ขอเผด็จการทั้งหลายจงพ่ายแพ้แก่ความรัก

คุณพลัดพรากจากคนรักแบบไหนกัน การตาย? การติดคุก? หรือว่า การหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย? คนรักของ “มิ้น ทะลุฟ้า” ถูกเจ้าหน้าที่พรากอิสรภาพจากเขาอย่างไร้สิทธิการประกันตัว นี่คือบันทึกการต่อสู้ของเธอที่ส่งถึงคนรักใน “เรือนจำพิเศษกรุงเทพ” หวังว่า เขาจะมีโอกาสได้อ่าน 

Mintermint มิ้น ทะลุฟ้า เรื่องและภาพ

ตอนนี้มีนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกจับกุมคุมขังอย่างไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์และพวกเขาถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพ แม้ว่า การต่อสู้ของพวกเขานั้นแค่ออกมาใช้สิทธิของพลเมือง เรียกร้องประชาธิปไตยตามที่รัฐธรรมนูญรองรับ แต่กลับถูกผู้มีอำนาจรัฐใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรม ใช้อำนาจอย่างไร้หลักการจับกุมคุมขังนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและผู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรม

หากถามว่า พวกเขาเหล่านั้นเป็นใคร พวกเขาก็คงเป็นสมาชิกในครอบครัว เป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง และปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเขา คือ คนรักของใครสักคน เหมือนกับฉันที่ถูกรัฐไทยพรากคนรักไป 

เขาคือ “เปา ทะลุฟ้า’’ หรือ ปวริศ แย้มยิ่ง นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงที่มองเห็นความทุกข์ยากของประชาชนและผันตัวเองมาเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง จนกลายเป็นผู้ต้องหาทางการเมือง แดน 2 เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ซึ่งเขาถูกคุมขังไปแล้ว 25 วัน (ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2564) ในคดีสาดสีหน้า สน.ทุ่งสองห้องเมื่อ 3 สิงหาคม 2564 โดยอ้างผิดเงื่อนไขคดีเมื่อ 13 ตุลาคม 2563 ทั้งที่ศาลยังไม่พิพากษาให้คดีถึงที่สุด

เขาถูกคุมขังไปพร้อมกับเพื่อนของฉัน 2 คน คือ ไดโน่ และ ปีก ทะลุฟ้า ซึ่งก่อนหน้านี้ยังมีพี่ไผ่ พี่อาทิตย์ เพนกวิน และพี่ๆ ของฉันคนอื่นๆ ที่ถูกคุมขังไปก่อนหน้านี้อีกหลายคน 

สำหรับฉันมันเจ็บปวด ไม่ใช่เพราะแค่การถูกพรากคนรักไป แต่เจ็บปวดที่กระบวนการยุติธรรม ไร้ซึ่งความยุติธรรมสิ้นดี ! 

ฉันเห็นเพื่อนและประชาชนถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับกุมคุมขังไม่เว้นแต่ละวัน เจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมของประชาชน มันตอกย้ำเสมอว่า รัฐบาลไม่ได้รับใช้ประชาชน หากแต่รับใช้ชนชั้นนำที่เหยียบย่ำและกดขี่ประชาชน 

เปา (ซ้าย) และปีก (ขวา) ในขณะเดินทะลุฟ้า จากโคราชถึงกรุงเทพ ระยะทาง 247.5 กิโลเมตร เมื่อเดือนมีนาคม 2564 

การต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่ทั้งรักและรบไปพร้อมกันเป็นความเจ็บปวดที่ต้องเก็บไว้ แต่ก็ต้องสู้ต่อไปเพื่อได้มาซึ่งชัยชนะของทุกคน 

ฉันไม่อาจเรียกตัวเองและนักเคลื่อนไหวคนอื่นๆ ว่า เราเป็นผู้เสียสละ หากแต่ฉันมองว่า “เมื่อเราได้รับรู้ถึงความอยุติธรรมในสังคมในประเทศที่เรารัก เราไม่อาจนิ่งเฉย และหวังว่าประชาชนคนอื่นๆ จะไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธธรรมเช่นกัน” 

