“จนมาพ้อสาวโนนตาโก้ง เจ้าผุงามโอ้ยปานแต้ม”

หลังสิ้นเพลงร้องเปิดพิธีในท่อนแรก จากแดดจ้าสว่างทั่วฟ้ากลับพลันหาย หมู่เมฆเคลื่อนตัวเข้าบดบัง แทนที่ด้วยลมอ่อนๆ ณ เกาะกลางน้ำแห่งนี้ ก่อนที่พิธีไหว้ปู่ตาโนนตาโก้ง แก่งละว้า อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น จะเริ่มขึ้น และตามมาด้วยกิจกรรมอีกมากมาย ที่สร้างรอยยิ้มให้ที่แห่งนี้

ชาวบ้านนำของดีของชุมชนมาร่วมขายภายในงาน

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา มีการจัดงานโฮมบุญไหว้ปู่ตาโนนตาโก้ง แก่งละว้า อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น โดยได้ฤกษ์ดีขึ้นบ้านใหม่ เนื่องใน ‘วันสิ่งแวดล้อมโลก’ กลุ่มเครือข่ายชาวบ้านในพื้นที่จึงถือโอกาสจัดกิจกรรมล่องเรือ ชมธรรมชาติแก่งละว้า ศึกษาวิถีคนแก่ง นั่งกินข้าวฟังลำ และเปิดวงโสเหล่กลางป่า  

เพชรลัดดา บุตรมหา เยาวชนที่ทำงานพัฒนาในพื้นที่แก่งละว้า

‘เพชรลัดดา บุตรมหา’ เยาวชนที่ทำงานพัฒนาในพื้นที่แก่งละว้า อธิบายว่าการกราบไหว้ปู่ตาจะต้องเกิดขึ้นทุกปี แต่เมื่อปีที่แล้วเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม ทำให้ศาลเกิดความเสียหาย จึงอยากใช้การขึ้นบ้านใหม่เป็นสิ่งที่เชื่อมกับสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะจัดบนพื้นที่เกาะโนนตาโก้ง ตัวแทนพื้นที่ที่มีระบบนิเวศชุ่มน้ำหลงเหลืออยู่อย่างสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาศัยของนกจำนวนมาก และหลากหลายไปด้วยพืชน้ำนานาพันธุ์ เช่น ดอกบัว ฝักบัว ต้นกก ต้นผือ ที่ชาวบ้านนำมาทอเสื่อ 

นิเวศทั้งหลายที่พบในโนนตาโก้งบนพื้นที่แก่งละว้า บ่งชี้ถึงความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ชุ่มน้ำ เดิมเป็นหมู่บ้านกลางแก่งละว้า จากการสำรวจพื้นที่โดยเครือข่ายชาวบ้านแก่งละว้า ในปี 2550 คงร่องรอยทางประวัติศาสตร์ ทั้งการพบหลักบ้าน (สะดือบ้าน) และร่องรอยพื้นที่ทำการเกษตร

การเดินทางเข้าไปทำพิธีต้องนั่งเรือเข้าไป ในพื้นที่แก่งละว้า

แม้ทราบกันดีว่า ‘แก่งละว้า’ คือ ศูนย์กลางยึดเหนี่ยวจิตใจของคนแก่ง พื้นที่ชุ่มน้ำตรงนี้ยังที่มีความสำคัญและอุดมสมบูรณ์ มีขนาด 17,400 ไร่ เชื่อมร้อยพื้นที่ถึง 3 อำเภอ ได้แก่ บ้านไผ่ บ้านแฮด และชนบท แก่งละว้าเป็นทั้งแหล่งทรัพยากรสำคัญ แหล่งหาอยู่หากิน พื้นที่เลี้ยงสัตว์ ทำการเกษตร และเป็นแหล่งน้ำดิบในการผลิตน้ำประปา แต่หลังจบพิธีไหว้ศาลปู่ตา ฟังลำกลอนโบราณ และกินข้าวจากวิถีชุมชนเสร็จ ทุกคนก็เริ่มเข้าสู่การโสเหล่เสวนา เพื่อตามหาหน้าตาของแก่งละว้าในอนาคต จนได้แนวคิดจากหลายภาคส่วนออกมา

