ภายใต้ พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545 ได้กำหนดให้พ่อแม่ ผู้ปกครองมีหน้าที่ส่งเด็กที่มีอายุ 7 ปีบริบูรณ์เข้ารับการศึกษา โดยกำหนดระยะเวลาไว้ที่ 9 ปี (ระดับชั้น ป.1-ม.3) ดังนั้นช่วงวัยของเด็กที่จะต้องอยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับจึงเท่ากับอายุระหว่าง 7-15 ปี

ขณะที่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา มีการเปิดเผยรายงานพิเศษ เรื่องความจริงและความเร่งด่วน ของสถานการณ์เด็กนอกระบบในประเทศไทย โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ) ซึ่งรายงานว่า จากเด็กไทยที่อายุระหว่าง 3-18 ปี จำนวนทั้งหมด 12,200,105 คน มีจำนวน 1,025,514 คน ที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กที่อยู่ในช่วงการศึกษาภาคบังคับ (7-15 ปี) 394,039 คน หรือเท่ากับร้อยละ 38.40 โดยกรุงเทพมหานครนับเป็นจังหวัดที่มีเด็กหลุดจากการศึกษาภาคบังคับมากที่สุด 61,609 คน

ส่วนจังหวัดนครพนม จากการเก็บข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 ของคณะทำงาน “นครพนมโมเดล” พบว่าทั้ง 12 อำเภอ มีเด็กวัย 3-18 ปี รวมจำนวน 126,709 คน โดยเป็นเด็กนอกระบบการศึกษา 7,537 คน

วิทิต เติมผลบุญ เลขาธิการสมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน คณะทำงานโครงการนครพนมโมเดล ภาพ: นครพนมโมเดล

วิทิต เติมผลบุญ เลขาธิการสมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน คณะทำงานโครงการนครพนมโมเดล กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า นโยบายด้านการศึกษาภาคบังคับกำลังส่งผลเสียอีกด้าน โดยเฉพาะกับเด็กที่หลุดออกจากระบบ

“นครพนมโมเดลเป็นโครงการที่ทำกับเด็ก Dropout ซึ่งหมายถึงเด็กที่ถูกแทงชื่อออกจากระบบการศึกษากลางคัน ส่วนใหญ่ถ้าเป็นการศึกษาภาคบังคับ เขาจะไม่แทงชื่อเด็กออกง่ายๆ นอกจากเด็กลาออกแล้วไปโรงเรียนอื่น แต่ก็ต้องมีจดหมายรับตัวเด็กจากโรงเรียนปลายทางด้วย โรงเรียนต้นสังกัดถึงจะแทงชื่อออก

“การศึกษาภาคบังคับมันแรง มันบังคับให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเด็กต้องทำให้เด็กเรียนจบ ม.3 แต่บทลงโทษจริงๆ ของกฎหมายตัวนี้ มันกลับไปลงที่ตัวเด็ก พอกระทรวงศึกษาฯ บังคับให้เด็กทุกคนต้องจบ ม.3 ทุกกระทรวงต่างๆ ก็ต้องไปออกกฎหมายล้อตามกระทรวงศึกษาฯ หนึ่งในนั้น ก็คือกระทรวงแรงงาน ซึ่งกระทรวงแรงงานก็ไปออกกฎหมายให้สถานประกอบการทั้งหลายจะต้องรับคนที่มีวุฒิการศึกษาภาคบังคับ เข้าทำงาน กลายเป็นว่าถ้าเด็กไม่จบ ม.3 เด็กจะถูกคัดออกทันที เพราะเด็กจะไม่สามารถเข้าทำงานในสถานประกอบการแบบที่ได้รับสวัสดิการถูกต้องตามที่รัฐกำหนดได้เลย”

เด็ก Dropout ที่หลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งไม่มีวุฒิการศึกษาภาคบังคับ พบว่าจะมีความเสี่ยงสูงในการตกเป็นแรงงานที่มีรายได้ต่ำ ต้องทำงานอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพ อาจเข้าสู่วงจรค้าประเวณี หรืออาจเข้าสู่ขบวนการยาเสพติดในท้ายที่สุด

