รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมคนปัจจุบันตอบสนองบัญชาของนายกฯ เศรษฐาที่ต้องการผลักดันให้เกิดการผลิตแร่โพแทชขึ้นมาให้ได้โดยเร็ว ด้วยการบอกว่า “ต้องการเห็นปุ๋ยโปแตซกระสอบแรกที่ผลิตจากในประเทศ”

เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย จะเห็นได้ว่าคำพูดเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะพูดกันมาตั้งแต่สมัยก่อตั้งรัฐวิสาหกิจในนามบริษัท ปุ๋ยแห่งชาติ จำกัด (‘ปุ๋ยแห่งชาติ’) แล้ว ล่วงเลยมา 42 ปี ปุ๋ยกระสอบแรกได้ถูกผลิตขึ้นมาหลายกระสอบแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีราคาถูกแต่อย่างใด 

มิใช่ว่าปุ๋ยกระสอบแรกที่ผลิตขึ้นในสมัยที่ปุ๋ยแห่งชาติยังดำเนินการอยู่ยังไม่สามารถขุดแร่โพแทชขึ้นมาใช้ได้เอง ยังคงต้องซื้อแร่โพแทชจากภายนอกประเทศเพื่อเอามาผสมปุ๋ยเอง จึงยังคงทำให้ปุ๋ยกระสอบแรกที่ผลิตขึ้นในสมัยนั้นมีราคาแพง ต่อให้ในสมัยนั้นประเทศไทยเราสามารถขุดแร่โพแทชขึ้นมาได้แล้ว ปุ๋ยกระสอบแรกในสมัยนั้นก็ยังคงมีราคาแพงอยู่ดี

ซึ่งเราสามารถเปรียบเทียบกับนโยบายของสินค้าตัวอื่นๆ ของรัฐไทยได้ อาทิเช่น อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยที่ปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาลทรายเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จนทำให้เป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายอันดับสามของโลก แต่ผู้บริโภคน้ำตาลทรายภายในประเทศกลับต้องซื้อน้ำตาลทรายบริโภคราคาแพงทุกๆ ปี นับตั้งแต่มีการใช้ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ที่กำหนดให้แบ่งรายได้สุทธิจากการขายน้ำตาลทรายระหว่างชาวไร่อ้อยกับผู้ประกอบการโรงงานในอัตราส่วน 70 : 30 ตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 นโยบายด้านราคาน้ำตาลทรายก็สลับไปมาอยู่สองสภาวะ ดังนี้ (1) ในสภาวะที่ราคาน้ำตาลทรายตลาดโลกค่อนข้างต่ำ ราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศจะถูกตั้งไว้ให้สูงกว่า ก็เพื่อที่จะนำรายได้ที่ได้จากการขายน้ำตาลทรายภายในประเทศไปอุดหนุน ชดเชย ทดแทนหรือเพิ่มให้กับชาวไร่อ้อยและผู้ประกอบการโรงงานที่ขายน้ำตาลทรายในตลาดโลกได้ราคาต่ำ และ (2) ในสภาวะที่ราคาน้ำตาลทรายตลาดโลกสูง และราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศต่ำกว่า รัฐบาลก็จะรีบขึ้นราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศเพื่อให้ใกล้เคียงหรือสูงกว่าราคาน้ำตาลทรายตลาดโลกโดยเร็ว ด้วยข้ออ้างว่า (2.1) หากไม่ขึ้นราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศจะทำให้ชาวไร่อ้อยและผู้ประกอบการโรงงานสูญเสียโอกาสที่จะได้รับส่วนแบ่งจากส่วนต่างของราคาน้ำตาลทรายตลาดโลกกับราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศ และ (2.2) ประชาชนที่ต้องซื้อน้ำตาลทรายภายในประเทศเพื่อบริโภคอาจไม่สามารถหาซื้อน้ำตาลทรายได้ เนื่องจากผู้ขายจะส่งออกไปยังต่างประเทศที่ขายได้ราคาสูงกว่า 

แต่เหตุผลที่แท้จริงของการสลับไปมาอยู่สองสภาวะเช่นนี้ก็เพื่อให้ประชาชนหรือผู้บริโภคน้ำตาลทรายภายในประเทศแบกรับภาระสองเรื่อง ได้แก่ (1) เพื่อทำให้ส่วนแบ่งระหว่างชาวไร่อ้อยและผู้ประกอบการโรงงานตามระบบแบ่งปันผลประโยชน์ในอัตราส่วน 70 : 30 ไม่ผันผวนและตกต่ำ และ (2) เพื่อเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อเก็บไว้ใช้ในการรับประกันราคาอ้อยให้แก่ชาวไร่อ้อยและผู้ประกอบการโรงงานในฤดูกาลถัดไป รวมถึงใช้สำหรับวัตถุประสงค์อื่นในการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายด้วย

