วิทิต จันดาวงศ์ เรื่อง

ประมาณปี พ.ศ. 2489 ผมเริ่มเข้าเรียนหนังสือชั้นเตรียมประถมศึกษาที่โรงเรียนสว่างวิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำอำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนครผมมีอายุย่าง 7 ขวบ จำได้ว่าแม่ตัดเสื้อคอกลมสีเหลืองให้ใส่ซ้อนไปโรงเรียนพอหยุดพักผมก็ถอดเสื้อสีขาวออกเหลือแต่เสื้อคอกลมสีเหลือง ผ้าอ่อนๆลื่นๆ ตัวนั้น วิ่งเล่นอยู่กับเพื่อนนักเรียนรุ่นเดียวกัน วันหนึ่งขณะหยุดพัก ผมใส่เสื้อคอกลมสีเหลืองตัวนั้นวิ่งเล่นอยู่ ได้ยินเสียงเพื่อนคนหนึ่งตะโกนบอกว่า ‘‘เฮ้ยดูรถทหารญี่ปุ่นโว้ย’’ ผมหันไปทางเสียงที่ตะโกนแล้วมองตามมือที่เขาชี่ไปทางหน้าที่ว่าการอำเภอ ซึ่งเป็นถนนสายสกลนคร-อุดรธานีปรากฏว่ามีรถ 2-3 คัน แต่ละคันมีรถไม่มากนัก อยู่บนรถบ้าง กำลังปีนขึ้นลงบ้างเป็นคนที่รูปร่างไม่สูง

ผมคิดว่าคงใช่ เพราะเคยได้ยินเพื่อนของพ่อที่เคยมาที่บ้านหลายคน พอพูดถึงทหารญี่ปุ่นเขาจะเรียกว่าทหารไอ้เตี้ย หลังจากนั้นผมก็ไม่ใส่ใจวิ่งเล่นต่อไปตามประสาเด็กๆ(คิดว่าเป็นพวกที่ตกค้างจะเดินทางกลับหลังแพ้สงคราม) พอผมกลับบ้านตอนเย็นก็คุยอวดแม่ว่า ‘‘แม่ วันนี้ผมเห็นทหารญี่ปุ่นตั้งหลายคน 2-3 คันรถ ที่ตลาด’’ แม่ฟังแล้วรู้สึกจะมีอาการตกใจเอามากๆรีบถามผมอย่างร้อนใจว่า ‘‘แกออกไปดูเขาถึงที่รถเหรอ’’ ‘‘เปล่า’’ ผมตอบ

แม่แสดงอาการโล่งใจและพูดต่อไปว่า ‘‘คราวหน้าถ้าเห็นรถทหารญี่ปุ่นมาอีกรีบหลบเข้าห้องทันที อย่าออกไปดูเด็ดขาด’’ ‘‘ทำไม่ล่ะ’’ ผมถามแม่นิ่งอยู่พักหนึ่งจึงตอบว่า ‘‘ก็เสื้อที่แม่ตัดให้แก่ใส่นั้นเป็นผ้าร่มที่อเมริกาทิ้งร่มลงมาเผื่อญี่ปุ่นเห็นเข้ามันจะจับพวกเราไปฆ่าทั้งครอบครัว’’ ผมฟังแล้วยังไม่เข้าใจอยู่ดี  นับจากวันนั้นมาแม่ไม่ให้ใส่เสื้อผ้าร่มตัวนั้นไปโรงเรียนอีกเลย

            หลายวันต่อมา เมื่อพ่อกลับมาบ้าน ผมนึกถึงคำพูดแม่วันนั้นจึงถามพ่อว่า ‘‘อเมริกาเขาทิ้งผ้าร่มอะไรมาให้พวกพ่อ’’ พ่อรู้สึกงงในคำถามของผมเมื่อสอบถามแม่จึงเข้าใจ พ่ออธิบายให้ผมฟังว่าระหว่างเกิดสงครามนั้นพ่อได้ทำงานเสรีไทยเพื่อกู้เอกราช ร่วมกับนายเตียง ศิริขันธ์ และเพื่อนคนอื่นต่อต้านญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาสนับสนุนทางด้านอาวุธ โดยการทิ้งร่มลงมาจากเครื่องบิน ร่มนั้นเป็นผ้าที่แม่ใช้ตัดเสื้อให้เราใส่นั่นแหละ แต่ตอนนี้สงครามเลิกแล้ว ถ้าหากสงครามยังไม่เลิก ผมก็ไม่มีโอกาสใส่เสื้อผ้าร่มผืนนั้นเพราะจะทำให้ญี่ปุ่นรู้ และจะจับพวกเรา(หมายถึงพ่อกับพวก)ไปลงโทษด้วยการยิงเป้า

ผมฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจอะไรดีนัก แต่ก็พอลำดับภาพได้ เพราะเคยเห็นเพื่อนของพ่อหลายคน เข่น คุณอาทองปาน วงศ์สง่า และอีกหลายคนที่นึกชื่อไม่ออกเวลานั้นยังเล็กอยู่ ยังไม่ได้เข้าโรงเรียน บางทีตื่นเช้าขึ้นมาก็เห็นพวกเขากำลังดูอะไรอยู่ก็ไม่รู้ (เป็นพวกอาวุธปืน) เห็นเขาพูดคุยกัน พอเวลาค่ำก็พากันออกจากบ้านไป ค่อนข้างจะบ่อยครั้ง