การออกมาเรียกร้องของฉันและคนรักในนาม “กลุ่มทะลุฟ้า” นำโดย พี่ไผ่ จตุภัทร์ ที่ถือว่าเป็นหัวหอกในขบวนทะลุฟ้า เพื่อเรียกร้องให้ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกไป เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ และปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ แม้เรามุ่งมั่นเพียง 3 ข้อเรียกร้องหลัก แต่วันนี้ต้องเพิ่มอีกหนึ่งข้อเรียกร้อง คือ “ปฏิรูปตุลาการ คืนสิทธิการประกันตัวไปด้วย”  เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับประชาชนและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ไม่ได้รับสิทธิการประกันตัวชั่วคราว

พวกเราเคลื่อนไหวทางเมืองในกลุ่มเดียวกัน ร่วมทุกข์ ร่วมสุขมาด้วยกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าการพบรักกันก็มาจากการที่เรามองเห็นความทุกข์ยากของประชาชน ได้ทำความรู้จักกัน ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน แล้วสุดท้ายก็เลือกที่จะมาทำงานร่วมกัน นับตั้งแต่การเคลื่อนไหวของกลุ่มราษฎรอีสาน เหตุการณ์สำคัญ คือ หน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2563 ที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมและจับกุมผู้ร่วมชุมนุมอ้าง พ.ร.บ.ความสะอาด

นั่นเป็นครั้งแรกที่คนรักของฉันถูกจับกุม ฉันเห็นเพื่อนถูกเจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงทั้งเตะ ต่อย อีกครั้งพวกเขาถูกพรากอิสรภาพไป 6 วัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรมอย่างเห็นได้ชัด จนทุกคนได้รับสิทธิการประกันตัวชั่วคราว

และครั้งนั้นจึงเป็นครั้งแรกที่ฉันเรียนรู้การถูกพรากคนรักไปเช่นกัน ซึ่งฉันยืนยันว่า การออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยนั้นสามารถทำได้และเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีสิทธิที่จะละเมิดสิทธิเสรีภาพของเรา หากแต่เราอยู่ในยุครัฐบาลเผด็จการที่มักใช้อำนาจโดยไม่ได้คำนึงถึงสิทธิของประชาชน  

แม้ครั้งนั้นฉันได้คนรักกลับคืน แต่ก็ใช่ว่า เราจะได้ใช้ชีวิตร่วมกันแบบหนุ่มสาวที่คบหาดูใจกัน แต่เราก็ยังต้องสู้ต่อในขบวนการประชาธิปไตย เมื่อยังไม่บรรลุถึงเป้าหมายของเรา 

มิ้น (ซ้าย) และ เปา (ขวา) ขณะชุมนุม ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อปี 2563

ฉันและคนรักทำงานร่วมกัน ต่างคนต่างทำหน้าที่ ที่แตกต่างกันออกไป รับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งทุกหน้าที่มีความสำคัญเหมือนกันหมด จะขาดใครไปไม่ได้

ฉันกับคนรักแทบจะไม่มีเวลาไปเดท ไปเที่ยวต่างจังหวัด แบบคนรักหนุ่มสาวทั่วไปที่เขาทำกัน การเดทของเรา คือ การไปม็อบ การไปตั้งแคมป์ลงพื้นๆ ที่ประสบปัญหาที่ดินทำกิน เราใช้ชีวิตไม่ใช่แค่กับคนรักสองคน เราใช้ชีวิตรวมหมู่อยู่ร่วมกับเพื่อนนักเคลื่อนไหวคนอื่นๆ ความรักของเราไม่ได้มีความพิเศษใดๆ เราดูแลคนรักอย่างไร เราก็จะพยายามดูแลเพื่อนคนอื่นๆ อย่างเท่าเทียมกันด้วย มันเป็นเช่นนั้นเสมอ 

ในขณะที่เราเรียนรู้ที่จะรักและต่อสู้ร่วมกัน เรายังได้เรียนรู้ชีวิตของเพื่อนๆ หลายคนอีกด้วย เราทุกคนดูแลกันเหมือนครอบครัวรับฟังปัญหาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันและกัน 