อุบัติเหตุในชีวิต นำเด็กไปสู่การ Dropout

“จากการทำข้อมูลวิเคราะห์ของนครพนมโมเดล พบว่าเด็กจะต้องมีสภาวะเสี่ยงหรือจะต้องมีอุบัติเหตุทางชีวิตบางประการเสียก่อนจึงจะหลุดจากระบบ ที่เจอมาก คือเด็กจะอยู่กับ ปู่ ย่า หรือ ตา ยาย อันที่สอง เป็นเด็กติดเพื่อน แล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าเพื่อนแก๊งนั้นจะพาเขาไปติดอะไรต่อด้วย อันที่สามเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และอีกอันหนี่งที่น่าสนใจ คือ เด็กไม่รู้เป้าหมายว่าจะเรียนไปทำไม หลักสูตรไกลตัวมากเกินไป ขาดแรงจูงใจในการเรียน เด็กจะมีปัญหาเรื่องนี้กันมากในปัจจุบัน” วิฑิต เติมผลบุญ กล่าว ซึ่งสอดรับกับรายงานพิเศษความจริงและความเร่งด่วน ของสถานการณ์เด็กนอกระบบในประเทศไทย ที่ระบุถึงสาเหตุของการ Dropout อันดับหนึ่งก็จะมาจากปัญหาความยากจน คิดเป็นร้อยละ 46.70 รองลงไปได้แก่ ปัญหาครอบครัว ปัญหาการไม่ได้รับสวัสดิการด้านการศึกษา ปัญหาด้านสุขภาพ ปัญหาของเด็กที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงการได้รับความรุนแรงหรือการถูกกลั่นแกล้งรังแก ซึ่งโดยมากแล้วปัญหาก็จะมีความซับซ้อนและเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันมากกว่าแค่เพียงปัญหาใดปัญหาหนึ่ง

เช่นกรณีของ “ลอย” ลูกชาวนา วัย 19 ปี นักเรียนจากศูนย์การเรียน มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน (CYF) ชาว อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ที่นอกจากครอบครัวจะยากจนแล้ว ยังพบกับปัญหาการกลั่นแกล้งรังแกกัน จนขาดความเชื่อมั่นต่อการศึกษาในระบบ ทำให้เลิกเรียนกลางคัน กลายเป็นเด็กหลุดจากระบบการศึกษา หรือเป็นเด็ก Dropout ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาตอนปลาย

“ออกจากโรงเรียนตั้งแต่อยู่ ป.4 ไม่อยากไปโรงเรียนเลย รู้สึกไม่มีความสุข ตอนนั้นโดนเพื่อนแกล้ง เพื่อนล้อ เขาล้อเรื่องสีผิว ผมเป็นคนผิวดำ เขาก็เรียกว่า “ไอ้ดำ” ก็ล้อหลายเรื่อง และบางทีก็เอาของผม เช่นกระเป๋านักเรียนไปโยนทิ้ง เอาไปซ่อน ผมไม่ชอบ แต่ก็ไม่โต้ตอบอะไร อยากโยนก็โยน ผมก็แค่ไปเก็บมา ผมเป็นคนเฉยๆ ไม่ชอบพูด ไม่ชอบยุ่งกับใคร เพื่อนก็เลยอาจจะไม่ชอบผม จากนั้นครูก็มาตามให้กลับไปเรียน ครูมาตามอยู่ 4-5 ครั้ง พ่อกับแม่ก็บอกให้กลับไปเรียน แต่ผมก็ยืนยันว่าไม่ไปแล้ว ไม่อยากเรียนแล้ว ก็ไม่มีใครทำอะไรได้ ก็เลยไม่ได้ไปเรียนตั้งแต่นั้นมา”

โรงเรียนมือถือ คืนการศึกษาสู่มือเด็ก ด้วยบันได 4 ขั้น “ชิม ชอป โชกโชน เชี่ยวชาญ”

ปัจจุบัน “ลอย” จบการศึกษาและได้รับวุฒิบัตรในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากศูนย์การเรียน CYF และกำลังศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดย “ลอย” คือหนึ่งในนักเรียนกว่าร้อยชีวิตที่หลุดจากระบบ แล้วกลับคืนสู่การศึกษาได้อีกครั้ง หลังผ่านกระบวนการเรียนรู้ 4 ขั้นในโรงเรียนมือถือ นวัตกรรมการเรียนรู้ที่สามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา

“ตอนที่กลับมาเรียนอีกที ก็คืออายุ 16 ย่าง 17 ตอนนั้นมี อสม.แถวบ้านมาสำรวจเด็กที่ไม่ได้เรียนในโรงเรียน เขาก็มาถามผมถึงที่บ้าน ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าเรียนแบบไหน เรียนยังไง แต่ก็คิดว่าเราต้องเรียน เราต้องมีความรู้ ต้องมีวุฒิฯ ก็เลยลองเข้ามาดู พอมาเรียนแล้วชอบ คิดว่าเป็นรูปแบบการเรียนที่เหมาะกับเรา ทำให้เรายังมีเวลาทำงานช่วยพ่อแม่ ช่วยหาเงินให้ครอบครัวได้ และเราก็ไม่ชอบเรียนที่มีคนเยอะๆ เพราะเราเป็นคนไม่ชอบพูด อันนี้เรียนกับตัวเองเป็นหลัก นานๆ ถึงจะเจอคนอื่นบ้าง ก็เลยคิดว่าเหมาะกับตัวเองครับ การได้เรียนและได้วุฒิการศึกษามันทำให้เรามีความฝัน และทำให้เรากล้าที่จะฝัน อยากทำอะไรที่เป็นความฝันก็ทำได้ รู้สึกชีวิตมีทางเลือกมากขึ้น”