      พ่อเล่าให้ฟังว่า หลังเสร็จสงครามพ่อกับพวกในขบวนการเสรีไทยเคยเข้าไปสวนสนามที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและกล่าวถึงท่านปรีดี พนมยงค์ ด้วยความชื่นชมมากในระยะหลังสงคราม ครอบครัวของเราต้องประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง พ่อต้องขายบ้านเพื่อนำเงินมาแก้ปัญหาหนี้สินตอนเคลื่อนไหวเสรีไทย พ่อปลูกบ้านหลังเล็กๆพอได้เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว

      ประมาณปี พ.ศ. 2490 ผมเรียนอยู่ประถมชั้นปีที่ 1 แต่จะเป็นช่วงใดจำไม่ได้หลังจากที่ทางกรุงเทพฯ เกิดรัฐประหาร ท่านปรีดี พนมยงค์ หนีออกไปต่างประเทศทางรัฐบาลคณะรัฐประหารหันมาจับกุม กวาดล้างอดีตผู้ร่วมขบวนการเสรีไทยในเขตภาคอีสาน ในเขตจังหวัดสกลนคร ก็มีนายเตียง ศิริขันธ์ กับพวกรวมทั้งพ่อด้วยเพราะพ่อเป็นทั้งเพื่อนและหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของนายเตียง ในงานเสรีไทยในเขตจังหวัดสกลนครวันที่พ่อถูกจับนั้นผมจำได้ว่าเวลาประมาณเที่ยงเศษ พวกเรากำลังกินเข้ากลางวันกันอยู่ มีพ่อ ผม น้อง (ธำรง, ควรครอง) เดช (ลุกชายแม่มุก ภรรยาเดิมของพ่อ) และจำลอง ศิริจันทร์พันธ์ ลูกป้า(พี่สาวของพ่อ) ผมมองไปทางชายป่าทางที่มาจากตลาด (ตัวเมือง) เห็นคน 8-9 คน เดินมุ่งหน้ามาทางบ้านเรา (สมัยนั้น ในบริเวณนี้ มีบ้านพวกเราอยู่หลังเดียว) ผมบอกพ่อว่า “ใครมาพ่อ’’ เมื่อพ่อหันไปดูแล้วบอกพวกเรารีบกินข้าวให้เสร็จ พ่อลุกไปดื่มน้ำ ล้างมือและเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า (ขณะนั้นพ่อนุ่งผ้าขาวม้า) มาต้อนรับ

            พอคนเหล่านั้นมาถึง เห็นคุยอยู่กับพ่อพักหนึ่ง เขาก็ขึ้นไปรื้อสิ่งของคล้ายจะค้นหาอะไรสักอย่าง พ่อตามไปดู ผมแปลกใจว่าทำไมพ่อไม่ห้ามหรือต่อว่าอะไรกับคนเหล่านั้น สักพักพวกเขาก็ออกมาพร้อมกับถือหนังสือสองสามเล่ม เห็นมีปลอกกระสุนที่ใช้แล้วทิ้งอยู่เขาก็เก็บมาด้วย แล้วก็มีชายคนหนึ่งนั่งเขียนอะไรก็ไม่รู้ (ทำบันทึกการจับกุม ตรวจค้น) เสร็จแล้วก็ให้พ่อเซ็นชื่อ แล้วให้พ่อจัดเสื้อผ้าใส่กระเป่าไปกับคนกลุ่มนั้น ผมสักเกตดูไม่เห็นพ่อตกอกตกใจอะไร พูดคุยกับคนกลุ่มนั้นอย่างยิ้มแย้มเป็นปกติ คนกลุ่มนั้นก็พูดคุยแบบปกติธรรมดา พวกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อถูกจับกุม คนเหล่านั้นพาพ่อออกจากบ้านไปเขาก็ไม่ได้ใส่กุญแจมือแต่อย่างใด

      พอพวกเขาพาพ่อออกจากบ้าน ผมรู้สึกวังเวงอย่างไรชอบกล ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าพ่อถูกจับ สักพักหนึ่งน้องสาวคนเล็ก(ควรครอง)ร้องไห้โฮออกมา ตามด้วยเสียงน้องชาย(ธำรง)ทำให้ผมต้องน้ำตาไหลออกมาด้วยโดยไม่รู้สาเหตุ ตอนเย็นแม่กลับมา พวกเราบอกกับแม่ว่ามีคนมาพาพ่อไปไหนไม่รู้เอาเสื้อผ้าไปด้วย ดูสีหน้าแม่ไม่สู้ดีนัก แม่ตอบพวกเราว่า ‘’รู้แล้ว พ่อถูกจับ’’ ผมกับน้อง ๆ งง ผมถามแม่ว่า “เขาจับพ่อทำไม” แม่บอกว่า “รัฐบาลจับเรื่องการเมือง” พวกลูกๆก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ต่อมาระยะหนึ่งเป็นเวลานานสำหรับความรู้สึกของลูกๆอย่างพวกเรา(ประมาณ 2 เดือน)พ่อกลับมาบ้านพร้อมเพื่อนๆของพ่อ 4-5 คน ผมจำไม่ได้ว่าเป็นใครบ้าง(พวกที่ต้องคดีด้วยกันที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยการใช้หลักทรัพย์ประกัน)

