ค้าง) บอกไฟ มีลักษณะเป็นเสาสูงใช้ไม้ตีเป็นบันไดสูงขึ้นไป เวลาจุดบอกไฟจะทำให้ขึ้นสูงกว่าเดิม 

ชาวไทพวน แห่งอาณาจักรล้านช้าง กลุ่มชนที่อพยพมาจากเมืองพวน แขวงเซียงขวาง ทางตอนใต้ของเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว ก็มีประเพณีจุดบั้งไฟเช่นเดียวกัน แม้มีการอพยพย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในหลายจังหวัดของประเทศไทย แต่ชาวไทพวนยังคงรักษาเอกลักษณ์การจุดบั้งไฟไว้ดังเดิม โดยจะจุดในวันวิสาขบูชาของทุกปี มีจุดประสงค์ก็เพื่อบูชาพญาแถน ให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล หรือเป็นการบอกพระภูมิประจำไร่นา ว่าขณะนี้ถึงเวลาทำการกสิกรรมแล้ว

ที่จังหวัดไซตามะ เมืองชิชิบุ ประเทศญีปุ่น มีประเพณีการจุดบั้งไฟที่คล้ายกันกับอีสานที่เรียกว่า เทศกาลริวเซ (Ryusei Matsuri) บั้งไฟของที่นี่มีลักษณะเหมือนจรวดดอกไม้ไฟขนาดใหญ่ จูดทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เปรียบเสมือนมังกรที่มีพละกำลังตามความหมายของชื่อ ผู้คนในท้องถิ่นจะร่วมกันจัดเทศกาลด้วยความบริสุทธิ์ใจ ยิงบั้งไฟริวเซทั้งหมด 30 แท่ง เพื่อขอบคุณฟ้าฝนที่ให้ผลผลิตในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว 

เทศกาลริวเซในญี่ปุ่น ที่มีลักษณะคล้ายบุญบั้งไฟบ้านเรา ภาพ: saitama.namjai.cc
image_pdfimage_print