การประชุมนำเสนอโรงเรียนมือถือในโครงการนครพนมโมเดล ภาพ: จากนครพนมโมเดล

พิมพ์ชนก จอมมงคล ครูศูนย์การเรียน CYF อธิบายว่า โรงเรียมมือถือ หรือ Mobile School เป็นการเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ลิงค์กับเว็บแอปพลิเคชั่น เป็นการเรียนรู้ตามอัธยาศัยและความสนใจของผู้เรียนเป็นหลัก แต่จะมีครูที่ปรึกษาคอยทำหน้าที่เป็นโค้ช พบปะหารือกันทางออนไลน์เดือนละ 1 ครั้ง เป็นลักษณะ Hybrid Education

“เด็กส่วนใหญ่ที่หลุดออกนอกระบบมักจะอายุเกิน 15 แล้วไม่จบ ม.3 หรือ เกิน 18 แล้วไม่จบ ม.6 เขาเกินเกณฑ์การศึกษา เราก็จะไปดูอายุของเด็กก่อน แล้วก็แจ้งสิทธิว่าเขาสามารถเทียบโอนวุฒิฯ เดิมได้ เช่น บางคนหลุดตอน ม.1 เราก็ไปตามวุฒิ ม.1 มา แล้ว ม.2 กับ ม.3 เทอม 1.ก็ใช้การโอนประสบการณ์ หลักการก็คือศูนย์การเรียนก็จะตั้งคณะกรรมการ 3-5 คน เพื่อรับรองการเทียบโอนประสบการณ์ โดยเด็กต้องมาทำข้อสอบ มาสัมภาษณ์กับกรรมการ จากนั้น ม.3 เทอม 2 ก็เรียนในโรงเรียนมือถือ ฉะนั้นแต่ละคนจะใช้เวลาเรียนกับโรงเรียนมือถือไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับช่วงอายุที่หลุดจากระบบการศึกษา

“ขั้นแรกของโรงเรียนมือถือจะให้เด็กชิมโดยการโพสต์ 40 เรื่องที่เขาสนใจต่อ 1 เทอมการศึกษา จากนั้นเลือกมา 5 เรื่องที่ชอบ แล้วให้เขาเขียนถอดบทเรียนกับครูที่ปรึกษา แล้วก็จะไปสู่ 3 เรื่องที่อยากจะโชกโชน ซึ่งก็จะใช้เส้นทางสู่ผลลัพธ์เป็นเครื่องมือให้เด็กวิเคราะห์ตนเอง จนนำไปสู่ 1 เรื่องที่เชี่ยวชาญแล้วสุดท้ายก็ทำเป็นโครงงานเพื่อเรียนจบการศึกษา จริงๆ อาจจะจำเป็นวีดีโอ หรือไปฝึกงานเพื่อทำการประเมินจบก็ได้”

“ครูตูน” พิมพ์ชนก จอมมงคล ครูศูนย์การเรียน CYF (ภาพจากนครพนมโมเดล)

เปลี่ยนสถานพินิจฯให้เป็นสถานศึกษา

นครพนมโมเดลเริ่มต้นด้วยความพยายามในการค้นหาเด็ก Dropout ภายในจังหวัดนครพนม ซึ่งยังไม่มีหน่วยงานใดของรัฐ มีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่บูรณาการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน จนในปี 2565 นครพนมโมเดลจึงหันไปทำงานกับเด็กที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมก่อน จนพบกับความจริงว่าเด็กเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงเด็กปลายน้ำในวงจรของเด็ก Dropout

กิจกรรมในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัดนครพนม ภาพ: นครพนมโมเดล