         เมื่อพ่อกลับมาพวกเราแม่ลูกต่างดีอกดีใจกันมาก แต่ระยะนี้ครอบครัวของเราประสพปัญหายากลำบากอย่างยิ่ง แม้แต่ข้าวก็แทบไม่มีจะกิน บางวันแม่ต้องไปกู้ยืมข้าวเปลือกจากเพื่อนบ้าน กว่าจะได้ข้าวมา 5 โมงเย็น เมื่อได้ข้าวเปลือกมาแล้วพวกน้าๆก็ใช้ครกกระเดื่องตำข้าว กว่าจะตำเสร็จเป็นข้าวสาร นำมาแช่ นึ่งได้กินข้าวเย็นกันปาเข้าสี่ทุ่มแล้ว พวกเราลูกๆถูกปลุกขึ้นมากินข้าวเย็น ธำรง(น้องชาย)ถึงกับปั้นจิ้มลงบนสำรับทั้งๆที่กำลังหลับอยู่ ไม่ถูกถ้วยอาหาร พวกผู้ใหญ่พากันหัวเราะด้วยความขำขันแต่ธำรงร้องไห้ ส่วนน้องสาวคนเล็กนอนหลับปุ๋ยไม่ต้องกินข้าวเย็นกันเลย

            วันหนึ่งในขณะกินข้าวเช้า ธำรงซึ่งยังเด็กอยู่พูดในขณะกินข้าวว่า ‘‘ทำไมพ่อกับแม่ถึงพาพวกผมกินข้าวกับปลาร้าทุกวัน ไม่มีของดีๆมากินบ้างหรือ’’ พ่อได้แต่ยิ้มแหยๆ ไม่พูดสักคำ แต่ผมพูดขึ้นว่า ‘‘ผมกินยังไงก็ได้เพราะรู้ว่าพ่อกับแม่ยากจน’’ พ่อฟังแล้วนิ่งอึ้ง ส่วนแม่น้ำตาไหลพรูออกมาโดยไม่พูดจาอะไร

            ภาพที่ประทับใจมากที่สุดในขณะที่ครอบครัวเรายากลำบาก ซึ่งผมไม่มีวันลืมก็คือ ผมเห็นชาวบ้านแถวบ้านเปือย บ้านหนองทุ่ม บ้านดงแสนตอ บ้านโพนสี และบ้านทุ่งบ่อที่มาขายข้าวในอำเภอหรือมาซื้อของและติดต่อราชการได้แวะเวียนมาที่บ้าน พร้อมกับนำข้าวสารบ้าง ข้าวเปลือกบ้าง มาฝากครอบครัวเรา ทำให้พอประทังชีวิตไปได้ จากการช่วยเหลือของชาวบ้านเหล่านั้น เป็นที่สงสัยของผมในตอนที่เป็นเด็กๆตลอดมาและผมได้รับคำตอบโดยไม่มีใครอธิบายเมื่อตอนเรียนมัธยม

            ผมเรียนประถมปีที่ 4 ราวๆ พ.ศ.2493 ซึ่งเป็นระยะเวลาใดนั้นจำไม่ได้ เวลานั้นห้องเรียนถูกจัดไว้ที่ระเบียงโรงเรียน วันหนึ่งผมเห็นชาวบ้านจากบ้านหัน 3-4 คน หนึ่งในจำนวนนั้นแบกหีบไม้สี่เหลี่ยม ผ่านทางหน้าโรงเรียนตรงไปที่ว่าการอำเภอ ครูประจำชั้นตะโกนถามชาวบ้านว่า ‘‘ใครมาที่หนึ่ง’’ ชาวบ้านคนนั้นตอบว่า ‘‘นายทราย’’ (เป็นราษฎรในหมู่บ้านหันที่สมัคร ส.จ. ผมฟังเขาพูดโต้ตอบกันก็ไม่รู้เรื่องอะไรแต่จำคำพูดนั้นได้ พอกลับมาถึงบ้าน ผมเล่าความสงสัยนั้นให้แม่ฟัง และถามแม่ว่าเขาแบกหีบอะไร แม่นิ่งคิดอยู่พักหนึ่งจึงยิ้มพร้อมกับตอบว่า ‘‘คงเป็นหีบเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด พ่อแกได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดของอำเภอสว่างแดนดิน แกไม่รู้หรอ”หลังจากนั้นเป็นต้นมา มีชาวบ้านเข้ามาหาพ่อทุกวัน พ่อจะพาพวกเขาไปติดต่ออำเภอบ้าง จังหวัดบ้าง และชาวบ้านเหล่านั้นจะนำข้าวสาร ข้าวสุก ปลาร้ามาฝากเป็นประจำ ผมเคยถามพ่อว่า ‘‘ทำไมชาวบ้านจึงเอาของเหล่านี้มาให้เรา’’ คำตอบของพ่อก็คือ เราเป็นคนของประชาชน ประชาชนรักศรัทธา เขาจึงไม่ทอดทิ้งเรา” เป็นคำตอบสั้นๆ แต่ทว่ากว่าผมจะเข้าใจความหมายของคำ ๆ นี้ได้บ้าง   ก็ต่อเมื่อผมมีอายุเกือบ 20 ปี