บางครั้งบางคราวฉันก็เคยน้อยใจเพราะคนรักไม่ค่อยมีเวลาให้ แต่ก็จะมีเขา ผู้ที่มีจิตใจเข็มแข็งคอยปลอบประโลมจิตใจฉันเสมอว่า “แม้เราไม่มีเวลาใช้ชีวิตด้วยกัน อย่างน้อยเรายังก็ยังอยู่ในสนามรบเดียวกัน” 

ใช่ค่ะ ฉันยืนยันว่า คนรักของฉันนั้น รักประชาชนและเพื่อนในขบวนการมากกว่าฉันด้วยซ้ำ และฉันเองไม่เสียใจเลยแม้แต่น้อย ฉันเห็นเขามุ่งมั่นตั้งใจและมีความพยายามอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะทำงานนี้ให้สำเร็จ  เขาเป็นคนที่เลือกงานมาก่อนเสมอ และอาจจะพูดได้ว่า เขาเป็นคนบ้างานมากๆ 

งานที่ไม่ได้มีเงินเดือนเพื่อจุนเจือครอบครัว กลับเป็นครอบครัวที่ต้องดูแลเขาในวัย 25 ปี งานที่เขาทำโดยมีครอบครัวที่เข้าอกเข้าใจและภูมิใจในตัวเขาเสมอ

งานนั้นคงจะเรียกกันว่า “งานปฏิวัติ” แม้เขาจะต้องแลกอะไรหลายๆ อย่างในชีวิต ต้องห่างจากครอบครัว ห่างบ้าน แล้วเลือกเดินเส้นทางนี้เพื่อหวังเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น 

ฉันในฐานะคนรักก็ยังคอยส่งกำลังใจให้ซึ่งกันและกัน แล้วฉันก็ต้องทำงานต่อไป โดยที่เขาไม่ได้อยู่ตรงนี้ เขาก็ยังสู้อยู่ข้างในเรือนจำ ฉันก็ยังสู้อยู่ข้างนอก รอคอยอย่างมีความหวัง แม้เราไม่ได้มีโอกาสสู้ต่อข้างนอกกรงขังร่วมกันก็ตาม

ฉันยังนึกถึงโควทคำหนึ่งในหนังสือ “ความรักของวัลยา” ประพันธ์โดย เสนีย์ เสาวพงศ์ ที่คนรักของฉันเคยอ่านในเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพเมื่อเดือนตุลาคม 2563 ปีที่ผ่านมา และเขาเป็นคนแนะนำให้ดิฉันอ่าน

“ความรักที่เป็นเพียงความสุข หรือไม่ก็ความใคร่ของคนๆ หนึ่ง หรืออย่างมากที่สุด 2 คนเท่านั้น เป็นความรักอย่างแคบ ความรักของคนเราควรจะขยายกว้างออกไปถึงชีวิตอื่นถึงประชาชนทั้งหลาย’’

เขาเคยบอกว่า “พอพี่อ่านหนังสือเล่มนี้พี่ก็นึกถึงหนู’’ มันโรแมนติกนะ แต่พอนึกถึงมันเจ็บปวดอยู่ไม่น้อย

เราควรได้อ่านด้วยกันไม่ใช่ต้องมีกรงขังหรือผนังกั้น ! 

ฉันไม่ได้คิดว่า ตัวเองเป็นวัลยา ในหนังสือเล่มนี้หรอก แต่มันก็เป็นแรงบันดาลใจและอยากเปิดอ่านขึ้นอ่านอีกครั้งในเวลาที่เหนื่อยหน่ายและท้อแท้ เพื่อให้มีกำลังใจในการสู้ต่อไป และผลักดันกงล้อประวัติศาสตร์แห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไปให้ได้

และในวันที่ 1 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา คนรักของฉันต้องถูกคุมขังและเป็นครั้งที่ 2 ฉันเองต้องเรียนรู้การถูกพรากคนรักไปอีกครั้ง เป็นเวลาหลายวันที่ไม่ได้ยินแม้แต่เสียง ไม่ได้พบหน้ากัน ไม่ได้สวมกอดอย่างที่เคยทำ ได้รับเพียงข้อความจากทนายความที่คอยไปเยี่ยมเยือน พอได้อ่านข้อความที่เขาส่งมาให้กำลังใจคนข้างนอก บางครั้งก็น้ำตาไหล ได้แต่จินตการว่า 

เขากำลังอ่านหนังสือเรื่องอะไรอยู่?