“พอเข้าไปทำงานกับสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนก็รู้เลยว่าเด็ก 90% ออกจากโรงเรียนกลางคัน แล้วในกลุ่มนี้อีก 20% ก็จะเป็นเด็กวนซ้ำ เพราะว่าเด็กกลุ่มนี้ไปไหนไม่ได้ สถานพินิจฯ จริงๆ ไม่ได้ขังเด็ก วันหนึ่งเด็กเขาก็ออกไปใช้ชีวิตในสังคม แต่สิ่งที่ขังเขาไว้จริงๆ ก็คือ วุฒิการศึกษา ถ้าคุณรวยมากๆ หรือเก่งเฉพาะทางมากๆ แบบนั้นไม่ต้องเรียนก็ได้ แต่ถ้าไม่มีสองสิ่งนี้ กระดาษหนึ่งใบที่เป็นวุฒิการศึกษามันก็ยังจำเป็น ลูกคนรวยในเมืองไทยมีแค่ 10% อีก 50% อาจจะเป็นชนชั้นกลาง แต่อีก 40% ที่เหลือ มันคือลูกคนจน

“เราเลยเปลี่ยนจากสถานพินิจฯ ให้เป็นสถานศึกษา เราทำบรรยากาศให้เหมือนโรงเรียนประจำ เอาครูเข้าไปสอน พอช่วงโควิดก็ทำเป็นสอนออนไลน์ ตอนนี้ทำได้ทั่วประเทศแล้ว เราทำตัวเลขเด็กวนซ้ำจากที่บอกว่ามีประมาณ 20% ให้ลดลงมาเหลือเลขตัวเดียว จากการเอาการศึกษาเข้าไปช่วย คือ ตั้งเป้าว่าเด็กที่อยู่ในสถานพินิจฯ วันที่เขาเดินออกไป ต้องออกไปพร้อมกับวุฒิการศึกษา ไม่ว่าจะ ม.3 หรือ ม.6 ก็ตาม แต่ทีนี้คำถาม คือ เราแก้ปัญหาของเด็กเข้าใหม่ในสถานพินิจฯ ได้ไหม คำตอบคือ ไม่ ” วิทิต เติมผลบุญ กล่าว

องค์กรท้องถิ่นคือโรงเรียนนอกระบบ

นอกจากเด็ก Dropout ที่หลุดจากระบบการศึกษา ยังมีอีกกลุ่มที่นครพนมโมเดลค้นพบนั่นก็คือ เด็กแขวนลอย ซึ่งชื่อของเด็กยังถูกแขวนอยู่ในระบบการศึกษา แต่ตัวตนไม่ได้เข้าเรียน จะอยู่ในชุมชน ในหมู่บ้านประมาณ 1-2 ปี ดังนั้นหน่วยงานท้องถิ่นจึงจำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการคัดกรองและออกแบบกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันกับเด็ก โดยที่ผ่านมานครพนมโมเดลได้สร้างตำบลต้นแบบไว้ 2 ตำบล ได้แก่ ตำบลโนนตาล อำเภอท่าอุเทน และตำบลพิมาน ในอำเภอนาแก

“ตำบลต้นแบบ คือ การสร้างความเป็นเจ้าของให้กับชุมชน เราผลักดันให้ อบต. กลายเป็นเหมือนโรงเรียนสำหรับเด็กกลุ่ม Dropout กับเด็กแขวนลอย ซึ่งหมายถึงเด็กที่มีชื่ออยู่ในระบบ แต่ตัวตนที่แท้จริงไม่อยู่แล้ว อบต.ก็จะทำหน้าที่ทั้งการคัดกรอง ออกแบบการจัดการเรียนรู้ร่วมกันกับเด็ก แล้วจัดการส่งเอกสารร่องรอยการเรียนรู้ต่าง ๆ มาให้ศูนย์การเรียน CYF เพื่อทำการประเมินออกใบรับรองวุฒิการศึกษาต่อไป อย่างกรณีตำบลพิมาน ก็มีจบการศึกษากันไปแล้ว 2-3 รุ่น ซึ่งทาง นายก อบต. ก็ได้บอกกับเราว่าอัตราของเด็กแก๊งค์ ในชุมชนได้ลดลง รวมถึงปัญหาอาชญกรรม ลักเล็กขโมยน้อยต่างๆ ก็ลดลงด้วยเช่นกัน ” พิมพ์ชนก จอมมงคล ครูศูนย์การเรียน CYF กล่าว

ผลงานศิลปะจากใจเด็กและเยาวชนในโครงการนครพนมโมเดล ภาพ: นครพนมโมเดล

ไม่ใช่แค่องค์กรปกครองท้องถิ่น แต่หัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของนครพนมโมเดล คือ การเชิญชวนส่วนราชการในระดับจังหวัดและระดับประเทศมาแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันมีถึง 28 หน่วยงาน ที่ได้ทำความตกลงร่วมมือกันในการแก้ปัญหาเด็ก Dropout ภายในระดับจังหวัด