            ในปี พ.ศ. 2495 ผมกำลังเรียนอยู่มัธยมปีที่ 2 ที่โรงเรียนศิริขันธ์ 2 ซึ่งตั้งอยู่ที่วัดโพธิ์ศรี พ่อได้จัดให้มีการประชุมสันติภาพ เรียกร้องและลงชื่อให้รัฐบาลไทยวางตัวเป็นกลาง และคัดค้านการส่งทหารไปรบในสงครามเกาหลี มีตัวแทนจากกลุ่มชาวบ้านขึ้นพูด ประกาศเจตนารมณ์คัดค้านสงคราม ผมได้รับเลือกเป็นตัวแทนนักเรียน กล่าวคำปราศรัยกับเขาด้วย โดยที่พ่อจะนำชื่อคนเหล่านี้ลงไปกรุงเทพฯ หลังการเคลื่อนไหวสันติภาพครั้งนั้นไม่นานพ่อก็ถูกทางการจับกุมตัวอีกในปี พ.ศ.2495 ที่รู้จักกันว่า“กบฏสันติภาพ” หรือ“ กบฏ 10 พ.ย.” พร้อมกับการจับกุมนั้น ทางราชการได้สั่งยุบโรงเรียนศิริขันธ์ 2 ทันที โดยให้นักเรียนย้ายไปฝากเรียนที่โรงเรียนสว่างแดนดิน(โรงเรียนศิริขันธ์ 2 เป็นโรงเรียนที่นายเตียง ศิริขันธ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนครก่อตั้งขึ้น มีนายครอง จันดาวงศ์เป็นผู้จัดการ)

            เมื่อขาดผู้นำก็ยิ่งทำให้ครอบครัวของพวกเรา ซึ่งลำบากยากเข็ญอยู่แล้วยิ่งลำบากหนักขึ้น แม่ต้องรับภาระหนักในการเลียงดูลูกๆ ที่ยังเด็กกันทั้งนั้น แม่ตื่นตั้งแต่ตีสามลุกขึ้นมาทำซุบหน่อไม้ ทำผักดองไปขายตลาดเช้า พวกเราต้องตื่นแต่เช้ามาช่วยแม่ทำ   บางครั้งขูดมะพร้าวไปหลับไปจนกระต่ายขูดมะพร้าวขูดนิ้วมือเป็นแผลบ่อยๆระหว่างนี้ยังมีชาวบ้านจากหมู่บ้านต่าง ๆ แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนถามข่าวเป็นประจำ พร้อมกับนำข้าวสาร ปลาร้า ปลาย่าง มาฝากอีกเช่นเคย

            เมื่อประมาณปี 2499 ผมกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 6 บ้านหลังเล็กๆของพวกเราทรุดโทรมไปตามกาลเวลา เสาขาด บ้านเอียง ประตูหน้าต่างปิดไม่ได้ ชาวบ้านที่แวะเวียนมาเห็นสภาพเข้าก็คงจะด้วยความเห็นใจสงสารพวกเรา พวกเขาจึงได้หารือกันจัดหาเสาบ้านมาแล้วรื้อบ้านหลังเดิม สร้างบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่กว่าให้พวกเรา แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์นัก เมื่อมาถึงตอนนี้ผมเริ่มจะเข้าใจและลึกซึ้งในคำพูดของพ่อที่ว่า“เราเป็นคนของประชาชน ประชาชนจะไม่ทอดทิ้งเรา” ทำให้ผมยึดมั่นคำๆ นี้ทั้งถ้อยคำและเนื้อหาเป็นอุดมคติตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

            ต่อมาเมื่อต้นปีพ.ศ.2500 ได้มีการเลือกตั้งทั่วไป(การเลือกตั้งสมัยนั้นเป็นการเลือกตั้งแบบรวมเขต จังหวัดสกลนครมีผู้แทนได้ 3 คน) ผมได้ข่าวว่าพ่อจะเดินทางมาสมัครรับเลือกตั้งด้วย ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะขณะนั้นพ่อถูกศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก13 ปี 4เดือน หลังจากนั้นพ่อก็ส่งใบปลิวที่เรียกว่าสาส์นถึงประชาชน เนื้อความผมจำไม่ได้แต่เป็นในทำนองคำปราศรัย ผมเดินไปแจกสาส์นให้กับชาวบ้าน มีเพื่อนร่วมโรงเรียนไปช่วยหลายคน(ตอนนั้นผมเรียนอยู่โรงเรียนประจำจังหวัดคือสกลราชวิทยานุกูล)ครั้นถึงวันเปิดรับสมัคร ส.ส.ผมเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านที่อำเภอสว่างแดนดิน

  วันนั้นขณะที่แม่ก้มหน้าก้มตาเย็บผ้าอยู่(เย็บด้วยเข็มสอย)ผมกำลังนั่งคิดเรื่องความเป็นไปได้ที่พ่อจะมาสมัครผู้แทนราษฎรพอถึงเวลาบ่ายโมงเศษผมเห็นรถยนต์ขนาดกลางคันหนึ่งแล่นเข้ามาในบ้าน พลันที่รถจอดก็เห็นมีใครคนหนึ่งลงจากรถ(เป็นคนในตลาดสว่างแดนดิน ถ้าจำไม่ผิดแกชื่อว่านายกาบ)ตะโกนเรียกพวกเราด้วยความดีใจว่า  “แตงอ่อนครูครองมาสมัครผู้แทนแล้ว รออยู่ที่ตลาดสว่างฯให้เอารถมารับเจ้าไปสกลฯด้วย” ด้วยความดีใจสุดขีดผมวิ่งลงบันไดโดยไม่รอรถยนต์(ตลาดห่างจากบ้านประมาณ1.5กิโลเมตร)คว้าจักรยานปั่นไปอย่างสุดชีวิต

