โขงเลยชีมูล – โครงการผันน้ำโขง-ชี-มูล ควรไปต่อหรือหยุดพอแค่นี้ (11)

วีรวรรธน์ สมนึก เรื่อง

อติเทพ จันทร์เทศ ภาพ 

เย็นวันที่ 30 ตุลาคม 2563 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา นักกิจกรรมการเมือง ขึ้นปราศรัยหน้าศาลากลางจังหวัดชัยภูมิว่า “ชัยภูมิที่เป็นบ้านเกิดของผม เป็นจังหวัดที่มีเขื่อนมากที่สุดในประเทศ แต่ทำไมจังหวัดนี้จึงมีปัญหาขาดแคลนน้ำแทบทุกปี” ถือเป็นข้อสงสัยว่า ในบรรดาโครงการเกี่ยวกับน้ำมากมายมหาศาลของภูมิภาคนี้ ที่ตั้งต้นมาจากภัยแล้ง กลายเป็นปัญหาอันน่าเคลือบแคลงของวาทกรรมแล้งที่ซ่อนอยู่

ความจริงจะเป็นเช่นไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโครงการขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นช่วงปี 2530 อย่าง โครงการโขง ชี มูล ที่ส่งผลให้พื้นที่ภาคอีสานมีเขื่อนเพิ่มมากถึง 14 แห่ง แต่การณ์กลับยิ่งแย่ลง เมื่อปัญหาการขาดแคลนน้ำไม่ได้หมดไป หนำซ้ำยังนำพาปัญหามาให้ชาวบ้านและรัฐต้องร่วมกันแก้ไขอย่างไม่จบไม่สิ้น

นั่นจึงเป็นข้อใคร่ครวญและคำถามที่ภาคประชาชนด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ต้องส่งเสียงออกไปถึงรัฐให้มากที่สุด เมื่อโครงการผันน้ำโขง- เลย- ชี -มูล เฟสแรก มีเป้าหมายเพื่อส่งน้ำไปยังพื้นที่บางส่วนของโขงอีสานและชี และเติมน้ำลงเขื่อนอุบลรัตน์ โดยจะมีการสร้างอุโมงค์ส่งน้ำจำนวน 17 แถว คลองส่งน้ำสายหลัก 6 สาย เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1.69 ล้านไร่ ครอบคลุม 7 จังหวัด เลย ได้แก่ หนองบัวลำภู ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย ชัยภูมิ และกาฬสินธุ์ มูลค่าลงทุนประมาณ 157,045 ล้านบาท ระยะเตรียมการ 3 ปี ก่อสร้าง 6 ปี รวม 9 ปี

มาถึงวันนี้ จึงมีคำถามที่ว่า การสร้างความคุ้มค่าหรือปัญหาในระยะยาวมากกว่ากัน

โขง-ชี-มูล: บทเรียนจากวันวาน

สิริศักดิ์ สะดวก ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน เล่าว่า โครงการโขง ชี มูล เป็นการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำภาคอีสาน ลุ่มน้ำชีกับลุ่มน้ำมูล รวมทั้งหมดประมาณ 14 เขื่อน เนื่องจากปัญหาภัยแล้งในภาคอีสาน จึงต้องมีการจัดการน้ำโดยใช้เขื่อนกั้นในลำน้ำ เช่น น้ำชี 6 เขื่อน และอยู่ในส่วนของแม่น้ำมูลและลุ่มน้ำมูลรวมอีก 14 เขื่อน แต่แล้วนโยบายการจัดการน้ำ 20 กว่าปีที่ผ่านมา โครงการโขง ชี มูล กลายเป็นบทเรียนการจัดการน้ำที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในพื้นที่

ความน่ากลัวของโครงการโขง ชี มูล สะท้อนให้เห็นว่า นโยบายที่นักการเมืองผลักดันเข้ามาเพียงเพราะมองว่า อีสานแห้งแล้ง จากนั้นก็ดำเนินการผันน้ำจากแม่น้ำโขงเข้ามา แบ่งเป็น 3 ระยะ สำหรับระยะแรก คือ การสร้างเขื่อนในน้ำชีและน้ำมูล ระยะที่ 2 เริ่มผันน้ำโขงเข้ามาเติมในเขื่อนอุบลรัตน์ แล้วกระจายไปยังน้ำชีกับน้ำมูล ส่วนระยะที่ 3 คือ การใช้น้ำสำหรับภาคการเกษตรภายในประเทศ นั่นก็คือการทำนา ทั้งหมดเป็นความพยายามในการจัดการน้ำแบบรวมศูนย์ 