หยุดวงจรเด็ก Dropout ด้วยการศึกษาที่ยืดหยุ่น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ

ล่วงมาถึงปีที่ 3 ของการทำงาน  วิทิต เติมผลบุญ กล่าวว่า คณะทำงานนครพนมโมเดลได้พบค่าเฉลี่ยของเด็กที่มีความเสี่ยงหรือมีแนวโน้มที่จะหลุดจากระบบการศึกษาอยู่ในโรงเรียนแต่ละแห่งประมาณร้อยละ 10 ซึ่งถ้าแก้ปัญหาที่ต้นตอของวงจรนี้ได้ ภาพฝันที่จะลดอัตราเด็ก Dropout จาก 1 ล้านคนเศษให้เหลือศูนย์ก็มีความเป็นไปได้ ดังนั้นจึงมีข้อเสนอเกี่ยวกับการจัดทำให้โรงเรียน 1 โรงเรียน สามารถจัดการศึกษาได้ 3 รูปแบบ ซึ่งกฏหมาย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ก็เอื้อประโยชน์ให้จัดทำได้อยู่แล้ว

“ ในมาตรา 15 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ให้โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาได้ 3 รูปแบบ คือ ในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย แล้วเขาก็เขียนชัดเจนว่าสถานศึกษาสามารถจัดการศึกษารูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือทั้งสามรูปแบบ แล้วก็สามารถให้มีการเทียบโอนระหว่างรูปแบบได้ด้วย

ถ้าจะเปรียบเทียบการศึกษาทั้ง 3 รูปแบบให้เห็นภาพ ก็คือ การเรียนในระบบจะเป็นการเรียนอยู่ในห้อง 4 เหลี่ยม ถ้าเป็นการเรียนนอกระบบก็เอาห้องออกแต่ยังมีรั้วอยู่ แต่ถ้าเรียนตามอัธยาศัย ก็คือเอารั้วออกแล้วให้โลกทั้งใบเป็นการเรียนรู้ เด็กจะเรียนรู้ตามความสนใจของผู้เรียน เรียนจากผู้คน เรียนจากพื้นที่ เรียนจากแหล่งภูมิปัญญาท้องถิ่น การศึกษาต้องใช้เด็กเป็นศูนย์กลาง แต่ที่ผ่านมาเราไม่เคยถามว่าเด็กอยากเรียนแบบไหนเลย”

การกระจายอำนาจทางการศึกษา

วิทิต เติมผลบุญ กล่าวอีกว่า ในมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 กฏหมายด้านการศึกษาที่กล่าวกันว่ามีความก้าวหน้ามากที่สุดที่ประเทศไทยเคยมีมา ระบุว่านอกเหนือจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรชุมชน องค์กรวิชาชีพ สถานประกอบการ สถาบันทางศาสนา ครอบครัว และบุคคล มีสิทธิในการจัดการศึกษาภายใต้ข้อกำหนดของกฏกระทรวง

“ ถ้าคุณเชื่อเรื่องการกระจายอำนาจ มาตรา 12 นี่คือเรื่องการกระจายอำนาจทางด้านการศึกษาอย่างแท้จริงเลยถ้ามองในเชิงโครงสร้าง แต่ทำไมกฎหมายนี้ 25 ปีมาแล้ว ยังไม่ไปไหน เพราะกฏหมายนี้มันอยู่ในมือของกระทรวงศึกษาธิการ คนที่ดูแลคือกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นรัฐราชการแบบรวมศูนย์อำนาจ แล้วถ้าคุณเป็นผู้มีอำนาจอยู่ในกระทรวงฯ แล้วเป็นงบฯ ที่สูงมหาศาล คุณอยากกระจายอำนาจไปให้ชาวบ้านและประชาชนไหม เขาถือกฎหมายก็จริง แต่เราเป็นผู้ใช้ หน้าที่เราก็คือบังคับให้เขาใช้กฎหมาย ฉะนั้นเราต้องใช้ ถ้าเราอยู่เฉยๆ เขาชอบ เขาก็แช่แข็งเอาไว้ก็ได้ วันนี้สิ่งที่ผมทำก็คือการปลดแอก ผมอยากให้เกิดการศึกษาที่จัดการความรู้โดยคนท้องถิ่นเอง ”

สำหรับผู้สนใจ และต้องการทำความเข้าใจกับ 4 ขั้นตอน โรงเรียนมือถือ “ชิม ชอบ โชกโชน เชี่ยวชาญ” สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://play.mobileschool.online/

อ้างอิง

image_pdfimage_print