            ถึงตลาดจอดจักรยานเห็นพ่อยืนคุยอยู่ผมตะโกนเสียงดัง “พ่อ” วิ่งเข้าโอบกอดน้ำตาไหลทั้งพ่อทั้งลูกต่างดีใจและปลาบปลื้ม4ปีเศษที่เราพ่อลูกไม่ได้เจอกันเลย มีแต่จดหมายสื่อถึงกันและกันเดือนละครั้ง ตอนพ่อจากไปผมอายุเพียง  13 ปีตอนนี้ผมย่าง18ปีสูงเท่าพ่อแล้ว พ่อมองลูกชายที่โตเป็นหนุ่มด้วยแววตาปลาบปลื้มพลางพูดว่า“ลูกพ่อเป็นหนุ่มแล้วนี่” ผมยิ้มทั้งน้ำตา แม่เดินเข้ามาพูดคุยกับพ่อพร้อมกับคนอื่นที่มาต้อนรับอยู่ครู่หนึ่งจึงพากันขึ้นรถคันเดิมเดินทางเข้าจังหวัด ผมไม่ทราบว่าใครเก็บจักรยานไปส่งที่บ้านจนบัดนี้

            ในขณะที่นั่งรถเดินทางไปตัวจังหวัดสกลนคร มีเจ้าหน้าที่เรือนจำบางขวาง 2 คน  ควบคุมพ่อมา(พ่อแนะนำ)ดูพ่อไม่มีเครื่องพันธนาการใดเลย ทางเจ้าหน้าที่เรือนจำให้เกียรติพ่อมาก(ผมจำไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำทั้งสองชื่ออะไร ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่)พอเดินทางถึงตัวจังหวัด พ่อไปยื่นใบสมัครเรียบร้อย(ผมจำไม่ได้ว่าได้หมายเลขใด)ทางผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้น(ในฐานะผู้บัญชาการเรือนจำ)สั่งให้นำตัวไปฝากขังไว้ที่เรือนจำจังหวัดทันทีโดยไม่มีโอกาสแม้จะพบปะประชาชนเลย พ่อถูกขังไว้ที่เรือนจำจังหวัดกี่วันผมจำไม่ได้แต่ไม่นานนักก็ถูกนำตัวกลับไปเรือนจำบางขวาง ผมทำหน้าที่เดินแจกใบปลิวโฆษณาในตัวจังหวัดและหมู่บ้านรอบ ๆ ตัวจังหวัด ส่วนทางอำเภอสว่างแดนดินมีชาวบ้านช่วยกันออกหาเสียงให้โดยเขาเหล่านั้นออกค่าใช้จ่ายเองทั้งสิ้น ก่อนวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประมาณ 5 วัน พ่อได้รับการปล่อยตัวชั่งคราวโดยการประกัน(ผมไม่ทราบว่าใช้หลักทรัพย์ประกันหรือไม่และเป็นวงเงินเท่าใด)พ่อออกเดินหาเสียงแถวใกล้ๆบ้านจนกระทั่งลมจับ ผลการเลือกตั้งครั้งนั้นผู้ที่ได้รับเลือกคือนายดาบชัย อัครราช นายทองปาน วงศ์สง่า และนายวิกรานต์ โสธิสวัสดิ์(นามสกุลคนสุดท้ายไม่แน่ใจว่าจะถูกต้องหรือไม่) ส่วนพ่อไม่ได้รับเลือกตั้ง ได้อันดับที่เท่าใดคะแนนเท่าไหร่ผมไม่ทราบและไม่ได้สนใจนักมีแต่ความดีใจที่พ่อได้กลับมาอยู่กับลูกๆอีกครั้ง

            ในช่วงนี้เป็นต้นปี 2500 ผมเรียนจบชั้นมัธยมปีที่6พอดี หลังเลือกตั้งเสร็จผมต้องมาคิดเรื่องการเรียนต่อ เนื่องจากฐานะทางครอบครัวยังอยู่ในภาวะที่ลำบากยิ่งพ่อคงคิดเรื่องนี้หนักและค่อนข้างไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะส่งผมเรียนต่อ ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ว่าพ่อจะให้ทางออกและเหตุผลอย่างไรถึงจะไม่กระทบกระเทือนจิตใจลูก น้องผมสองคนก็กำลังเรียนมัธยมอยู่ ธำรงเหลืออีกสองปี ควรครองเหลืออีกสามปีจึงจะจบชั้นมัธยมปีที่  6 เหตุผลของพ่อที่หนีไม่พ้นจากความเป็นจริงคือน้องสองคนยังไม่จบสักคนหากพ่อส่งลูกเรียนชั้นอุดมศึกษาก็จะต้องเดินทางไปเรียนที่กรุงเทพฯ ค่าใช้จ่ายมาก เงินทุกบาททุกสตางค์ก็ต้องทุ่มไปที่เราอาจมีผลกระทบต่อการเรียนของน้องทั้งสองคน พ่อคิดว่าลูกคงไม่ต้องการเช่นนั้น