การตรากฎหมายฉบับต่างๆ ขึ้นมาใช้บังคับของรัฐไทย มักยกประโยชน์ของประชาชนขึ้นมาเป็นข้ออ้างเสมอ การประกาศใช้พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ก็เช่นกัน ที่ตั้งใจเขียนขึ้นมาเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนผู้บริโภคได้สามารถซื้อหาน้ำตาลทรายในราคาถูก เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยสร้างระบบแบ่งปันผลประโยชน์ขึ้นมาด้วยการแบ่งรายได้สุทธิที่ได้จากการขายน้ำตาลทรายและผลพลอยได้ทั้งในและนอกประเทศให้แก่ชาวไร่อ้อยและผู้ประกอบการโรงงานในอัตราส่วนที่สอดคล้องและเหมาะสม (70 : 30) เพื่อเป็นแรงจูงใจในการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้มีเสถียรภาพและมั่นคง แต่เมื่อนำมาปฏิบัติจริงแล้วกลับได้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม

อุตสาหกรรมเกลือและโพแทชก็เช่นกัน ไม่น่าจะหลีกพ้นพฤติกรรมทางนโยบายของรัฐไทยที่มักย้อนแย้งระหว่างความคิดและการกระทำเสมอ แทบไม่มีหลักประกันใดๆ เลยว่ารูปรอยของนโยบายอุตสาหกรรมเกลือและโพแทชจะไม่เดินตามรอยนโยบายอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายที่มาตรการด้านราคาสลับไปมาอยู่สองสภาวะตามที่กล่าวมา ซึ่งก็เป็นสองสภาวะที่เอาเปรียบประชาชนผู้บริโภคทั้งสิ้น 

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความปรารถนาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมคนปัจจุบันและนายกฯ เศรษฐาที่ต้องการเห็นปุ๋ยโพแทชกระสอบแรกผลิตจากในประเทศมีความไม่ชัดเจน คลุมเครือ และมีข้อกังขา ให้ต้องตั้งคำถามลงไปให้ลึกขึ้นว่า ปริมาณแร่โพแทชที่ต้องการขุดขึ้นมาเพื่อนำมาผลิตปุ๋ยเคมีนั้นมีเป้าหมายเพื่อทดแทนการนำเข้าเป็นหลัก หรือมีเป้าหมายเพื่อส่งออก

ในคำถามนั้น หากรัฐไทยมีเป้าหมายขุดแร่โพแทชขึ้นมาเพื่อทดแทนการนำเข้าประมาณ 700,000 – 800,000 ตัน/ปี ราคาของแร่โพแทชก็อาจไม่สลับไปมาอยู่สองสภาวะ และอาจส่งผลให้ราคาปุ๋ยเคมีภายในประเทศถูกขึ้นจริง (ซึ่งราคาจะถูกมากหรือน้อยยังขึ้นอยู่กับปัจจัยและตัวแปรต่างๆ มากมาย) เพราะกลไกตลาดโลกอาจไม่มีอิทธิพลเข้ามาก้าวก่ายหรือบังคับ แต่ในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้น กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้อนุญาตประทานบัตรการทำเหมืองแร่โพแทชไปแล้วสามแห่ง ได้แก่ 

1. เหมืองแร่โพแทชบำเหน็จณรงค์ของรัฐบาลอาเซียน ภายใต้การบริหารงานของบริษัท อาเซียน โปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่ที่ ต.บ้านตาล อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ กำลังการผลิต 1,100,000 ตัน/ปี 

2. เหมืองแร่โพแทชด่านขุนทดของบริษัท ไทยคาลิ จำกัด ตั้งอยู่ที่ ต.หนองไทร อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา กำลังการผลิต 100,000 ตัน/ปี

3. เหมืองแร่โพแทชแหล่งอุดรใต้ของบริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตช คอร์เปอเรชั่น จำกัด บริษัทลูกของบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่ที่ ต.หนองไผ่ อ.เมือง จ.อุดรธานี กำลังการผลิต 2,000,000 ตัน/ปี 

และ กพร. ยังได้อนุญาตอาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจแร่โพแทชให้อีก 30 บริษัท กระจายตัวอยู่ใน 12 จังหวัดของภาคอีสาน รวมพื้นที่ประมาณ 3,500,000 ไร่ อีกด้วย 

จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแนวความคิดและการกระทำทางนโยบายของรัฐไทยเกิดสวนทางหรือย้อนแย้งกัน นับตั้งแต่ปีที่ผ่านมาหลังได้รัฐบาลชุดใหม่จากการเลือกตั้งเมื่อพฤษภาคม 2566 ไล่ตั้งแต่นายกฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อธิบดี กพร. ต่างก็สื่อสารกับสังคมว่าอยากได้ปุ๋ยโพแทชกระสอบแรกที่ผลิตในไทยเพื่อทดแทนการนำเข้า แต่ ณ เวลานี้ เหมืองโพแทชทั้งสามแห่งที่ได้รับอนุญาตประทานบัตรไปแล้วมีกำลังการผลิตรวมกัน 3,200,000 ตัน มากกว่าปริมาณแร่โพแทชนำเข้าที่ซื้อเข้ามาเพื่อผลิตปุ๋ยเคมีถึง 4 เท่า ซึ่งยังไม่นับรวมบรรดาอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่โพแทชอีก 30 บริษัท ที่เมื่อสำรวจเสร็จสิ้นแล้วก็จะดำเนินการยื่นคำขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่โพแทชแห่งใหม่ๆ อีกจำนวนมาก

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นว่ารัฐไทยมีเป้าหมายขุดแร่โพแทชเพื่อมุ่งส่งออกเป็นหลัก ไม่ใช่ทดแทนการนำเข้า สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็จะทำให้มาตรการด้านราคาของแร่โพแทชที่ขุดขึ้นมาเหมือนกับราคาน้ำตาลทรายที่สลับกันไปมาอยู่สองสภาวะ นั่นคือ ยามใดที่สภาวะของราคาแร่โพแทชตลาดโลกต่ำ ราคาแร่โพแทชภายในประเทศจะถูกตั้งไว้ให้สูงกว่า เพื่อที่จะนำรายได้จากการขายแร่โพแทชภายในประเทศไปอุดหนุน ชดเชย ทดแทนหรือเพิ่มให้กับผู้ประกอบการเหมืองที่ขายแร่โพแทชในตลาดโลกได้ราคาต่ำ และยามใดที่สภาวะของราคาแร่โพแทชตลาดโลกสูง แต่ราคาแร่โพแทชภายในประเทศต่ำกว่า รัฐบาลก็จะรีบขึ้นราคาแร่โพแทชภายในประเทศให้ใกล้เคียงหรือสูงกว่าราคาแร่โพแทชตลาดโลกโดยเร็ว เพื่อที่ผู้ประกอบการเหมืองจะได้ไม่สูญเสียโอกาสในการรับส่วนแบ่งจากส่วนต่างของราคาแร่โพแทชตลาดโลกกับราคาแร่โพแทชภายในประเทศ และเพื่อป้องกันไม่ให้แร่โพแทชที่ขุดขึ้นมาถูกส่งออกไปขายยังต่างประเทศที่ได้ราคาสูงกว่า จนทำให้ไม่มีแร่โพแทชใช้ภายในประเทศเพื่อผลิตปุ๋ยเคมี

นี่คือเหตุผลที่แร่โพแทชที่ถูกขุดขึ้นมาจากใต้ผืนแผ่นดินอีสานเพื่อนำไปผลิตปุ๋ยโพแทชและปุ๋ยเคมี (ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม) ไม่ว่าจะเป็นกระสอบแรก และกระสอบที่เท่าไหร่ก็ตาม ไม่มีวันถูกลงตามโฆษณาชวนเชื่ออย่างแน่นอน

และหากรวมมูลค่าของผลกระทบ ความเสียหาย ความสูญเสีย ที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ สังคมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่รอบเหมืองด้วยแล้ว ยิ่งจะทำให้แร่โพแทชที่ถูกขุดขึ้นมาจากใต้ผืนแผ่นดินอีสานเพื่อนำไปผลิตปุ๋ยโพแทชและปุ๋ยเคมี (ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม) ไม่ว่าจะเป็นกระสอบแรก และกระสอบที่เท่าไหร่ก็ตาม ไม่มีวันถูกลงตามโฆษณาชวนเชื่ออย่างแน่นอน

หมายเหตุ สำหรับผู้อ่านที่เห็นการใช้คำทั้ง “โพแทช” และ “โปแตช” เนื่องจาก The Isaan Record ใช้คำว่า “โพแทช” ตามหลักการออกเสียงที่อิงจากภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ตามคำเฉพาะที่เป็นชื่อบริษัทยังคงใช้ “โปแตช” ตามเดิม

image_pdfimage_print