งานโฮมบุญไหว้ปู่ตาโนนตาโก้ง อ.บ้านแฮด อ.บ้านไผ่ อ.ชนบท จ.ขอนแก่น
วรรลพ วลัยศรี ปลัดอาวุโส อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น

แนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวแก่งละว้า จากมุมมองของภาครัฐ

“ที่นี่คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ การสักการบูชาเป็นวิถีและธรรมเนียมของชาวอีสาน เราถวายศาลหลังใหม่ให้ท่าน เพราะแก่งละว้าเป็นแหล่งอาหาร ในอนาคตหลายภาคส่วนต้องช่วยกัน ไม่ว่าจะอำเภอบ้านไผ่ บ้านแฮด หรือชนบท ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันบูรณาการ” 

วรรลพ วลัยศรี ปลัดอาวุโสอำเภอบ้านไผ่ กล่าวถึงพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ในวันนี้ การเคารพพื้นที่ที่ให้ชีวิตนั้นสำคัญ เขามองว่าหากทั้ง 3 อำเภอ ที่ครอบคลุมพื้นที่แก่งละว้าร่วมมือกัน จะสามารถพัฒนาสายน้ำแห่งชีวิตนี้ ให้กลับไปสู่ชุมชนและทุกภาคส่วนได้

“การดึงให้คนมาท่องเที่ยวเชิงนิเวศ นั่งเรือชมแก่ง ดูธรรมชาติ อันดับแรกต้องมีเรื่องเล่าเพื่อดึงดูดผู้คน มีคนรับผิดชอบดูแลพื้นที่ อนาคตต้องดูเรื่องการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ถ้าพื้นที่มีเรื่องราว และมีงบประมาณในการพัฒนา ก็จะสร้างเป็นจุดเช็กอินแห่งใหม่ ในการมาแก่งละว้า”

วรรลพฉายแผนการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยการท่องเที่ยวเชิงวิถีจะต้องเริ่มจากการสร้างเรื่องราวให้กับพื้นที่ หากพื้นที่มีความน่าสนใจ มีเรื่องราวที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ ก็จะนำไปสู่การผลักดันพื้นที่ให้เหมาะสมกับการเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว

“มาบ้านไผ่ 1 วันเที่ยวไหน ถ้ามีของดีเขามาอยู่แล้ว เราต้องวางรูท หาเรื่องและจุดเชื่อมให้ได้ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว เราไม่อยากทำแค่นิดเดียวแล้วจบไป เราพยายามสร้างรากฐานให้แข็ง ค่อยเป็นค่อยไป” 

การนั่งเรือชมธรรมชาติ กิจกรรมท่องเที่ยวสำคัญของแก่งละว้า 

ความเป็นไปได้ในอนาคตของบ้านไผ่ ที่จะกลายเป็นพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยว เพราะเป็น Hub ในด้านโลจิสติกส์ มีรถไฟรางคู่ และกำลังสร้างรถไฟสายบ้านไผ่-นครพนม พร้อมกับโครงการถนนมอเตอร์เวย์ ที่จะเสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2570 ทำให้วรรลพมองเห็นว่า บ้านไผ่จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาได้ อีกทั้งจะช่วยให้แก่งละว้ากลายเป็นพื้นที่เช็กอินใหม่ จุดต้อนรับนักท่องเที่ยว และชุมชนรอบแก่งก็จะได้รับผลดีตามไปด้วย จากการเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวนั่นเอง

โอ๋ จรูญพิศ มูลสาร นักพัฒนาในพื้นที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น

นักพัฒนาในพื้นที่ ที่หันมาสันติกับรัฐและหวังให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน

“พี่มองว่าความขัดแย้งไม่สามารถจบด้วยการด่าทอ ความขัดแย้งมันจะจบได้ด้วยการเจรจาหรือพูดคุย และมีข้อตกลงบนฐานของความเป็นจริง รัฐอาจจะอยากได้การพัฒนาแบบอื่นก็ได้ แต่มันหนีความจริงไม่พ้น ถ้าชุมชนยืนยันอีกแบบ แต่ชาวบ้านต้องยืนยันตัวเองก่อน”

โอ๋ – จรูญพิศ มูลสาร ผู้ที่ทำงานพัฒนาในพื้นที่แก่งละว้า ที่เคยทำงานขับเคลื่อนกับภาครัฐมาเป็นเวลานาน แต่วันนี้เขาคือตัวตั้งตัวตีในการเชื่อมรัฐและชุมชนเข้าด้วยกัน ทั้งยังเป็นกลุ่มเครือข่ายชาวบ้านแก่งละว้า ที่ร่วมจัดกิจกรรมมากมายให้กับพื้นที่ รวมทั้งงานในวันนี้ เพื่อหวังให้เกิดการพัฒนาการท่องเที่ยว และตั้งใจให้แก่งละว้าเป็นที่รู้จักของคนทั้งโลก  

ป้ายภายในงานที่เขียนถึงเครือข่ายชาวบ้านแก่งละว้า

“เมื่อก่อนถูกร้องเรียนเยอะมาก แต่เราก็ไม่ย่อท้อ เชิญทุกหน่วยงานมาร่วมงานกับเราทุกงาน ถึงไม่มาก็เชิญให้รับรู้ เขาจะมาด้วยขัดใจหรือฝืนใจเราไม่รู้ แต่อย่างน้อยๆ ถ้าเขามา เขาก็ได้ฟังในสิ่งที่เราพูด เขาจะตามเราหรือไม่ตามเรา อย่างน้อยๆ ไม่ต่อต้านเราหรือไม่ร้องเรียนเราก็ดีกว่า”

จากอดีตที่ไม่ลงรอยกับภาครัฐ วันนี้โอ๋ยึดแนวคิดที่ว่า หากอยากให้แก่งละว้าพัฒนาไปได้ ทุกฝ่ายต้องรับฟังและพูดคุยกัน ความต้องการของทั้งสองฝ่าย และปัจจุบันก็สามารถเกิดขึ้นได้ หลายหน่วยงานเข้ามาร่วมส่งเสริมแนวคิดของกลุ่มเครือข่าย จนเกิดกิจกรรมมากมายขึ้นมา

ผู้เข้าร่วมงานที่มีทั้งหน่วยงานรัฐและชาวบ้านในพื้นที่

“วันนี้มันมีการเปลี่ยนแปลงและเกิดมุมใหม่ รัฐเรียนรู้ เราก็เรียนรู้ ทิศทางกำลังไปได้ดี ในการเดินไปข้างหน้าร่วมกัน เพราะหน่วยงานของ 3 อำเภอ ทั้ง อ.บ้านไผ่ อ.บ้านแฮด และ อ.ชนบท ให้ความร่วมมือและเข้ามามีส่วนร่วม” 

โอ๋เชื่อว่าทิศทางของแก่งละว้ากำลังไปในทางที่ดี ทั้งจากกิจกรรมในวันนี้ที่มีหลายภาคส่วนเข้ามาร่วมงาน ทั้งภาครัฐและชาวบ้านในพื้นที่ ร่วมกันจัดงานและร่วมเสวนาอนาคตของแก่งละว้า เกิดมุมมองการพัฒนาแก่งละว้าให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในทุกๆ ด้าน ทั้งการท่องเที่ยวประมง อาหาร หรือการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ภาพวิถีชีวิตของคนในชุมชน