จะคิดถึงกันบ้างไหม? 

ยังนับวันรอคอยที่จะออกมาสวมกอดกันหรือไม่? 

ฉันไม่มีโอกาสได้ยินเสียงเขาเลย แม้อยากไปพบเจอและพูดคุยถามไถ่กัน แต่เนื่องจากกรมราชทัณฑ์ไม่อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมได้ โดยอ้างสถานการณ์โควิด-19 

มันเจ็บปวดนะที่กระบวนการยุติธรรมใช้ข้ออ้างเหล่านี้เพื่อกีดกัน ทั้งที่เขายังไม่ถูกพิพากษาด้วยซ้ำ เขายังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่กลับต้องไปอยู่ในคุกเสี่ยงโรคระบาด ซึ่งคนที่ควรไปอยู่ในคุกนั้นควรเป็นผู้มีอำนาจรัฐที่ใช้อำนาจโดยมองไม่เห็นหัวประชาชน 

การชุมนุมของกลุ่มทะลุฟ้าขณะเดินเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ จ.ขอนแก่น เมื่อ 21 มิถุนายน 2564 

การที่ตุลาการไม่อนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราว ทำให้เกิดคำถามว่า “คนที่คุณมอบความอยุติธรรมให้นั้น คุณไม่ได้มองเห็นเลยใช่ไหมว่า เขาเป็นครอบครัว หรือเป็นคนรักของใครสักคน ที่หวังจะได้อยู่ใช้ชีวิตร่วมกัน ในขณะที่ตุลาการนั้นก็คงจะมีครอบครัวหรือคนรักเช่นเดียวกัน ”

ขณะที่กำลังคิดถึงคนรัก ฉันก็นึกถึงคำพูดของ “ยาใจ ทะลุฟ้า” ซึ่งเป็นเพื่อนของฉันที่ถือว่าเป็นนักท่องบทกวีเป็นหัวจิตหัวใจ และเป็นอีกคนที่ต้องเข้าเรือนจำ เขาเคยกล่าวว่า “ความรู้สึกของวันนี้ มีแต่ความผิดหวังจนก่อให้เกิดความเกลียดชังต่อสิ่งที่เป็นอยู่ ฉันเกลียดกระบวนการยุติธรรมที่ระยำสิ้นดี แถมยังไร้ปราณีต่อคนที่หวังดีเพื่อสังคม’’ 

ในขณะที่การต่อสู้ยังล้มลุกคลุกคลาน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เรายังศรัทธาในประชาชน ผู้ที่จะออกมาต่อสู้ร่วมกันในการเปลี่ยนแปลงสังคมครั้งนี้  ซึ่งฉันยังหวังและนับวันรอยคอยอยู่เสมอ ได้แต่บอกกับคนรักของฉันว่า “หนูรู้ว่า พี่เข้มแข็ง แต่ถ้าหากพี่เจ็บปวดหรือผิดหวังกับกระบวนการยุติธรรม เราอเมริกันแชร์นะ ให้หนูได้แชร์ความทุกข์ และความสุขร่วมกัน หนูกับพี่เราหารกันคนล่ะครึ่ง’’ เราจะไม่ยอมแพ้และจะสู้ไปด้วยกัน

เราคงได้แต่เยียวยาคนรักอย่างนี้เพื่อรอวันที่เขาและเพื่อนๆ พี่ๆ ของฉันทุกคน ได้รับอิสรภาพ ให้พวกเขาทั้งหมดได้ออกมาร่วมต่อสู้ข้างนอกอีกครั้ง 

แม้ไม่อาจหวังกับกระบวนการยุติธรรมได้ แต่ฉันก็ยังคงต้องหวัง หวังว่าเราจะได้ชัยชนะร่วมกับประชาชน “ขอเผด็จการทั้งหลายนั้นจงพ่ายแพ้แก่ความรัก ความรัก ซึ่งเป็นของคนสองคน ที่รักประชาชนไปพร้อมกัน”

หมายเหตุ: ความคิดเห็นหรือมุมมองต่างๆ ที่ปรากฏบนเว็บไซต์เดอะอีสานเรคคอร์ด เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เป็นมุมมองหรือความคิดเห็นของกองบรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด

Scroll Up