“ผลที่ตามมา คือ ชาวบ้านที่อาศัยใกล้เขื่อนราษีไศลที่สู้มากว่า 30 ปี สูญเสียที่ดินทำกิน อีกทั้งป่าทาม ซึ่งเป็นมดลูกของการเพาะพันธุ์ปลาของลุ่มน้ำมูลส่วนกลางก็เสียหายไปด้วย”สิริศักดิ์ บอก 

เขายังบอกอีกว่า ล่าสุดมีโครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล ขึ้นมาใหม่ ถือเป็นโครงการที่เพิ่มแม่น้ำเลยเข้ามา ทั้งที่ในความเป็นจริง ควรสรุปบทเรียนโครงการโขง ชี มูล เดิมก่อนว่า แท้จริงแล้วผลกระทบที่เกิดขึ้น เกิดจากแนวคิดของนักการเมืองในภาคอีสาน ก่อนพิจารณาว่าโครงการ โขง เลย ชี มูล เป็นอย่างไร

การจับปลา ถือเป็นวิถีของคนทาม ริมแม่น้ำมูล ภาพโดย อติเทพ จันทร์เทศ

น้ำควรเป็นของมวลชน

สิริศักดิ์ กล่าวถึงความคุ้มค่าทางด้านการลงทุนว่า ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณที่สร้างเขื่อน แต่ลุกลามไปถึงพื้นที่ทำการเกษตรกรรมโดยรอบเขื่อนของชาวบ้าน เช่น การหาปู ปลา เห็ด หน่อไม้ เป็นต้น หากเกิดโครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล ขึ้นอีกนั้นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า กระบวนการผันน้ำหลากไม่ใช่น้ำแล้ง เนื่องจากน้ำโขงมีเขื่อนกั้นแล้ว ปัจจุบัน การขึ้น-ลงของน้ำโขงไม่ได้เป็นไปตามฤดูกาล อีกทั้งจีนยังเป็นประเทศที่มีอำนาจในการกำหนดการเปิด-ปิด

อนาคต อาจเกิดคำถามว่าจะมีการแย่งชิงทรัพยากรน้ำหรือไม่? คนในพื้นที่เข้าใจว่า ถ้าเกิดในช่วงฤดูแล้งจะมีวิธีการใช้น้ำอย่างไรให้ไม่เกิดการขาดแคลนน้ำ ในส่วนนี้ภาคเกษตรกรอาจหาวิธีการในการจัดการได้ แต่ถ้าหากมีปัจจัยที่ไปเกี่ยวพันกับภาคอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำตลอดนั้น อาจก่อให้เกิดการแย่งชิงน้ำระหว่างภาคเกษตรกรกับภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น โครงการโขง เลย ชี มูล อาจช่วยให้มีการผันน้ำเข้าไปยังพื้นที่ภาคเกษตร แต่เกษตรกรอาจเข้าไม่ถึงน้ำ และกลายเป็นว่าภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงน้ำมากที่สุด

หนทางหนึ่งในการแก้ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ ควรทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า “น้ำเป็นของประชาชน” ทุกคนสามารถเข้าถึงทรัพยากรน้ำโดยที่ไม่มีข้อกฎหมายมาควบคุม แต่ปัจจุบัน กลับมีข้อกำหนดและเงื่อนไขกำกับเกี่ยวกับการใช้น้ำของประชาชน และในอนาคตดูเหมือนว่าประชาชนจะเข้าถึงน้ำได้ยากลำบากขึ้น เพราะมีแนวโน้มว่าเงื่อนไขในการใช้น้ำต่าง ๆ มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น 