แตงอ่อน จันดาวงศ์ (แม่) และ ครอง จันดาวงศ์ (พ่อ) ของ วิทิต จันทร์ดาวงศ์

อย่างไรก็ตามการศึกษานั้นไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนหรือที่มหาวิทยาลัยอย่างเดียว หากยังมีอยู่ในชีวิตจริง ในสังคมนอกสถาบันการศึกษานั่นคือมหาวิทยาลัยชีวิต ขอให้ลูกหมั่นค้นคว้าตลอดเวลา หมั่นสรุปบทเรียนจากชีวิตจริง ยกระดับตัวเองอย่างไม่ขาดสายก็จะทำให้เราประสบผลสำเร็จตามที่คาดหวัง ความหวังของเรานั้นไม่ใช่เพื่อตัวเอง ต้องเพื่อสังคมคนส่วนใหญ่ เพื่อผู้ยากไร้ เราต้องทำตัวให้เป็นสมบัติของประชาชน ประชาชนจะอยู่ล้อมรอบเรา จะรักษาเรา ไม่ทอดทิ้งเรา 

            เหตุผลตอนต้นนั้น ผมคิดว่ามันเป็นความจริงที่ปฏิบัติไม่ได้อยู่แล้ว แต่เหตุผลตอนท้ายๆนี่สิ ผมยังมองไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรมและคิดว่าเป็นการปลอบใจลูกมากกว่า   แต่ผมไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น ต้องทำใจยอมรับสภาพนั้นโดยปราศจากข้อโต้แย้งใดๆ แต่ในใจก็รู้สึกขัดแย้งอยู่

      เป็นอันว่าในฤดูฝนปี 2500 ผมต้องอยู่ช่วยพ่อแม่ทำนา ในบางครั้งระหว่างที่ผมไถนาตอนเย็นอยู่(ผมไถนาเป็นตั้งแต่เรียนชั้นประถม)ชาวบ้านเดินทางกลับจากท้องนามักตะโกนหยอกล้อผมว่า“เตี้ยมเอ๊ย (ชื่อเล่นผม)จะมาไถไร่ไถนาอยู่ทำไม เรียนมาแล้วก็ไปเป็นเจ้าเป็นนายเถอะ ถ้าจะทำนาเขาไม่ต้องเรียนให้เปลืองเงินดอก” ทำให้ผมอายมาก ๆ เหตุการณ์เช่นนี้ไม่รอดสายตาของพ่อ ตกเย็นหลังจากกินข้าวเสร็จพ่อจะทำงานความคิดกับผมทันที เรียกได้ว่าแก้ปัญหาทันควัน พ่อให้เหตุผลกับผมว่า“ชาวบ้านนั้นถูกสร้างค่านิยมที่จะให้ลูกหลานเรียนหนังสือเพื่อไปเป็นเจ้าคนนายคน ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง” ตอนนั้นผมฟังคำอธิบายของพ่อแล้วยังไงๆอยู่ ผมยังมีความรู้สึกคล้อยตามชาวบ้านอยู่ดีแต่ก็ไม่มีเหตุผลจะโต้แย้งได้แต่ทำใจ

            ต่อมาเมื่อวันที่16 กันยายน พ.ศ. 2500 ได้มีการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  คณะรัฐประหารประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 90วัน(ถ้าจำไม่ผิดวันเลือกตั้งคือวันที่15 ธันวาคม 2500)ในช่วงนั้นผมใจชื้นขึ้นมาหน่อย เพราะผมฝากความหวังไว้กับการเลือกตั้งค่อนข้างมาก คิดว่าโอกาสเรียนต่อคงมีบ้าง พ่อใช้จักรยานปั่นหาเสียงทั่วทั้งจังหวัด พร้อมกับพรรคพวกประมาณ 5–6  คน ที่จำได้มีพ่อ(ครูครอง) นายสวาสดิ์ ตราชู(ผู้สมัคร ส.ส.ในนามพรรคเศรษฐกรคู่กับพ่อ มีนายเทพ โชตินุชิตเป็นหัวหน้าพรรค) ภักดี พงษ์สิทธิศักดิ์ (น้องชายแม่) อบ พลวงศา(เพื่อนบ้าน) ปั่น มิ่งขวัญ (ชาวบ้านถ่อนลูกศิษย์พ่อ) ตระเวนปราศรัยหาเสียงทั่วทั้งจังหวัดสกลนคร ผลการเลือกตั้ง ผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง 3 คนคือ

1.     นายทองปาน วงศ์สง่า
2.     นายประทีป   ศิริขันธ์   (หลานชายนายเตียง)
3.     นายครอง       จันดาวงศ์

 เมื่อพ่อได้เป็นผู้แทนแล้วผมก็ยังไม่มีโอกาสเข้าเรียนต่อเพราะภาวะเศรษฐกิจยังไม่ลงตัว น้องๆ ก็ยังเรียนไม่จบ ผมยังต้องอยู่ช่วยงานบ้านต่อแต่ก็ทำให้สบายใจขึ้นบ้าง