“เรารวมภาคประชาชน ชาวบ้านรอบแก่ง กลุ่มอนุรักษ์ และกลุ่มนักธุรกิจในพื้นที่มาพูดคุย เราคิดว่าจะเกิดการร่วมมือโดยไม่ต้องรอภาครัฐ เราคาดหวังจะสร้างพื้นที่ตรงนี้ให้ข้างนอกรู้จัก และมีความเป็นไปได้สูง ภาคธุรกิจส่งสัญญาณและพร้อมที่เดินไปข้างหน้ากับเรา ถ้าทั้งสามอำเภอร่วมมือกันได้ เห็นไปในทิศทางเดียวกัน ร้องเพลงเดียวกัน เล่นดนตรีคีย์เดียวกัน มั่นใจว่าภัยคุกคามจากข้างนอก เราจะเอาอยู่”

จากอดีตที่โอ๋เคยปะทะและเรียกร้องอยู่ฝ่ายเดียว แต่ตอนนี้เธอไม่เรียกร้องจากคนอื่น และหันมาคุยกับคนในพื้นที่ถึงแนวทางข้างหน้าของแก่งละว้า พร้อมๆ กับการเปิดรับทุกภาคส่วนที่อยากจะพัฒนาพื้นที่ไปด้วยกัน เพื่อให้แก่งละว้าแห่งนี้เป็นที่รู้จักอย่างที่เธอตั้งใจ

จ่อย ผู้พิการทางการได้ยิน ใช้ชีวิตหาปลาในแก่งละว้าเลี้ยงดูครอบครัว

ความเป็นมนุษย์ที่อยู่คู่กับแก่งละว้า

‘จ่อย’ ชายหนุ่มหาปลาอยู่ในพื้นที่แก่งละว้ามาเป็นเวลานาน ชีวิตของเขาจึงผูกพันกับแก่งละว้าเป็นอย่างมาก “ในแก่งละว้ามีความอุดมสมบูรณ์ มีปลาหลากหลายชนิด ตื่นขึ้นมาหาปลา เก็บไหลบัวไปขาย ขึ้นไปกลางเกาะก็มีไข่มดแดงที่สามารถนำไปขายเป็นรายได้ แก่งละว้าไม่ใช่แค่ให้รายได้ แต่ให้ชีวิตผมด้วย”

จ่อยใช้ทรัพยากร ความอุดมสมบูรณ์ในแก่งละว้าดูแลคนในครอบครัวจำนวน 3 คน มี แม่ ยาย และหลาน จ่อยเป็นผู้พิการทางการได้ยิน ตอนสัมภาษณ์เราให้เขาพิมพ์ตอบ พร้อมกับมีคนช่วยแปลภาษามือ ถึงแม้ตัวเขาจะไม่ได้มีพร้อม แต่ความเฟรนด์ลี่ ความเป็นมนุษย์ ก็ทำให้เขาเป็นที่รักของคนในแก่งละว้า

บรรยากาศตั้งแต่เริ่มจนจบเต็มไปด้วยความสนุก ชาวบ้านในพื้นที่น่ารักและเป็นกันเอง ช่วยกันตกแต่งพื้นที่โล่งบนเกาะกลางน้ำแห่งนี้ ให้สวยจนทิ้งความร้างเดิม ทำให้กิจกรรมในครั้งนี้จบลงอย่างสมบูรณ์แบบ 

“เราหากินกับแก่ง แต่ก็ดูแลและสืบสานแก่ง” 

หนึ่งในชาวบ้านที่เข้าร่วมงานได้กล่าวก่อนที่วงเสวนาจะจบลง และทุกคนแยกย้ายเดินทางกลับด้วยเรือ แม้งานเลี้ยงจะต้องมีวันเลิกลา แต่อนาคตของแก่งละว้าจะไม่มีวันจบลง ทุกเสียงสะท้อนและแนวร่วมการพัฒนาจะต้องถูกสานต่อ เพื่อให้ความหวังของทุกคนเป็นจริง

image_pdfimage_print