การกระจายน้ำที่ไม่กระจายอำนาจ

สุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ตัวแทนภาคประชาสังคมกล่าวว่า (1) การจัดการน้ำของประเทศไทยรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลางเป็นหลัก ส่งผลให้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นชุมชนหรือชาวบ้านในลุ่มน้ำต่าง ๆ ในอีสาน น้ำโขง หรือน้ำมูล น้ำชี ขาดหาย สิ่งที่ควรทำคือการกำหนดแผนนโยบายการจัดการน้ำที่ให้ความสำคัญกับชาวบ้านและครัวเรือนตามที่ระบุไว้ในข้อกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงมักเป็นการดำเนินการเพื่อตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมเป็นลำดับต้น ด้วยการใช้ข้ออ้างว่าด้วยการพัฒนาเพื่อสร้างความชอบธรรม เช่น อ้างว่าจะผันน้ำเข้ามาในแม่น้ำเลยแล้วเอาน้ำไปเติมที่เขื่อนอุบลรัตน์ เพื่อสร้างเขื่อนปากชมกั้นแม่น้ำโขงเพื่อให้คนในพื้นที่ได้ประโยชน์ ทั้งนี้ การที่จะได้ประโยชน์นั้น คนในพื้นที่จะต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อน้ำมาใช้

(2) มีการสร้างวาทกรรมโดยรัฐที่ว่าอีสานมีความแห้งแล้ง ทั้งที่ภาคอีสานก็มีสภาพภูมิอากาศไปตามฤดูกาลที่ควรจะเป็นเช่นเดียวกับพื้นที่อื่นในประเทศ เช่น ช่วงฤดูฝนคือฝนตก เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ก็คือฤดูแล้ง ฤดูหนาวก็คือฤดูหนาว ดังนั้น การบอกว่าอีสานเป็นพื้นที่แห่งความแห้งแล้ง เป็นความพยายามตอกย้ำให้เข้าใจไปว่าคนในพื้นที่ต้องการน้ำ

และ (3) การปลูกพืชเพื่อส่งเสริมการลงทุนของรัฐ เช่น การปลูกอ้อยแปลงใหญ่ ซึ่งต้องใช้น้ำปริมาณมาก อีกทั้งการปลูกพืชชนิดใดชนิดหนึ่งยังลดทอนความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่อีกด้วย

โดยสรุปคือ หากมีน้ำมาหนึ่งแก้ว ใครเป็นคนแบ่งกติกาว่าการกินน้ำตรงนี้ใครจะเป็นคนกินก่อน ซึ่งสุดท้ายแล้วรัฐเป็นคนตัดสิน เช่น ภาคตะวันออกแถวระยอง ชลบุรี หากมีวิกฤตน้ำ รัฐจะมีคำสั่งประกาศให้นำน้ำไปกับภาคอุตสาหกรรมก่อนภาคเกษตรกรรม

ที่ผ่านมา โครงการโขง ชี มูล เกิดช่วงปี 2532-2533 จนปี 2534-2535 มีการอนุมัติกันที่ขอนแก่น หลังการรัฐประหาร ยุคนั้นยังไม่มีการทำ EIA ทำให้คนในพื้นที่ต้องออกมาเรียกร้องให้ศึกษาผลกระทบ นับตั้งแต่รัฐบาล คสช.รัฐประหารก็อนุมัติโครงการเป็นจำนวนมากโดยไม่ได้สำรวจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และทำประชาพิจารณ์ การกระทำเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐดำเนินงานไม่โปร่งใส

ความน่ากลัวของโครงการผันน้ำโขง

สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กล่าวว่า โครงการ โขง ชี มูล เดิมที่มีการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำชี และแปรสภาพหนองน้ำในภาคอีสานให้กลายเป็นอ่างเก็บน้ำนั้น ได้สร้างผลกระทบอย่างมากโดยเฉพาะการไปเปลี่ยนสภาพระบบนิเวศจากป่าบุ่ง ป่าทาม ให้กลายเป็นทะเลสาบที่ไม่เชื่อมต่อกับระบบนิเวศอื่น เช่น การปิดประตูน้ำ ทำให้ปลาจากปลายน้ำไม่สามารถอพยพขึ้นมาได้ รวมทั้งการสูญเสียพื้นที่สีเขียวที่มีความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมขัง

เขายังบอกอีกว่า โครงการที่เกิดขึ้นยังสร้างปัญหาตามมาอีกมาก ทั้งจากน้ำท่วม การแพร่กระจายของดินเค็ม การระบาดของต้นไมยราบยักษ์ และวัชพืช ทำให้โครงการไม่สัมฤทธิ์ผล เนื่องจากมีผลกระทบหลายทางจนไม่สามารถนำน้ำมาใช้ประโยชน์ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ กระทั่งคนในพื้นที่ออกมาเรียกร้องต่อสู้อย่างยาวนาน ตั้งแต่เขื่อนปากมูล เขื่อนราษไศล เขื่อนหัวนา โครงการหนองหาน กุมภาวปี ฯลฯ 

นักวิชาการ ยังกล่าวอีกว่า การจะนำน้ำจากแม่น้ำโขงมาใช้ผ่านโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า คือ การตั้งปั๊มหรือสถานีสูบน้ำเพื่อสูบน้ำจากน้ำโขงเข้ามาปรับคันดินให้สูงขึ้น และทำฝายเป็นระยะเพื่อที่จะกักเก็บน้ำไว้ ส่งผลให้เกิดการตัดขาดระหว่างแม่น้ำเดิมกับแม่น้ำโขง เนื่องจากถูกกั้นด้วยเครื่องสูบน้ำ ท่อสูบ ปั๊มน้ำ ปลาขึ้นมาไม่ได้ การระบายน้ำก็ไม่ดี เกิดปัญหาน้ำท่วม น้ำโขงลดต่ำลงในฤดูแล้ง จนบางครั้งไม่สามารถสูบน้ำได้ แม้จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าโครงการที่ว่านี้ไม่เป็นผลดี แต่ก็กลับพบว่ามีคนบางกลุ่มพยายามรื้อฟื้นโครงการเหล่านี้ออกมาอยู่เสมอ

“ที่ผ่านมาภัยแล้งในอีสานถูกใช้เป็นข้ออ้างในการทำโครงการขนาดใหญ่ แล้วใครเป็นคนได้ประโยชน์”ประดิษฐ์ โกศล แกนนำสมัชชาคนจนเขื่อนราษีไศลเขื่อนหัวนา ภาพโดย อติเทพ จันทร์เทศ

เขื่อนราศีไศล : บทเรียนซ้ำซากที่ถูกเล่าไม่รู้จบ

ประดิษฐ์ โกศล แกนนำสมัชชาคนจนเขื่อนราษีไศลเขื่อนหัวนา กล่าวเพิ่มเติมว่า หน่วยงานรัฐพยายามที่จะพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ แต่เอาเข้าจริงแล้ว การบริหารจัดการแหล่งน้ำขนาดเล็กให้ประโยชน์กับประชาชนมากกว่าการไปสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่ต้องใช้งบประมาณหลายพันล้านบาท 

“ที่ผ่านมาภัยแล้งในอีสานถูกใช้เป็นข้ออ้างในการทำโครงการขนาดใหญ่ แล้วใครเป็นคนได้ประโยชน์ หากไม่เป็นผู้อนุมัติโครงการ หรือผู้รับเหมา ชาวบ้านไม่ได้อะไร มีแต่เสียกับเสีย”ประดิษฐ์ตั้งคำถาม 

เขาบอกอีกว่า การสร้างเฟส 2 ของโครงการโขง เลย ชี มูล อย่างกรณีเขื่อนราษีไศล ผ่านมากว่า 20 ปีก็ยังคงเป็นปัญหาที่ยังแก้ไขไม่แล้วเสร็จ การจ่ายค่าชดเชยให้กับคนในพื้นที่ก็ดำเนินการไปด้วยความล่าช้า เงินที่ได้มาก็เล็กน้อยไม่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้

“ตอนนี้ชาวราษีไศลต้องการการเปลี่ยนแปลง แต่ล่าสุดทราบว่า มีการอนุมัติงบศึกษาเพื่อจะทำเขื่อนปากชมและดำเนินการสร้างประตูน้ำศรีสองรัก อีกทั้งยังไม่ติดตามกรณีที่ลาวจะสร้างเขื่อนสานะคามจะมีผลกระทบต่อไทยหรือไม่อย่างไร”ประดิษฐ์ ตั้งคำถามทิ้งท้าย

Scroll Up