            จนกลางปีพ.ศ. 2501 ผมเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อรอการเรียนต่อในปีการศึกษา 2502 ระหว่างนั้นได้สมัครเข้าเรียนสายอาชีพที่โรงเรียนช่างกลไฟฟ้าวัดชนะสงคราม บางลำพู เรียนได้ประมาณ 3 เดือน จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจตัวเองซ้ำเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 มีการประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภาฯ แล้วมีการจับกุมนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นักเขียนและประชาชนจำนวนมาก ส่วนพ่อไม่อยู่กรุงเทพฯในตอนนั้น(ออกเยี่ยมราษฎรอยู่ที่อำเภอเมืองสกลนคร)บ้านพักที่กรุงเทพฯมีผม นายเคน (ชาวบ้านม่วงไข่ที่ไปพักรักษาโรคตับ)และเพื่อนผมที่เรียนอาชีพด้วยกัน(ชื่ออะไรนึกไม่ออก) พวกเราไม่สามารถติดต่อทางบ้านได้

            ผมตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนขายข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่สามารถขนกลับได้ให้เพื่อนบ้าน รวมทั้งไก่พันธ์ไข่ที่เลี้ยงไว้10กว่าตัวพร้อมทั้งกรงไก่เอากลับบ้าน2ตัว  รวบรวมเงินจากการขายของเครื่องใช้ได้ประมาณพันกว่าบาทแล้วเดินทางกลับสว่างแดนดิน เมื่อกลับถึงบ้านไม่พบพ่อ รู้จากแม่ว่าพ่อหลบไปพักอยู่ที่บ้านอาอิน(บ้านดงสวรรค์ในปัจจุบัน) เพื่อรอดูสถานการณ์การกวาดล้างของฝ่ายคณะปฏิวัติ จนถึงต้นปี2502 เมื่อเห็นว่าไม่มีการติดตามจับกุม พ่อจึงกลับมาที่บ้านเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัว ตอนที่มีการปฏิวัติ พ่อมีเงินติดตัวไม่ถึงพันบาท แม่ไปรับเงินเดือนพ่อก็ได้ไม่ถึง 5,000 บาท(เงินเดือน ส.ส. ขณะนั้น 5,000 บาท)ด้วยเงินจำนวนนี้รวมกับเงินที่เหลือจากการค่ารถตอนผมกลับจากกรุงเทพฯเราเริ่มต้นเลี้ยงไก่พันธ์ไข่ ขายไข่เพื่อการดำรงชีพ วันหนึ่งมีรายได้ไม่กี่บาท นาก็ไม่ได้ทำเอาไว้ ต้องซื้อข้าวกิโลกินไปวันๆ

ประวัติของ ครอง จันทร์ดาวงศ์

            ในช่วงฤดูการทำนา พ่อ แม่ ผมและน้องชาย(ธำรง เพิ่งจบ ม.6 ในปีนั้น)ช่วยกันทำนา ตื่นตอนเช้าควรครอง(น้องสาวที่กำลังเรียนชั้น ม.6)นำไข่ไก่ไปขายที่ตลาด ได้เงินแล้วซื้อข้าวสารจ้าวมาประมาณ 2 กิโลกรัม พร้อมทั้งข้าวเหนียวนึ่งใสถั่วเขียวโรยงาและน้ำตาล 5 ห่อๆ ละ 25 สตางค์มาแจกกันคนละห่อเป็นอาหารเช้า พอดำนาไปจวนเสร็จแม่ต้องขึ้นไปก่อนเพื่อจัดการหุงข้าวปลาไว้กินตอนเที่ยง พวกเราเสร็จขึ้นมาอาบน้ำก็กินข้าวพักผ่อนบ้าง บ่ายลงถอนกล้าไว้ปักดำวันรุ่งขึ้น     

      ในระยะนี้พ่องดให้ชาวบ้านเข้ามาเยี่ยมเยือน เพราะกลัวจะถูกเพ่งเล็งทางการเมืองและอาจเป็นเหตุให้ถูกจับกุม พวกเราทำงานกันวันละ 12 ชั่วโมง ต่อสู้กับความยากลำบากไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยว ความยากลำบากในครอบครัวผ่อนคลายลงบ้าง

      ในช่วงระหว่างที่พ่อค่อนข้างจะเก็บตัวนี้ พ่อให้ผมเป็นผู้ประสานงานสังคมต่างๆแทน พ่อมีความตั้งใจสูงว่าจะให้ผมสืบทอดทางการเมืองแทนท่าน(หวังจะให้เป็น ส.ส.เหมือนพ่อ)ผมจึงมีบทบาทออกช่วยงานสังคมค่อนข้างมาก เช่นการจัดวงดนตรีสมัครเล่นของคนหนุ่มสาว ออกช่วยงานวัดตามเทศกาลต่างๆจุดหนักจะอยู่ที่วัดโพธิ์ศรี อำเภอสว่างแดนดิน ที่มีท่านพระครูบริพันนวการ(พระครูเผย) เป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้น การจัดงานเช่นนี้ขึ้น ได้รับการต้อนรับจากชาวบ้านเป็นอย่างดี ทำให้ผมมีภารกิจทางสังคมมากขึ้น(มาตุคาม ผู้เขียนหนังสือ ‘ครอง จันดาวงศ์ เขาคือใคร’ ที่มีข้อความตอนหนึ่งว่านายครองให้บุตรชายคือนายวิทิต จันดาวงศ์ไปตั้งวงดนตรีชื่อคณะหอมหวน เพื่อเคลื่อนไหวมวลชนก็คงเอาข้อมูลมาจากเรื่องนี้ ซึ่งไม่ตรงความจริงมากนัก)คณะดนตรีเราไม่ได้ตั้งชื่อมีแต่ชาวบ้านเขาเรียกกันเองว่า“คณะหนุ่มสาว” พวกเราก็เลยใช้เรียกตัวเองตามชาวบ้าน(วัตถุประสงค์ เขียนไว้ใน บทบาทชีวิต แนวคิดการเมืองครูครอง จันดาวงศ์)

            เมื่องานสังคมดังกล่าวมีมากขึ้น ทำให้ผมมีเวลาช่วยงานครอบครัวน้อยลง ภาระหนักในครอบครัวจึงตกอยู่กับพ่อ แม่และน้องชาย ทำให้พ่อมีอารมณ์บ้าง ท่านต่อว่าผมไม่สนใจการงานทางบ้านเลยปล่อยให้ภาระหนักตกอยู่บนบ่าพ่อกับน้อง ผมฟังตอนแรกก็รู้สึกอึดอัด น้อยใจ ไม่สบายใจ เกือบจะตัดสินใจเลิกล้มงานทางสังคมนั้นเสีย(ตอนนั้นเตรียมซ้อมดนตรีกับเพื่อนๆเพื่อแสดงงานประจำปีวัดโพธิ์ศรี) แต่มาคิดอีกทีหากผมเลิก เพื่อนๆ ก็คงเลิกล้มตาม ซึ่งจะไม่เป็นผลดีกับผมเองและส่งผลเสียถึงพ่อด้วย ผมนิ่งและไม่ได้โต้เถียงกับพ่อแม้แต่คำเดียวและก็ยังไปซ้อมดนตรีกับเพื่อนด้วยความไม่สบายใจต่อไป

            หลังจากนั้นประมาณสามวันก็เสร็จภารกิจทางสังคม ผมเริ่มทำงานบ้านอย่างเอาจริงเอาจังถือว่าเป็นการทดแทนหรือชดเชยที่ผมห่างเหินไปนานหลายวัน โดยไม่ปริปากพูดหรือบ่นอะไรเลย พ่อสังเกตพฤติกรรมผมและคงเดาได้ว่าผมคิดอะไรอยู่แต่ท่านก็ไม่พูดอะไรและยังพูดคุยตามปกติในครอบครัวจนถึงวันครบรอบการเปิดประชาธิปไตยในครอบครัวเดือนละ 1 ครั้ง (ถ้าผมจำไม่ผิดเราจะกำหนดทุกวันที่ 20 ของเดือน พ่อแม่ ลูกพร้อมหน้ากันเสนอความเห็นว่าพ่อแม่และลูกแต่ละคนมีความหนักอกหนักใจต่อกันอะไรบ้างในรอบเดือนที่ผ่านมาและเสนอแนวทางแก้ไข)

            ผมได้เสนอความเห็นต่อพ่อว่า“ผมทิ้งภารกิจในครอบครัวให้พ่อกับน้องนั้นเพราะภารกิจทางสังคมทั้งหมดพ่อเป็นผู้มอบหมายให้ผมไปทำ พ่อไม่น่าจะลืมและไม่ควรต่อว่าผมโดยไม่สอบถาม พ่อใช้อารมณ์กับลูกที่ไปทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากพ่อเอง ผมเกือบจะเลิกล้มงานกลางคันแล้วแต่เกรงจะเป็นผลเสียถึงพ่อจึงต้องจำทนทำต่อไปจนบรรลุหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ”  เมื่อผมเสนอความเห็นแบบค่อนข้องน้อยใจจบแล้ว พ่อนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ชี้แจงว่า

พ่ออาจจะมีอารมณ์นั้นเป็นเรื่องจริง เพราะสืบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในครอบครัวเราที่ค่อนข้างยากลำบาก ต้องทำงานหนักกันทุกคน ประกอบกับการจำกัดตัวเองภายในบ้าน โดยไม่ออกสู่สังคมภายนอก มันไม่ต่างอะไรกับคนติดคุก ทั้งเป็นเหตุให้เราไม่สามารถแก้ปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ในครอบครัวได้ พ่อผิดเองและขอโทษลูกด้วยจะให้พ่อไหว้ขอโทษก็ได้

            ผมตะลึงและตกใจที่ได้ยินคำขอโทษจากพ่อ ความน้อยใจที่ผมมีต่อพ่อหายไปเป็นปลิดทิ้งทั้งยังละอายตัวเองที่วิจารณ์พ่อแรงไปหน่อย ที่ผ่านมาไม่เคยมีการวิจารณ์ที่รุนแรงขนาดนี้ ผมยกมือไหว้ขอโทษ พ่อยังพูดต่อไปอีกว่า“ต่อไปนี้พ่อจะเลิกกักขังตัวเองอยู่แต่ในบ้าน ต้องกล้าออกสู่สังคมภายนอก เพื่อหาทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัวเรา เลิกกลัวเสียที” (กลัวรัฐบาลจับกุมในข้อหาการเมือง) จากวันนั้นเป็นต้นมาพ่อก็ออกไปไหนมาไหน พบปะราษฎรและหาเงินมาจุนเจือครอบครัวทำให้แก้ปัญหาความเป็นอยู่ในครอบครัวได้บ้าง

เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง :

วิทิต จันดาวงศ์ : จาก ม.17 – ม.112 กฎหมายพรากชีวิตและปิดปากผู้เห็นต่าง

วิทิต จันดาวงศ์ : จาก ม.17 ถึง ม.112

วิธีการฆ่าคนอีสานของรัฐไทย : ฆ่าครูครอง จันดาวงศ์ (1)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *